เรื่อง โครงสร้างกับกระบวนการขัดเกลาทางสังคมต่อการจัดการปัญหาการข่มขืนในประเทศไทย

นางสาว รัตติกาล จันทร์สุขศรี 011

นางสาว สุจิตรา อุบลจินดา 016

บทนำ

การฆ่าข่มขืนในชีวิตประจำวันเห็นอยู่บ่อยครั้งไม่ว่าจะเป็นข่าวในทีวีหรือหนังสือพิมพ์รายวันและสถิติแต่ละปีก็เพิ่มขึ้นถือว่าเป็นปัญหาหนึ่งที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติ การฆ่าข่มขืนเป็นข่าวที่สะเทือนขวัญต่อคนในสังคมมากเป็นภัยที่หวั่นไหวต่างก็พร้อมใจเสนอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโทษ ยุคปัจจุบันสมัยนี้มันน่ากลัวเด็กผู้หญิงหรือผู้หญิงที่มีอายุก็ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง โดยประเด็นปัญหาประเด็นปัญหา คือ ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อของการถูกข่มขืนเพิ่มมากขึ้น จึงมีการเรียกร้องให้ผู้ที่ก่อคดีข่มขืนหรือคดีทางเพศได้รับโทษเท่ากับการประหารชีวิตจะช่วยลดคดีทางเพศในสังคมไทยลงได้ เพราะการมองอย่างแยกส่วนว่าผู้ก่อคดีทางเพศมีปัญหาทางจิต หรือเป็นปัญหาส่วนบุคคล เป็นการแยกกลุ่มคนเหล่านี้ออกจากสภาพสังคมของความเป็นจริง การมองหา (หรือโทษ) ปัจจัยภายนอกว่าเป็นต้นเหตุของปัญหา ทั้งในเรื่องกฎหมายที่มีบทลงโทษน้อยเกินไป การเสพสิ่งเสพติด การดื่มสุรา หรือแม้กระทั้งการมองว่าผู้หญิง แต่งตัวโป๊ ไม่ระวังตัว ปล่อยเนื้อปล่อยตัว ยั่วยุอารมณ์ทางเพศ เป็นการมองปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งทำให้ไม่เคยคิดจะกลับมาตั้งคำถามกับวิธีคิดเรื่องเพศ หรือความสัมพันธ์ระหว่างเพศหญิงและชายที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน เราไม่เคยถามตัวเองว่าได้บ่มเพาะลูกหลานให้เข้าใจเรื่องเพศและความสัมพันธ์ระหว่างเพศหญิงและเพศชายอย่างไร หรือเราได้สอนลูกหลานเพศชายให้เข้าใจและเคารพในการดำรงอยู่ของมนุษย์ ซึงคนในสังคมสมัยนี้ขาดโครงสร้างและการขัดเกลาทางสังคมโดยมีบ่มเพาะความคิดในเรื่องเพศ เกิดขึ้นเกือบทุกพื้นที่ ทั้งในครอบครัว โรงเรียน ที่ทำงานทั้งทางการเมือง ตามบทละครและสื่อประเภทต่างๆ เราซึมซับความไม่เท่าเทียมทางเพศ มาตั้งแต่วัยเยาว์จนกลายเป็นผู้ใหญ่ ผู้หญิง ถูกบ่มเพาะว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องต้องห้ามและอันตรายต้องรักนวลสงวนตัวต้องวางตัวอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีงาม ไม่แต่งตัวโป๊ ไม่ยั่วยุเพศชาย ยิ่งมีข่าวข่มขืนและข่าวทางเพศอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จึงยิ่งทำให้เรามีความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยในชีวิตมากขึ้น [1] อาทิเช่น หลังเกิดเหตุสุดสะเทือนขวัญคดีพนักงานการรถไฟข่มขืนฆ่าด.ญ.วัย 13 ปี ระหว่างเดินทางเข้ากทม. ก่อนจะนำศพโยนทิ้งข้างทางอย่างโหดเหี้ยม จนทำให้มีหลายภาคส่วน ออกมาเรียกร้องให้ผู้ต้องหาในคดีข่มขืน ต้องได้รับโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และยังมีผลกระทบและสาเหตุมากมายที่ทำให้เกิดข่าวสะเทือนขวัญแบบนี้ขึ้นมาบ่อยครั้งแต่ก็ยังมีวิธีการป้องกันปัญหานี้ให้ลดลงได้หากทุกคนให้ความสำคัญและมีการขัดเกลาละโครงสร้างทางสังคมที่ดีซึ่งสามารถแบ่งออกได้3สถาบันนั้นคือ สถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษาและสถาบันสังคมโดยให้มีการอบรมสั่งสอนบุตรหลานและให้ความรู้มอบความรักให้การเอาใจใส่ให้มากขึ้นทำให้เด็กที่จะเติบโตขึ้นมาในสังคมที่มีคุณภาพ[2]

