กิจกรรมที่  2.1  สำรวจหรือสืบค้นข้อมูล
 
(1) เกี่ยวกับเสื้อผ้าที่จะซ่อมแซมและดัดแปลงแก้ไข
- การซ่อมแซมและดัดแปลงเสื้อผ้า: เสื้อผ้าที่เราสวมใส่อยู่เป็นประจำนั้น เมื่อใช้ไปนาน ๆ อาจเกิดรอยชำรุด เช่น ปกเสื้อขาด ตะเข็บแตกหรือปริ กระเป๋าฉีก กระดุมหลุด ซึ่งบางครั้งเสื้อผ้าที่ชำรุดนี้อาจสามารถใช้ไปได้อีกนานการซ่อมแซมและดัดแปลงจะช่วยให้เราสามารถใช้เสื้อผ้านั้นได้นาน ๆ ซึ่งช่วยให้ประหยัดรายจ่ายเกี่ยวกับเสื้อผ้าได้
-ชายกระโปรงหรือชายกางเกงหลุด: ชายกระโปรงหรือชายกางเกงมักใช้วิธีการสอยแบบซ่อนด้ายเพื่อให้ตะเข็บชายกระโปรงหรือกางเกงสวยงาม มองไม่เห็นเส้นด้ายที่เย็บหรือเห็นเพียงเล็กน้อย ทำให้ชายกระโปรงหรือชายกางเกงที่เย็บไว้ไม่แน่นหนา หลุดง่าย จึงต้องรีบซ่อมแซมโดยสอยให้เหมือนเดิม ตามขั้นตอนดังนี้
            1.  ใช้เข็มหมุดกลัดชายผ้าที่หลุด รีดตามรอยเดิมจนเรียบ เนาให้ติดกันแล้วดึงเข็มหมุดออก
            2.  สอยซ่อนด้าย โดยสอยย้อนกลับไป 1 ฝีเข็ม และสอยในระยะเท่าเดิมจนถึงฝีเข็มสุดท้ายที่ชายผ้าหลุด สอยต่อไปอีก 1 ฝีเข็ม จึงทำปม แล้วตัดด้ายออก
            3.  ดึงด้ายเนาออก
-การดัดแปลงเสื้อผ้า:  เป็นการนำเสื้อผ้าที่มีอยู่มาแก้ไขให้ได้รูปแบบใหม่ เพื่อให้สามารถสวมใส่ได้ เป็นการประหยัดรายจ่ายของครอบครัว การดัดแปลงเสื้อผ้ามีหลายรูปแบบ ที่สามารถดัดแปลงได้ง่ายมีดังนี้
   1. การดัดแปลงขนาดของเสื้อผ้า เป็นการดัดแปลงเสื้อผ้าให้ใหญ่ขึ้น หรือเล็กลง เป็นการดัดแปลงในรูปลักษณะเดิม  การดัดแปลงแบบนี้ ทำได้โดยการเลาะตะเข็บข้างออก เนาและเย็บให้พอดีกับตัวเรา  หรือตามต้องการ เหมาะสำหรับกระโปรง เสื้อ กางเกง เป็นต้น
   2. การดัดแปลงส่วนประกอบ  ส่วนประกอบที่ว่านี้เป็นส่วนที่ประกอบกันเป็นเสื้อ เป้ฯกางเกง  เช่น คอ  แขน ปก ชายเสื้อ เป็นต้น การดัดแปลงส่วนประกอบเป็นการแก้ไขเสื้อโดยเปลี่ยนแปลงจากแบบเดิม ซึ่ง
การ ดัดแปลงส่วนประกอบนี้  เราสามารถดัดแปลงได้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
   1. การดัดแปลงกระโปรง เราสามารถดัดแปลงกระโปรงยาวเป็นกระโปรงสั้น
   2. การ ดัดแปลงกางเกงขายาวเป็นกางเกงขาสั้น
   3. การดัดแปลงเสื้อแขนยาวเป็นเสื้อแขนสั้น
   4. การดัดแปลงชายเสื้อที่คับ สะโพก
(2) เกี่ยวกับการทำความสะอาดเสื้อผ้า (เคล็ดลับ) ตามหัวข้อต่อไปนี้ 
- การรีดชุด ด้วยเตารีดนั้นควรรีดด้วยความร้อนต่ำระหว่าง ๑๑๐-๑๕๐ องศาเซลเซียส ขณะรีดควรมีผ้าฝ้าย หรือกระดาษ ไม่มีสีหนาๆ นำามาทับเข้าที่ด้านบน เพื่อป้องกันผ้า สัมผัสกับผิวหน้าของเจ้าเตารีดโดยตรง เพราะถ้าสัมผัสโดยตรง จะทำให้ความเงางาม ของตัวผ้าสูญเสียไปเร็ว
-การซัก ควรส่งร้านซักแห้งจะดีที่สุด แต่ถ้าต้องการซักเพราะเกิด รอยเปื้อนโดย ไม่ตั้งใจ ให้ใช้น้ำอุ่นผสมสบู่ แล้วใช้ผ้าอีกผืน จุ่มน้ำผสมน้ำสบู่ ป้ายคราบให้หลุดออกมา อย่างเบามือ ใช้ทิชชูซับน้ำให้แห้ง แล้วนำไปผึ่งในที่ร่ม การระมัดระวังและ เก็บรักษา ตรวจคราบสกปรก และทำความสะอาดให้เรียบร้อย จากนั้นผึ่งให้คงรูปเดิมในอากาศ ที่ถ่ายเทสะดวก ปราศจากฝุ่นละออง หากต้องรีดผ้าไหมเอง ให้พรมน้ำให้ทั่วผ้า ใส่ถุง พลาสติก แช่ไว้ในตู้เย็นมาก แล้วค่อยนำมารีดจะรีดได้ง่าย
- การลบรอยเปื้อนเสื้อผ้า :
รอยเปื้อนน้ำหมึก ก่อนซักให้นำเกลือป่นโรยตรงรอยเปื้อน แล้วบีบน้ำมะนาวลงไปให้ชุ่ม ผึ่งแดดไว้ครึ่งวัน จึงค่อยนำไปซัก
 
