เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2556 ได้มีอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการพัฒนาทักษะ การเขียนบทความวิชาการ ที่ห้องปางอุบล ศูนย์วัฒนธรรมภาคเหนือตอนล่าง มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม โดย รศ.ดร.โยธิน แสวงดี  สถาบันวิจัยประชากรและสังคม  มหาวิทยาลัยมหิดล นับว่าเป็นการอบรมที่มีประโยชน์อย่างมากต่อผู้เข้าอบรม
ในการเขียนบทความวิชาการ  โครงสร้างของต้นฉบับบทความที่มาตรฐานและใช้ทั่วไป ควรมีจำนวนหน้าอยู่ระหว่าง 15 – 25 หน้า ประกอบด้วย ชื่อ เรื่อง / ชื่อ ผู้เขียน / บทนำ (ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา) / แนวคิด ทฤษฏีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง /  พื้นที่ศึกษา ข้อมูลและระเบียบวิธีการวิจัย / ผลการวิเคราะห์ข้อมูลและอภิปรายผล / สรุปและข้อเสนอแนะ  
ในการตั้งชื่อบทความ
จะเน้นที่ไป ผลการวิจัยที่เด่นที่สุด ในตัวบทวิเคราะห์ เพราะเป็นจุดดึงดูดความสนใจของผู้อ่านบทความหรือ เน้นที่วิธีวิทยาการวิจัย
วิธีการที่ควรตระหนักอยู่เสมอเกี่ยวกับแต่ละหน้าที่เขียน
-         หนึ่งหน้าควรมีประมาณ 2 หรือ 3 ย่อหน้า
-        ในแต่ละย่อหน้าควรมีอ้างอิง ประมาณ 2 – 4 แห่ง เป็นผลดีต่อเราที่แสดงถึงการเป็นผู้มีความรู้ ไม่ใช่เขียนตามจินตนาการเอง
-          การอ้างอิงไม่ควรซ้ำในหน้าเดียวกัน
-          หากเป็นทฤษฎีที่อมตะ หรือ แนวคิดอมตะ ปีโบราณได้
-          หากเป็นงานวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทางสังคมศาสตร์จะนิยมอ้างภายในหนึ่งทศวรรษ หรือ 10 ปี
-          ให้ใช้สำนวนภาษาสารคดี


ในการเขียน จะมีหลักเกณฑ์ที่เรียกว่า แผนที่บทความ Article Mat ซึ่งประกอบด้วย 13 ส่วน คือ
ส่วนที่ 1 เป็นส่วนของบทนำ ความเป็นมาและความสำคัญ เป็นการเกริ่นนำเข้าสู้บทความ ควรมีประมาณ 2 หน้า
ส่วนที่ 2 เป็นส่วนของแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ควรมีประมาณ 2 หน้า ซึ่งเนื้อหาไม่ควรเก่าเกิน 10 ปี
ส่วนที่ 3-4 เป็นส่วนของข้อมูลและระเบียบวิธีวิจัย ควรมีประมาณ 2 หน้า
ส่วนที่ 5-11 เป็นส่วนของ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลและอภิปรายผล ในส่วนนี้คิดเป็น 50% ของพื้นที่ในการเขียนบทความ ควรมีประมาณ 10-13 หน้า
ส่วนที่ 12 เป็นส่วนของ สรุปและข้อเสนอแนะ ควรมีประมาณ 2-3 ย่อหน้า ควรมีประมาณ 1 หน้า
ส่วนที่ 13 เป็นส่วนของบรรณานุกรม หรือ เอกสารอ้างอิง จะต้องข้อมูลที่เชื่อถือได้


---  จากการอบรมเทคนิคการเขียนรายงานวิจัยและบทความทางวิชาการในครั้งนี้ จึงเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้เข้าร่วมอบรม ได้รับการอบรมจากนักวิชาการระดับประเทศ และได้รับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมในด้านวิชาการ และข้อเสนอแนะอื่น ๆ ให้สามารถเขียนและนำเสนอผลงานศึกษาค้นคว้าวิจัยของตนเองได้อย่างถูกต้องตามขั้นตอน  อีกทั้งผู้ร่วมเข้าอบรมยังรับความรู้เรื่องการเขียนบทความในรูปแบบที่ถูกต้องและกระบวนการวิจัยตามขั้นตอน และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการทำงานวิจัยได้จริง