เนื้อความ

ประเด็นปัญหาผู้หญิงเป็นเหยื่อของการถูกข่มขืนเพิ่มมากขึ้น เพราะ ถือว่ายุคปัจจุบันผู้หญิงเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุด 90% เลือกผู้หญิงผมยาว คือ หางเปีย หางม้า ปล่อยตามธรรมชาติ เพราะการกระชากจากด้านหลังได้ง่าย87% เลือกผู้หญิงที่สวมผ้าถอดได้ง่าย แต่หากพบผู้หญิงถูกใจแต่สวมเสื้อผ้าที่ต้องใช้เวลาถอดนานก็จะกลับมาดักรอเป็นครั้งที่2 พร้อมอุปกรณ์ เช่น กรรไกรหรือคัตเตอร์ 84% เลือกผู้หญิงที่เดินไปคุยโทรศัพท์ไปด้วย96% เลือกผู้หญิงที่เดินทางไปไหนเวลากลางคืน99% เลือกผู้หญิงที่เดินทางคนเดิน80% สามารถข่มขืนได้ในการกระทำครั้งแรกโดยใช้อุปกรณ์ที่อยู่ในกระเป๋า เช่น เข็มขัด ลูกกุญแจ ฯลฯ ซึ่งประเทศไทยเราติด top10 ประเทศที่มีการข่มขืนมากที่สุดรั้งอันดับสิบด้วยสถิติ5-6พันคนต่อปีและจำนวนมากขึ้นทุกๆปี 9ใน10ของผู้ที่ข่มขืนเป็นผู้หญิง ผู้หญิง1ใน6 จะตกเป็นเหยื่อการข่มขืน ผู้ชาย1ใน33เป็นเหยื่อการข่มขืน15%ของคดีข่มขืน เกิดกันเด็กอายุต่ำกว่า12ปีโดยช่วงอายุมีความเสี่ยงจะถูกล่วงละเมิดมากที่สุดคือ 12-34 ปี 90%เป็นเหยื่อที่ถูกข่มขืนที่รู้จักคนทำร้ายตน แต่มีเพียง2%ของผู้ร้ายข่มขืนเท่านั้นที่ถูกดำเนินตามกฎหมาย ซึ่งมีบทลงโทษในประเทศไทย และผู้หญิงถูกทำร้ายร่างกายและรักษาตัวในโรงพยาบาลเฉลี่ยวันละ1คน1โรงพยาบาลและร้อยละ71ของสถานที่ที่เกิดการทำร้ายร่างกายคือบ้านของผู้ถูกกระทำ ผู้หญิงถูกข่มขืนและโดนล่วงละเมิดทางทางเพศเฉลี่ยวันละ12คน โดยมีเด็กอายุต่ำกว่า15ปีถูกข่มขืนล่วงละเมิดทางเพศเฉลี่ยวันละ2คน พบว่าผู้หญิงตั้งครรภ์ร้อยละ12ถูกกระทำรุนแรงทางร่างกายร้อยละ23 ซึ่งผู้ตกเป็นเหยื่อส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงและเด็กที่เป็นเหยื่อฆ่าข่มขืน สาเหตุที่มีการข่มขืนน่าจะมีเหตุหลายประการด้วยกันคือ โครงสร้างกับกระบวนการขัดเกลาทางสังคม คือ ส่วนต่าง ๆ ที่ประกอบกันเป็นระบบความสัมพันธ์ของสังคมมนุษย์ ส่วนประกอบดังกล่าวจะต้องเป็นเค้าโครงที่ปรากฏในสังคมมนุษย์ทุก ๆ สังคมหรือรูปแบบพฤติกรรมของสมาชิกในสังคมเพื่อสนองความต้องการร่วมกันในด้านต่าง ๆ และเพื่อการคงอยู่ของสังคมโดยรวม แบบแผนพฤติกรรมต่าง ๆ เป็นไปตามบรรทัดฐานทางสังคมที่มีความชัดเจนแน่นอน และเป็นไปตามวัฒนธรรมของสังคม ซึ่ง [3]โครงสร้างทางสังคมแบ่งแยกออกมา 3 สถาบัน