รอยเปื้อนกาแฟ ใช้แป้งข้าวเจ้าถูบริเวณรอยเปื้อน แล้วจึงนำไปซักตามปกติ
 
รอยเปื้อนน้ำส้มสายชู ผสมแอมโมเนีย ๑ ช้อนชา ในน้ำ ๒ ถ้วย (ครึ่งลิตร) แล้วนำผ้าไปแช่ ๒-๓ นาที ล้างออกแล้วซักตามปกติ
  
รอยเปื้อนดินสอ ใช้ยาสีฟันป้ายลงบนรอยดินสอแล้วขยี้
 
รอยเปื้อนปากกาลูกลื่น ใช้ฟองน้ำชุบแอลกอฮอล์เช็ดจนรอยจางลง แล้วจึงนำไปซัก
 
คราบเหงื่อไคล ซักด้วยน้ำผสมน้ำส้มสายชูเล็กน้อย หรือน้ำมะนาวละลายยาแก้ปวด ๒ เม็ดลงในน้ำ แช่ผ้าไว้สักครู่ จึงค่อยซักตามปกติ
 
--------------------------------------------------------------------------
 
กิจกรรมที่  2.2  บันทึกแนวคิด

หัวข้อ: นักเรียนจะนำความรู้เรื่องการทำความสะอาดเสื้อผ้าไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร ?
 
 -ทำให้เรารู้วิธีการซักผ้ารีดผ้า รวมถึงการซ่อมแซมและการดัดแปลงของเสื้อผ้าว่ามีวิธีการทำอย่างไร การซักผ้ามีขั้นตอนอย่างไร และวิธีลบรอยเปื้อนใช้วิธีการใดบ้างจึงจะเหมาะสมกับเนื้อผ้าของเรา นอกจากนี้ยังทำให้เรารับรู้ในเรื่องของการดูแลรักษาเสื้อผ้าอย่างถูกวิธีอีกด้วย
 
--------------------------------------------------------------------------

 
กิจกรรมที่  2.3  คำถามพัฒนากระบวนการคิด

1.  ผู้ที่จะแต่งกายได้งามนั้นมีอะไรที่เป็นพื้นฐานของการแต่งกาย  จงอธิบาย
 
 - สุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี จำทำให้ผู้ใส่มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสโดยธรรมชาติ ดูดีจากภายใน การเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสมกับบุคลิกภาพของตนเอง รวมถึงความเหมาะสมกับกาลเทศะก็เป็นส่งที่ช่วยส่งเสริมให้เราดูดีขึ้นได้
 
2.  หลักที่ควรยึดถือในการแต่งกายมีอะไรบ้าง  เขียนมาเป็นข้อ ๆ
 
-หลักที่ควรยึดในการแต่งกาย :
 
1. ควรรู้ว่ารูปร่างลักษณะของเรานั้นมีส่วนดีที่ไหนบ้าง เพื่อจะได้เสริมส่วนดีเหล่านั้นให้เด่นขึ้น

2. ควรรู้ข้อบกพร่องหรือส่วนที่ไม่สมส่วนในรูปทรงของเรา เพื่อที่จะได้แก้ไขโดยกลบหรือพรางส่วนนั้นเสีย

3. ควรรู้ว่าตนเองมีบุคลิกลักษณะแบบไหน เพื่อจะได้แต่งให้เหมาะสม

4. ควรรู้ว่าเสื้อผ้าสีอะไร ใช้อย่างไร จึงจะช่วยเสริมผิวพรรณและรูปร่างของผู้สวมใส่ให้งามขึ้น

5. ควรสวมใส่เสื้อผ้าด้วยความประณีตและกลมกลืนกับตัว

6. ควรพิถีพิถันและประณีตให้มาก

7. ควรรักษา ซ่อมแซมเสื้อผ้าให้ประณีตและสะอาดอยู่เสมอ

8. ควรเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสมแก่กาลเทศะ

9. การแต่งกายที่ยึดหลักประหยัด ควรมีเสื้อผ้าน้อยชุด แต่สามารถใช้ได้หลายงาน

10. ควรหัดใช้เครื่องประดับตกแต่งประกอบ

11. ควรหัดนั่ง เดิน ยืน ในท่าที่สำรวม สุภาพเรียบร้อย

3.  เปรียบเทียบศิลปะการแต่งกายที่เหมาะสมของบุคคลต่อไปนี้
•     คนอ้วนและคนผอม : คนอ้วนควรเลือกใส่เสื้อผ้าโทนสีเข้ม เช่น สีดำ สีน้ำตาล สีน้ำเงิน สีกรมท่า ฯลฯ หากเสื้อผ้าตัวนั้นมีลายทาง ไม่ควรเลือกเป็นลายทางตามขวางมาใส่ (ลายทางในแนวนอน)ส่วนคนผอมอย่าใช้เสื้อผ้าสีจัดจ้ามาก จนทำให้มองดูรูปร่างที่เล็กอยู่แล้ว ดูเล็กไปอีกและอย่าเลือกผ้าที่มีเนื้อเนียนมันจะทำให้ดูผอมมากควรเลือกเสื้อผ้าที่เป็นชนิดเนื้อแข็ง มีรูปทรง เพื่อดึงรูปร่างตัวเองให้ดีมีทรวดทรง และ มีรูปร่างที่ดูดี
•     คนผิวขาวและคนผิวคล้ำ : คนผิวคล้ำเหมาะที่จะสวมเสื้อผ้าสีอ่อน สว่าง เช่น สีเหลืองอ่อน สีชมพูอ่อน สีขาว เป็นต้น ซึ่ง จะสะท้อนความสว่างของสีผิว ส่วนคนสิผิวอ่อนเหมาะที่จะสวมเสื้อผ้าโทน สีอบอุ่นแลดูอ่อนโยน เช่น สีชมพู สีส้ม ไม่เหมาะที่จะ สวมเสื้อผ้าสีเขียวและสีเทาอ่อน
•     คนรูปร่างเล็กและคนรูปร่างใหญ่: คนรูปร่างเล็กอย่าใส่เสื้อผ้าพองๆจะทำให้ดูอ้วนเตี้ย,อย่าใส่เสื้อใหญ่กว่าตัว,ใส่เสื้อคอวี,ใส่ส้นสูง
 
 
4.  บรรยายรูปร่างลักษณะของนักเรียน  และอธิบายว่าถ้าจะใช้ผ้าเป็นริ้วเป็นลาย จะใช้ริ้วลายแบบไหน
 
-มีลักษณะสูง,คนที่มีช่วงตัวสั้น,ขายาว,สะโพกใหญ่ :ไม่ควรสวมเสื้อเอวลอย ควรสวมเสื้อหรือกางเกงที่ตัดเย็บจากผ้านิ่มๆ พลิ้วทิ้งทั้งตัว สีเข้มๆ มืดๆไม่ควรสวมกางเกงหรือกระโปรงที่คับเกินไป เพราะจะทำให้เน้นถึงความใหญ่ของสะโพก
ถ้าจะสวมกระโปรงเข้ารูป ให้เลือกที่มีความยาวคลุมเข่า และควรเลือกเสื้อผ้าที่มีส่วนผสมของเส้นใยLycra จะทำให้กระชับสะโพกมากขึ้น
 