1. สถาบันครอบครัว สถาบันครอบครัว เป็นสถาบันพื้นฐานของสังคมไทย ซึ่งผู้กระทำข่มขืนอาจจะมีปัญหาเกิดจากขาดความอบอุ่นในครอบครัวหรือครอบครัวมีปัญหา ขาดความรักการเอาใจใส่จากคนในครอบครัว จึงได้ก่อเหตุกระทำการข่มขืนเพิ่มมากขึ้นในยุคปัจจุบัน เพื่อสนองความใคร่ของตัวเอง แต่ความจริงแล้วสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้โดย สมาชิกในครอบครัวที่มีบทบาทไปตามสถานะภาพของตน เช่น พ่อแม่มีบทบาทในการเลี้ยงดูและอบรมสั่งสอน ให้ความรักความเมตตาและให้กำลังใจแก่ลูก ส่วนลูกมีบทบาท คือ รักและเคารพ เชื่อฟังพ่อแม่ มีความกตัญญูกตเวที

2. สถาบันการศึกษาซึ่งเป็นอีกสถาบันที่ช่วยขัดเกลามนุษย์ เป็นสถาบันที่จำเป็นสำหรับการพัฒนามนุษย์ต่อจากสถาบันครอบครัว ปัญหาที่ทำให้เกิดข่มขืน อาจมาจากมีความเครียดทางการเรียน แอบชอบเพื่อนในห้องเรียนเดียวกันแต่ไม่ได้คบหากันจึงทำให้เกิดการข่มขืนขึ้นหรือเป็นเพราะมีปัญหากับที่บ้าน ซึ่งก่อให้เกิดการข่มขืนเพื่อสนองความใคร่ของตัวเอง สถาบันการศึกษาจึงเป็นที่รวมกลุ่มเพื่อนเพื่อสนองความต้องการทางจิตใจของสมาชิกในสังคม และบทบาทของสมาชิกในสถาบันการศึกษามีบทบาทไปตามสถานภาพและตำแหน่งต่างๆ เช่น ผู้อำนวยการโรงเรียน บทบาทในการบริหารการศึกษาของโรงเรียน ครูมีบทบาทในการสั่งสอนอบรมให้ศิษย์มีความรู้ และเป็นพลเมืองดีของสังคม ส่วนนักเรียนมีบทบาทในการตั้งใจเล่าเรียน เชื่อฟังคำอบรมสั่งสอนของครู เป็นต้น

3.สถาบันสังคม สถาบันสังคม หมายถึง รูปแบบพฤติกรรมของสมาชิกในสังคมเพื่อสนองความต้องการร่วมกันในด้านต่าง ๆ และเพื่อการคงอยู่ของสังคมโดยรวม แบบแผนพฤติกรรมต่าง ๆ เป็นไปตามบรรทัดฐานทางสังคมที่มีความชัดเจนแน่นอน และเป็นไปตามวัฒนธรรมของสังคม [4]

ในปัจจุบันก็มีตัวอย่างที่เป็นข่าวออกมาซึ่งดูเหมือนว่าสังคมขาดกระบวนการขัดเกลาและโครงสร้างทางสังคมเป็นอย่างมาก โดยมีการขัดแย้งและการเปลี่ยนแปลงเพิ่มมากขึ้นและโครงสร้างทางสังคมนั้นไม่สามารถเปลี่ยนแปลงและไม่มีการพัฒนาที่ดีขึ้นเพราะขาดกระบวนการขัดเกลาทางสังคมและโครงสร้างทางสังคมในการหล่อหลอมพฤติกรรมของบุคคล อาทิเช่น