5.  เครื่องเกาะเกี่ยวที่ใช้ในการตัดเย็บมีอะไรบ้าง  เสื้อผ้าที่นักเรียนใส่ส่วนใหญ่ต้องซ่อมแซมอะไรบ้าง
 
-เครื่องเกาะเกี่ยว : เป็นวัสดุที่ใช้ยึดเสื้อผ้าให้ติดกันโดยสามารถเปิดและปิด  เพื่อการถอดออกหรือสวมใส่ได้สะดวก  มีหลายชนิด  ซึ่งแต่ละชนิดมีวิธีติดและการใช้งานต่างกัน  เครื่องเกาะเกี่ยวสามารถใช้บังคับรูปร่างของเสื้อผ้า  และใช้เป็นสิ่งตกแต่งเสื้อผ้าได้  เช่น  การติดกระดุมที่มีรูปร่างลวดลายแปลก ๆ การใช้รังดุมเจาะหรือกุ๊นที่สวยงามประณีต สามารถทำให้เสื้อผ้าดูมีราคาขึ้นได้ เครื่องเกาะเกี่ยวที่ใช้กันทั่วไป  ได้แก่  กระดุม  ตะขอ  และซิป
 
กระดุม: กระดุมเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวชนิดหนึ่ง  เพื่อบังคับไม่ให้รอยผ่าหรือรอยเปิดทับซ้อนกันโดยไม่แยกกระดุมที่ติดผ้าหรือสาบชิ้นล่าง  ในขณะที่ผ้าหรือสาบชิ้นบนต้องเจาะช่องเพื่อให้กระดุมลอดผ่านได้  ช่องที่เจาะนี้เรียกว่ารังดุม กระดุมมีหลายแบบหลายชนิด  แต่ที่นิยมใช้กับเสื้อผ้าโดยทั่วไป  ได้แก่
 
1.  กระดุมแป๊บ  ทำด้วยโลหะ  มีลักษณะต่างไปจากกระดุมธรรมดา  คือ  ประกอบด้วย ฝาบนซึ่งมีปุ่มนูนตรงกลาง  และตัวรับซึ่งตรงกลางเป็นแอ่ง  ต้องใช้คู่กันทำให้ประกอบกันสนิท  กระดุมแป๊บเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวที่ใช้ติดกับระยะเปิดสั้น ๆ ไม่เหมาะที่จะใช้กับสาบเปิดของเสื้อผ้ายาว ๆ ส่วนเปิดของเสื้อผ้าที่ควรใช้กระดุมแป๊บ เช่น  ติดที่มุมตอนบนและตอนล่างของสาบเสื้อ  ติดระหว่างรังดุมถักหรือรังดุมเจาะตามขวางที่มีระยะห่าง  ติดสาบเปิดข้อมือเสื้อสตรีแขนยาวหรือติดปกเสื้อที่ถอดได้
 
2.  กระดุมไม่มีก้าน  คือ  กระดุมมีรู  มีลักษณะเป็นรูปกลม  อาจมี  2  รู  หรือ  4  รู  ปรากฏให้เห็นบนเม็ดกระดุม  เป็นส่วนที่ใช้เย็บติดกับเสื้อผ้า มักใช้กับเสื้อผู้ชาย  เช่น  เสื้อเชิ้ต  เสื้อยืด  กระดุมชนิดนี้เย็บแล้วจะมองเห็นเส้นด้ายที่เย็บ
 
-เสื้อผ้าส่วนใหญ่ที่ต้องซ่อมแซมคือ เม็ดกระดุมหลุดง่าย,ชายเสื้อหรือชายกระโปรงหลุดรุ่ยออกมา

6.  อธิบายการติดกระดุมและติดตะขอมาให้เข้าใจ
 
-การติดกระดุมมีก้าน  การติดกระดุมชนิดนี้จะไม่มีเส้นด้ายเย็บปรากฏบนเม็ดกระดุม
 
1.  วางกระดุมตรงตำแหน่งเส้นกลางตัวให้ตรงกึ่งกลางรังดุม  ตัดผ้ารองใต้กระดุมทางด้านผิด
 
 2.  แทงเข็มทางด้านถูกตรงห่วงก้านกระดุมกับแทงเข็มขึ้นลง 3-4 ครั้ง
 
 3.  แทงเข็มลงใต้ผ้าเย็บ 3-4 ครั้งและตัดเส้นด้าย
 
-การติดกระดุมแป็บ
 
1.วางกระดุมฝาบน(ตัวผู้) บนเส้นกลางตัวที่กำหนดตำแหน่งของกระดุม  แล้วใช้เย็บแบบคัทเวิร์ก รูละ 3 ครั้ง  เพื่อความสวยงาม  จนครบทั้ง 4 รู
 
2.  ปิดสาบบนซ้อนตามรูปของแบบเสื้อ  กดกระดุมฝาบน (ตัวผู้) ให้กดทับสาบเสื้อสาบล่างจนเห็นรอยกดชัด วางฝากระดุมล่าง(ตัวเมีย) ให้ตรงกับรอยกด  แล้วเย็บแบบคัทเวิร์ก  รูละ 3 ครั้ง  เพื่อความสวยงาม จนครบทั้ง 4 รู
 
-การติดตะขอ: ขนาดเล็ก  ควรทำตามขั้นตอนดังนี้
 
1.  กำหนดตำแหน่งที่จะติดตะขอ
 
2.  สอดด้ายลงใต้สาบ  สอยยึดปลายหัวตะขอเกี่ยวให้แน่นเพื่อป้องกันไม่ให้หัวตะขอเกี่ยวเคลื่อน
 
3.  ตะขอเกี่ยวหรือตะขอสับติดด้านขวามือติดกับสาบบน  ให้หัวตะขอเลยสันทบเข้าไปเล็กน้อย โดยใช้วิธีสอยพันด้วยมือรอบส่วนขาของตะขอเกี่ยว
 
4.  ติดตะขอรับทางด้านซ้ายมือให้หัวตะขอยื่นออกไปจากสันทบเล็กน้อย เมื่อเกี่ยวกันแล้วจะไม่เห็นตะขอ  สอยพันยึดให้เรียบร้อยเช่นกัน
 
5.  ตะขอเกี่ยวที่มีตัวรับถักเป็นตัวหนอน
 
ตะขอขนาดใหญ่:  ควรทำตามชั้นตอนดังนี้
 
1. กำหนดตำแหน่งที่จะติดตะขอ
 
2. ติดตะขอเกี่ยวหรือตะขอสับบนเส้นกลางของตะเข็บข้างตัวหรือกลางลำตัว
 
3. ติดตะขอรับบนเส้นกลางตะเข็บทางด้านซ้ายมือ
 
4.ติดตะขอรับให้หัวตะขออยู่บนกลางตะเข็บทางด้านขวามือ  สอยพันหรือเย็บแบบรังดุม  สอยเรียงเส้นด้ายลงในช่องตะขอ
 
7.  อธิบายการปะเพื่อการตกแต่ง
 
- การปะเพื่อการตกแต่ง เป็นการนำผ้าหรือวัสดุอื่นๆ ที่เป็นลวดลายหรอต้องการให้เกิดลวดลายมาวางทับบน เสื้อผ้าและปักริมโดยวิธีใด วิธีหนึ่ง การปะอาจใช้ด้ายสีหรือกระดุมเพื่อตกแต่งก็ได้ในการตกแต่ง เราควรเลือกสีของชิ้นส่วนก่อนจากนั้นนํามาปักเข้ากับเนื้อผ้าที่เราต้องการ ให้ได้ตามลายที่เราวางเอาไว
 
8.  ถ้ากางเกงที่ใส่ขาดที่หัวเข่าจะแก้ไขดัดแปลงอย่างไรให้ใช้งานได้
 
-   ขั้นตอนการปฏิบัติงาน
   1.    ออกแบบส่วนของเสื้อผ้าที่ต้องการตกแต่ง
   2.    นำผ้าไปปะในส่วนที่ต้องการตกแต่ง
   3.    กลัดด้วยเข็มหมุดในตำแหน่งที่ต้องการ  และเนาเพื่อให้ติดกัน
   4.    ปักหรือเย็บตามแบบที่ได้ออกไว้ถ้าเศษผ้าที่นำมาตกแต่งเป็นผ้าทอธรรมดาควรทำคัทเวิร์คริมผ้า  เพื่อกันเนื้อผ้าหลุดลุ่ย

9.  ถ้านักเรียนดัดแปลงเสื้อผ้าที่ไม่ใช้เป็นผ้ากันเปื้อน  นักเรียนจะใช้ลวดลายและตะเข็บอะไรตกแต่งและมีวิธีทำอย่างไร
 
1. การเนา
 
    ตะเข็บเนาเท่า  ใช้เนาผ้าสองชิ้นเข้าด้วยกันในส่วนที่มีการฝืนผ้า  เช่น  เมื่อจะเนาผ้า  ชิ้นใหญ่ให้พอดีกับผ้าชิ้นเล็ก  หรือในส่วนที่เป็นผ้าเส้นโค้ง
    ตะเข็บเนาไม่เท่า  ใช้เนาเป็นเส้นนำสำหรับเนาชายผ้า  หรือบางครั้งใช้เนาเพื่อ ประกอบตัวเสื้อสำหรับการลองตัว
    ตะเข็บเนาเฉียง  ใช้เนาผ้าชั้นนอกกับผ้ารองในปกเสื้อ  สาบเสื้อหรือใช้เนารังดุมที่กุ๊นด้วยผ้าเพื่อไม่ให้แยกเสียรูป
    ตะเข็บเนาแบบเทเลอร์  ใช้เนาผ้าสองชิ้นที่เป็นผ้าเนื้อหนา  ผ้าที่กลิ้งกดรอยไม่ได้   เนาแล้วแยกผ้าสองชิ้นออกจากกัน  พอด้ายตึงตัดด้ายเนากลางระหว่างผ้าสองชิ้น   แยกผ้าออก  รอยเนาใช้แทนการกลิ้งรอยบนผ้า 
 
10.  อธิบายขั้นตอนการซักรีดเสื้อผ้า
 
- การรีดผ้าโดยใช้เตารีด โดยทั่วไป มี ๒ วิธี คือ
 
1. การรีดทับ
 
-การไถ เป็นวิธีรีดผ้าโดยใช้มือไถไปมาส่วนบริเวณที่ต้องการรีด วิธีนี้จะทำให้รีดได้รวดเร็ว ถ้ารีดด้วยไฟแรงหรือรีดแรง ๆ พื้นผิวของผ้าอาจเสียหายหรือเกิดรอยตำหนิได้ หรือทำให้ผ้าเป็นมันเฉพาะส่วนที่เป็นรอยพับ เช่น ปลายแขน ชายกระโปรง เป็นต้น