" ตำรวจพังงา บุกรวบตัว 3 ผู้ต้องหาชุดแรก ในคดีรุมโทรมเด็กหญิงที่จังหวัดพังงา ช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา (16 ก.ย.) ทาง พล.ต.ต.บุญทวี โตรักษา ผบก.ภ.จว.พังงา นำกำลัง กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดพังงา และกำลังตำรวจในพื้นที่ เข้ารวบตัว 3 คน คือ นายวรชิต นายบุญพจน์ ได้ภายในหมู่บ้านเกาะแรด ส่วนนายชาติชาย เข้าจับกุมได้ที่ อ.ท้ายเหมือง ทั้งหมดเป็นผู้ต้องหาชุดแรกที่ข่มขืนเด็กวัย 15 ปี ที่ได้รับการประกันตัวไปก่อนหน้านี้ จากนั้นได้พาตัวทั้ง 3 คน เข้าสอบสวนและตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาทั้งหมดในการกระทำผิดฐาน ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภรรยาตน ร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ร่วมกันพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี เพื่อการอนาจาร และเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น พาเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี เพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย หรือวิธีข่มขืนใจด้วยประการใดๆ ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้การกระทำการใดๆ ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สิน ของผู้ถูกข่มขืนใจ ใช้กำลังประทุษร้ายโดยผู้อื่นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นอื่น และร่วมกันบุกรุกในเคหะสถานในเวลากลางคืน โดยกำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย พร้อมนำส่งทั้งหมดเข้าดำเนินคดีตามขั้นตอนตามกฎหมายต่อไป [5]

จากข่าวเป็นการกระทำชำเรา รุมโทรมเด็กอายุไม่เกิน15ปีในลักษณะรุมโทรมร่วมพรากเด็กอายุเกิน15ปีกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดพังงาและกำลังตำรวจในพื้นที่พร้อมนำผู้ต้องหาทั้งหมดเข้าดำเนินคดีตามขั้นตอนตามกฎหมายต่อไป โดยมีกฎหมายมาตรา277กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน15ปี ต้องระวางโทษจำคุก4ปีถึง20ปีและปรับตั้งแต่แปดพันถึงสี่หมื่นบาท ดั้งนั้นเป็นเพราะสังคมไทยในปัจจุบันขาดกระบวนการขัดเกลาทางสังคมมากไปหรือเปล่า จึงทำให้มีข่าวสะเทือนขวัญ คดีการข่มขืนเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หนึ่งที่น่าสนใจก็ดังเช่นที่ได้ยกตัวอย่างไปในกรณีของการรุมโทรมเด็กอายุ15ปี นอกจากนั้น การอบรมทางสังคมต้องจริงจังอย่างเข้มข้นถึงวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมต่อเป้าหมายตามรสนิยมทางเพศก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน ส่วนนี้อาจจะรวมถึงการพยายามฉุดกันไม่ให้เกิดความคิดเข้าข้างตัวเองว่าการกระทำเช่นนั้นเช่นนี้ของเป้าหมายตามรสนิยมทางเพศคือการให้ท่า เชื้อชวน หรือกระทั่งการเข้าใจผิดว่าที่ขัดขืนนั้นก็เพียงแต่พอเป็นพิธี ด้วยเหตุนี้ ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อของการถูกข่มขืนเพิ่มมากขึ้น แรงจูงใจที่ทำให้อยากข่มขืนนั้นมีหลายอย่าง เช่น การเสพสารเสพติดเข้าไปแล้วเกิดความกล้าจนลืมกลัวดั่งข่าวที่กล่าวไว้ข้างต้น จนถึงถูกชักจูงให้ไปร่วมขบวนการข่มขืนเป็นหมู่โดยเพื่อนฝูงชวนไป แต่ถ้าหากเป็นคนที่นิยมการข่มขืนจริงๆแล้วมักจะเป็นพวกที่ต้องการจะแสดงความมีอำนาจเหนือคนอื่นหรือแสดงความก้าวร้าวต่อผู้อื่น ซึ่งสิ่งที่เขากระทำนั้นก็คือทำให้ผู้หญิงอีกคนหนึ่งเจ็บใจ กลัว แค้น แล้วเขาจะรู้สึกว่าเขาเป็นผู้ชนะส่วนการที่มีคนกล่าวว่า ผู้หญิงมาทำท่ายั่วยวนทำให้เกิดการข่มขืนนั้น อาจจะเป็นจริงหรือไม่จริงก็ได้ เพราะนักข่มขืนแต่ละคนจะเลือก "พฤติกรรมจูงใจให้ข่มขืน" ไม่เหมือนกัน บางคนจะข่มขืนคนที่ร้องไห้กลัว ในขณะที่บางคนจะข่มขืนคนที่ทำท่าทางโอหัง และชอบใช้กำลังหรือชอบข่มขืนคนที่แต่งตัวยั่วยวน ซึ่งเรื่องของการข่มขื่นถือว่าเป็นคดีที่สะเทือนขวัญมากและเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงมากสำหรับสังคมผู้หญิง เช่น ข่าวคดีรุมโทรมเด็กหญิงที่จังหวัดพังงามีผลกระทบในกระบวนการขัดเกลาทางสังคมผู้กระทำจากในข่าวมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมขาดกระบวนการขัดเกลาทางสังคมมีทั้งโดยตรงและโดยอ้อม การขัดเกลาสังคมโดยครอบครัว การศึกษา เพื่อน ผู้กระทำจึงเกิดจากการตามเพื่อนหรือมีการศึกษาน้อยครอบครัวมีปัญหาจึงได้ก่อเหตุส่วนการขัดเกลาสังคมโดยอ้อมผู้กระทำอาจเกิดการเลียนแบบกันจากสื่อต่างๆ เช่นสื่อเว็บโป้ โดยผู้ถูกการกระทำรู้สึก กลัว เสียใจ คิดมาก กังวน และด้านของพ่อแม่น้องได้กล่าวและให้รายละเอียดเปิดเผยทั้งน้ำตาว่าส่วนตัวตนไม่อยากเชื่อว่าจะเกิดเหตุแบบนี้ขึ้นกับครอบครัวของตนโดยลูกสาวของตนปกติเป็นเด็กที่เรียนดี ขยัน ซึ่งปมเหตุดังกล่าว เกิดขึ้นเพราะปกติตนและครอบครัวจะออกไปกรีดยางห่างออกไปสองถึงสามหมู่บ้านเพราะตนเองต้องทำงานหนัก มีหนี้สินเยอะ ตอนเที่ยงคืนจะทิ้งลูกไว้ที่บ้านให้อยู่กับน้องนกระทั่งช่วงต้นปีที่ผ่านมาพบว่าหลานของสามีเริ่มเข้ามาตีสนิทประกอบกับมีอะไรผิดสังเกตหลายอย่าง เช่น ลูกสาวตนกลางคืนจะไม่นอน และมีอาการผวาตลอด บางคืนจะได้ยินเสียงคนเดินอยู่หลังบ้านตนจึงเริ่มคาดคั้นถามความจริงจากลูก ลูกจึงบอกว่าถูกข่มขืนกระทั่งเจ้าหน้าที่ทางบ้านพักเด็กและครอบครัวได้เข้ามาดูแลและพาลูกออกไปอยู่ในที่ปลอดภัย ลูกของตนจึงได้บอกความจริงว่ามีใครบ้างที่ร่วมข่มขืนทั้งหมดกว่า40คน ส่วนสาเหตุที่ลูกสาวต้องปิดบัง เพราะอาย รวมถึงหนึ่งในผู้ต้องหาเป็นเจ้าของที่ดินที่ให้ตนเข้าไปปลูกผักขายบางครั้งคืนเดียวถูกข่มขืน11คน ซึ่งกลุ่มผู้ต้องหาก็สนิทกับครอบครัวตนทุกคน ที่สำคัญทุกครั้ง จะมีการบังคับให้ลูกสาวของตนเสพยาก่อนบังคับกระทำชำเราด้วย ชาวบ้านบ้านเกาะแรด หมู่ 6 ต.หล่อยูง อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ครอบครัวดังกล่าว ให้เจ้าหน้าที่นำตัวผู้เสียหายมาชี้ตัวว่า40คนในหมู่บ้านนั้นเป็นใคร ซึ่งคดีนี้เป็นความผิดทางกฎหมายอาญาว่าด้วยมาตรา276ใครที่ขู่เข็นกระทำชำเราผู้อื่นในภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ โทษจำคุตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการ จับกุม ปราบปราม ทั้งหมด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะอย่างเช่นนี้ขึ้นอีก