2.การรีดผ้าให้เรียบและมีอายุการใช้งานยาวนาน ควรยึดหลักการดังนี้

๑. ในการรีดผ้า ควรรีดผ้าที่มีความชื้น จะทำให้ผ้าเรียบกว่าการรีดผ้าแห้ง เพราะความชื้นจะทำให้เส้นใยอ่อนตัว เมื่อถูกความร้อนจึงทำให้ผ้าเรียบ
๒. เตรียมผ้าให้พร้อม เสื้อผ้าใดที่ต้องพรมน้ำก่อนการรีดให้พรมน้ำและม้วนไว้ เพื่อจะได้สะดวกในการรีด และไม่เสียเวลาขณะการรีดผ้า
๓. เตรียมอุปกรณ์ในการรีดผ้าให้พร้อม
๔. เมื่อเสียบเตาไฟฟ้าใหม่ ๆ อุณหภูมิเตรีดยังไม่ร้อนมาก เราสามารถรีดผ้าบาง ๆ เช่น ผ้าเช็ดหน้า ก่อนได้
๕. อย่าวางเตารีดที่มีความร้อนทิ้งไว้บนผ้ารองรีด หรือบนเสื้อที่กำลังรีด เพราะจะทำให้ผ้าเกิดรอยไหม้ได้
๖. ก่อนการรีดผ้าควรปรับอุณหภูมิให้เหมาะกับชนิดของผ้า เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าลินิน ซึ่งมีเนื้อหนาปานกลางให้รีดด้วยความร้อนปานกลาง หรือผ้าใยสังเคราะห์ควรรีดด้วยความร้อนต่ำ เป็นต้น
๗. ในการรีดผ้าสีควรรีดด้านในเพื่อป้องกันสีซีดหรือเก่าเร็ว ผ้าชนิดใดที่รีดด้านในแล้วผ้านั้นเรียบถึงด้านนอกก็ควรรีดด้านในจะทำให้เนื้อผ้าไม่สึกหรอ สีผ้าไม่ซีดเร็ว ผ้าบางชนิดเมื่อรีดด้านนอกบ่อย ๆความร้อนจากเตารีดจะทำให้เกิดความมันเป็นแนวตามรอยตะเข็บ มองดูแล้วไม่สวยงาม
๘. ก่อนการรีดผ้าขนสัตว์ ผ้าสักราด หรือเสื้อที่ทำด้วยไหมพรม ควรใช้ผ้าขาวปิดทับ เช่น ผ้ามัสลิน ผ้าสาลู ถ้าใช้เตาไฟฟ้าแบบธรรมดาที่ไม่ใช้เตารีดไอน้ำ ให้ชุบผ้าขาวที่บิดหมาดปิดทับด้านบนแล้วใช้เตารีดที่มีควมร้อนรีดโดยวิธีกดทับ ถ้ารีดโดยวิธีไถไปมาจะทำให้ผ้าเสียรูปทรง แต่ถ้าเป็นเตารีดไอน้ำให้ใช้ผ้าขาวปิดทับโดยไม่ต้องชุบน้ำ และเมื่อจะรีดให้พ่นไอน้ำผ่านน้ำ
จะทำให้ผ้าเรียบโดยไม่ต้องชุบน้ำ
๙. เมื่อรีดผ้า ควรรีดส่วนประกอบทีละส่วนตามลำดับ ดังนี้
- เมื่อรีดเสื้อ ควรรีดปก รีดตะเข็บ รีดตัว เสื้อด้านหน้า เสื้อด้านหลัง และแขนเสื้อ
- การรีดกางเกง ควรรีดขอบเอว กระเป๋าขา และตัวด้านหน้าและหลัง
- การรีดกระโปรง ควรรีดซับใน ขอบตะเข็บ และตัวระโปรงด้านหน้าและด้านหลัง
๑๐. รีดผ้าครั้งเดียวหลายชิ้นหรือรีดครั้งละมาก ๆเป็นการช่วยประหยัดกระแสไฟฟ้ามากกว่าการรีดครั้งละตัวหรือน้อยชิ้น
๑๑. ถอดปลั๊กเตารีดเมื่อเสร็จแล้วทุกครั้ง โดยหลังจากถอดปลั๊กซึ่งเตารีดยังมีความร้อนอยู่ควรรีดผ้าที่ไม่ต้องการความประณีตมากนัก และสามารถรีดได้ประมาณ ๑-๒ ตัว เช่น ผ้าใส่อยู่กับบ้าน ชุดนอน เสื้อเด็กอ่อน เป็นต้น
 
-การซักผ้าให้ถูกวิธี : ควรปฎิบัติตามดังนี้
๑. ก่อนการซักผ้า ให้ล้วงกระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกงทุกตัว หากมีวัตถุสิ่งของตกค้างอยู่ให้เอาออกจากกระเป๋า หากมีเสื้อที่ชำรุดให้แยกออก และซ่อมแซมให้เรียบร้อยก่อนนำไปซัก
๒. แยกผ้าขาว ผ้าสี ออกจากกัน เสื้อเด็กและเสื้อผู้ใหญ่ควรแยกซัก เพราะเสื้อเด็กจะสกปรกมากกว่าเสื้อผู้ใหญ่
๓. นำน้ำเปล่าผสมสารซักฟอกอย่างอ่อนใส่กะละมัง แช่ผ้าทิ้งไว้ประมาณ ๑๕-๒๐ นาที โดยแยกระหว่างผ้าสีและผ้าขาว เพื่อให้น้ำผสมสารซักฟอกซึมเข้าไปในเนื้อผ้าและใยผ้าคายความสกปรกออกมา ในการแช่ผ้าไม่ควรนำกางเกงใน ถุงเท้า แช่ปนกับเสื้อ
๔. ขยี้หรือแปรงเสื้อผ้าให้ทั่ว ส่วนที่สกปรกมากได้แก่ ปกเสื้อ ส่วนพับปลายแขน ขอบกางเกง ปากกระเป๋าให้แปรงขยี้จนสะอาด
๕. บีบผ้าเอาน้ำสารซักฟอกออกมาควรบิดผ้าแรง ๆ
๖. ซักผ้าที่แปรงแล้ว ๓-๔ ครั้ง จนหมดน้ำสารซักฟอก