เงื่อนไขทางสังคมกับมาตรการป้องกันภัยข่มขืน วิธีการป้องกันการข่มขื่นสำหรับผู้หญิงในสังคมนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อการลดอัตราการถูกข่มขืน ซึ่งวิธีการลดอัตราการข่มขืนที่สำคัญยิ่งวิธีการทำให้ผู้หญิงง่ายต่อการเป็นเหยื่อควรจะมีวิธีป้องกันและเพิ่มความระมัดระวังให้กับตัวเอง ซึ่งผู้ถูกการกระทำคนหนึ่งให้การสัมภาษณ์ตอนที่ตัวเองถูกละเมิดทางเพศรู้สึก กลัว เสียใจ คิดมาก กังวน เธอบอกว่าหลังถูกกระทำคิดอยู่นานถึง3วันกว่าจะกล้าตัดสินใจแจ้วความดำเนินคดี แต่ก็รู้สึกว่าเส้นทางต่อสู้คดีต้องจบลง เพราะว่าเธอจำสถานที่ที่เกิดเหตุและชื่อ-นามสกุลของผู้กระทำไม่ได้ คดีนี้จึงจบยุติเพียงแค่ลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจผู้ถูกการกระทำคนหนึ่งให้การสัมภาษณ์ตอนที่ตัวเองถูกละเมิดทางเพศรู้สึก กลัว เสียใจ คิดมาก กังวน เธอบอกว่าหลังถูกกระทำคิดอยู่นานถึง3วันกว่าจะกล้าตัดสินใจแจ้วความดำเนินคดี แต่ก็รู้สึกว่าเส้นทางต่อสู้คดีต้องจบลง เพราะว่าเธอจำสถานที่ที่เกิดเหตุและชื่อ-นามสกุลของผู้กระทำไม่ได้ คดีนี้จึงจบยุติเพียงแค่ลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ ผู้ถูกกระทำคนที่2เดินหน้าสู้คดีมา1ปีเต็มเพราะไม่อยากให้ผู้ชายที่มาล่วงเกินลอยนวลโดยไม่ต้องรับผิดที่กระทำแต่เพราะหลักฐานที่มีไม่พอจากผลการตรวจร่างกายที่เกิดขึ้นช้าจากช่วงเวลาที่เธอทำใจทำให้พนักงานสอบสวนแนะนำให้ยอมความถ้าหากสู้คดีต่อไปก็อาจจะถูกฟ้องกลับ [6]

สาเหตุดังกล่าวจึงทำให้ผู้ถูกกระทำเกิดความกลัวต่างๆการแจ้งก็ถือว่ายากแล้วแต่การดำเนินคดียากกว่า ดังนั้นกว่าครึ่งคดีข่มขืนหรือล่วงละเมิดทางเพศกลายเป็นว่าถูกไกล่เกลี่ยก็ไม่ได้ถูกนำขึ้นสู่ชั้นศาลแทนที่จะเป็นคดีที่จะถูกนำขึ้นสู่ชั้นศาลแต่ถูกจบลงด้วยพนักงานสอบสวนเป็นเพราะว่ากฎหมายมีช่องว่างเปิด ช่องยอมความกันได้นั่นเอง ปัญหาที่เกิดจากการดำเนินคดีจากถูกข่มขืน ปรากฏว่ามากกว่าครึ่งถูกพนักงานสอบสวนให้ยอมความและช่องว่างทางกฎหมายจากวิธีพิจารณาทางอาญา เป็นความผิดยอมความได้ ดังนั้นจึงทำให้พนักงานสอบสวนสามารถเจรจาไกล่เกลี่ยยอมความได้จึงต้องให้พนักงานสอบสวนชี้แจ้งถึงกฎหมายทุกๆส่วนทั้งหมดไม่ใช่ชี้แจ้งแต่ส่วนเดียวถ้าชี้แจ้งแต่ส่วนเดียวผู้หญิงก็เริ่มกลัว เช่น ขู่ว่าเขามีอำนาจมากกว่า ถ้าหากมีหลักฐานไม่เพียงพอเขาอาจจะฟ้องกลับได้สิ่งนี้จึงทำให้ผู้หญิงไม่มีช่องทาง จุดอ่อนของกฎหมายควรจะเปลี่ยนและอาจจะต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อให้มีความยอมความได้ โดยเฉพาะผู้ต้องหาที่กระทำความรุนแรงทางเพศกับผู้หญิงและเด็ก ส่วนใหญ่มักจะมีภูมิหลังที่ไม่เหมือนคนธรรมดา ชีวิตของคนๆนี้มีบาดแผลใหญ่ๆถึง 3 แผล หนึ่ง เป็นเด็กที่เติบโตขึ้นมาโดยไม่รู้พ่อไม่รู้แม่ สอง ถูกพ่อแม่บุญธรรมเอาไปเลี้ยงต่อแบบไม่ดีพอ ไม่รู้ว่าความรัก ความอบอุ่นคืออะไร ไม่เคยรู้ถึงความเมตตา ความดีงามไม่ได้รับการปลูกฝังให้เกิดคุณธรรม แม้กระทั่งปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ระบบระเบียบกติกาสังคม สาม เคยถูกล่วงเกินทางเพศตอนอายุยังเด็ก เมื่อครั้งอยู่ในสถานสงเคราะห์ ชีวิตทั้งชีวิตที่ถูกกดขี่อยู่ใต้อำนาจ ถูกเหยียบย่ำข่มเหงมาตลอดและเมื่อมองมาอีกมองของสังคม "โทษประหารไม่สามารถแก้ปัญหาตรงนี้ได้ จริงๆหน้าที่ของสื่อก็ควรให้ความรู้แก่สังคมด้วย อยากให้เสนอ ตีแผ่ให้เห็นถึงรากเหง้าที่มาที่ไปของผู้กระทำด้วยว่าเขาเป็นมายังไง เติบโตมาเช่นไร เพื่อนำไปสู่ทางแก้ไข เป็นแนวทางป้องกันปัญหา คือ

1 ) การลดช่องโอกาส เช่น ไม่ไปในที่เปลี่ยว หากจำเป็นต้องไป ก็ต้องมีเพื่อนร่วมทางที่พอเหมาะกับเหตุร้ายที่อาจเกิดขื้น การแต่งกายของผู้หญิงไม่ยั่วยุ มีความรัดกุม ถอดยาก หรือถ้าหากคนร้ายที่มีศักยภาพที่จะข่มขืน เป็นคนรู้จักคุ้นเคย วิธีการป้องกันก็ไม่ควรไปในที่ลับตากับบุคคลดังกล่าวตามลำพังหรือการที่จะไม่นั่งรถแท็กซี่เพียงคนเดียว เป็นต้น

2 ) เพิ่มความแข็งแรงให้กับผู้หญิงที่จะเป็นเหยื่อ เช่น ให้ผู้หญิงพกอุปกรณ์ป้องกันตัวเมื่อคราวจำเป็น เช่นนกหวีด สเปรย์พริกไทย กรรไกร ร่มกันแดด หรือฝึกการต่อสู้ป้องกันตัว

3) การควบคุมคนร้ายผู้เสี่ยงต่อกระทำผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา เป็นหน้าที่ของชุมชน และสังคมทุกส่วน ในการกวดขันไม่ให้วัยรุ่นจับกลุ่มมั่วสุม รวมถึงเสนอกฎหมายในการ จัดทำฐานข้อมูลผู้กระทำผิดทางเพศ (SEX OFFENDER REGISTRATION ACT) แบบในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีการจัดทำฐานข้อมูลผู้เคยกระทำผิดทางเพศ ไว้ ให้สาธารณชนเข้าถึงข้อมูล เพื่อช่วยกันระมัดระวังจับตาดูเพราะว่าผู้กระทำผิดทางเพศส่วนใหญ่ ได้รับโทษจำคุกไม่นาน เมื่อพ้นโทษมาแล้วมักกระทำผิดอีกและมักทำผิดไม่ไกลจากที่พักอาศัย โดยเฉพาะคนร้ายโรคจิต [7]

สรุป

ซึ่งประเด็นการศึกษาในครั้งนี้ เหตุการณ์ข่มขืนรุมโทรมผู้หญิงยังเกิดขึ้นเรื่อย ๆสังคมในปัจจุบันขาดกระบวนการโครงสร้างทางสังคมและการขัดเกลาจาก ครอบครัวอาจเป็นเพราะขาดความรักความอบอุ่นในครอบครัวจึงเป็นที่มาของสาเหตุนี้และอาจจะเป็นการศึกษาและสังคมเด็กได้รับการอบรมสั่งสอนทางการให้ความรู้ในสถานที่ศึกษาน้อยเกินไปจึงทำให้เกิดคดีข่มขืนมากขึ้นและสิ่งที่จะช่วยให้สังคมลดสถิติการข่มขืนให้น้อยลงคือต้องให้กฎหมายเข้ามาช่วยแก้ไข้ปัญหานี้ ว่าด้วยกฎหมายในประเทศไทยผู้คนก็ไม่ได้รับรู้กันมากและคนเป็นผู้กระทำจำนวนมากรอดพ้นจากการถูกลงโทษ ซึ่งทำให้สามารถกระทำความผิดซ้ำๆกันต่อไปได้ เพราะระบบยุติธรรมของเราที่ยังไม่มีตัวช่วยสำหรับผู้หญิงที่ถูกกระทำให้ดำเนินคดีผู้ต้องหาได้มากนัก ตั้งแต่การแจ้งความกับตำรวจที่มักเป็นผู้ชายความอับอายที่ทำให้ไม่ตัดสินใจแจ้งความในวันแรกๆที่เกิดเหตุจนทำให้หลักฐานซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินคดีหายไป นอกจากนี้ก็ยังมีการตัดสินของสังคมที่มองว่าเหยื่อเหล่านี้กระทำตัวไม่เหมาะสม และเมื่อถูกกระทำแล้วจะมีความผิดปกติทางจิตใจไปจากเดิม รวมถึงทัศนคติของผู้หญิงเองที่มักมองว่าตัวเองมีส่วนผิดที่ทำให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อกระบวนการเยียวยาผู้เสียหายจากเรื่องเพศนั้น ในเมืองไทยยังไม่บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเพียงพอ ประกอบกับเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยเวลายาวนานมาก ในขณะที่ดำเนินคดี ผู้เสียหายอาจได้รับการดูแลจากทางเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อคดีจบลงไปแล้ว ผู้เสียหายก็ต้องเผชิญหน้ากับความปวดร้าว ความหวาดกลัวเพียงลำพัง แม้ว่าอาจจะมีหน่วยงานเอกชนที่ทำงานเรื่องนี้อยู่ แต่ว่าก็ไม่สามารถที่จะเข้าถึงผู้หญิงที่ถูกทำร้ายได้ทุกคน คิดว่าหน่วยงานของรัฐน่าจะเข้ามาทำเรื่องนี้มากขึ้น ทางรัฐควรจะพัฒนาให้มีบุคลากรที่ความชำนาญ ยกตัวอย่างเช่น ตำรวจ ควรจะเพิ่มพนักงานสอบสวนหญิงให้มากขึ้นกว่าเดิม แม้ตอนนี้มีตำรวจหญิงอยู่ แต่ก็มีอยู่ไม่กี่พื้นที่ และส่วนใหญ่ตัวพนักงานสอบสวนหญิงก็ไม่ได้รับมอบหมายให้งานในลักษณะนี้ ไม่ได้พัฒนาความเชี่ยวชาญเพื่อรับมือกับคดีให้มีความเหมาะสมโดยส่วนตัวฉันคิดว่าเรื่องของการข่มขืนต้องไปเรียกร้องกับหน่วยงานรัฐ เพื่อทำให้เกิดกรอบที่สามารถควบคุมได้ อยากให้รณรงค์เป็นในลักษณะที่ทำให้คนในสังคมหันมาสนใจของโทษและเกรงกลัวโทษมากกว่านี้

บรรณานุกรม

สุนทรีย์ สิริอินต๊ะวงศ์,2557)ประเด็นปัญหาทางเพศในสังคมไทย

พจนีย์ ภาคภูมิ, 2559

เจาะประเด็นร้อน, 2557 (online).ข่าววันที่8 กรกฎาคม 2555

ครูรุจน์ หาเรือนทรง ม.ป.พ. ส 2.1 ม.4-6/2 วิเคราะห์ความสำคัญของโครงสร้างทางสังคม การขัดเกลาทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

นิวส์มอนิเตอร์ ข่าววันที่9กันยายน2560 (online). htt://news.sanook.com

จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บทความวิชาการเรื่อง"ผู้หญิงไทยกับภัยอาชญากรรมทางเพศ",2551

พล.ต.ต.โสภณ พิสุทธิวงษ์ วปอ.51 วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (online). http://icare.kapook.com


[1] สุนทรีย์ สิริอินต๊ะวงศ์,2557)ประเด็นปัญหาทางเพศในสังคมไทย

[2] (พจนีย์ ภาคภูมิ, 2559)

[3] (ที่มาจาก : เจาะประเด็นร้อน, 2557) ข่าววันที่18 กรกฎาคม 2557

[4] (ครูรุจน์ หาเรือนทรง ม.ป.พ. ส 2.1 ม.4-6/2 วิเคราะห์ความสำคัญของโครงสร้างทางสังคม การขัดเกลาทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

[5] (นิวส์มอนิเตอร์,2560) ข่าววันที่9กันยายน2560 เว็บไซต์ htt://news.sanook.com

[6] จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บทความวิชาการเรื่อง"ผู้หญิงไทยกับภับอาชญากรรมทางเพศ",2551

[7] พล.ต.ต.โสภณ พิสุทธิวงษ์ วปอ.51 วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร