วิเคราะห์ข่าว

สอน.ชงก่อน.16 พ.ย.นี้ เพิ่มเงินชาวไร่ตันละ 105 บาท ส่งผลให้ราคาอ้อยขั้นต้นเพิ่มเป็นตันละ 1,050 บาท แจงเหตุผล ต้นทุนการผลิตเพิ่ม
       
       นายพงษ์เทพ จารุอำพรพรรณ รองเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหาร (กบ.) ตามพ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย โดยระบุว่า กบ.เตรียมเสนอคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) วันที่ 16 พ.ย.นี้ ให้พิจารณาราคาอ้อยขั้นต้นฤดูกาลผลิต 2553/2554 ที่จะมีการประกาศที่ตันละ 945 บาท ที่ความหวาน 10 ซี.ซี.เอส. โดยจะเสนอให้ กนอ.พิจารณาเงินเพิ่มให้ชาวไร่ในอัตราตันละ 105 บาท ซึ่งจะทำให้ชาวไร่ได้ราคาอ้อยขั้นต้นที่ 1,050 บาท
       
       อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นไว้ที่ 945 บาท โดยคำนวณต้นทุนการผลิตไว้ที่ตันละ 935 บาท แต่พบว่าฤดูกาลผลิตปัจจุบัน มีปัญหาภาวะฝนแล้ง และต่อเนื่องด้วยน้ำท่วมได้รับความเสียหาย ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นไปอยู่ที่ตันละ 1,040 บาท ชาวไร่ต้องการราคาอ้อยขั้นต้นที่สูงขึ้น รวมทั้งปัญหาเงินบาทที่เกิดขึ้น ส่งผลให้รายได้จากราคาอ้อยหายไปตันละ 70 บาท จึงต้องการให้ชาวไร่ได้รับราคาที่เหมาะสม
       
       ทั้งนี้ กบ.จะเสนอให้ กอน.พิจารณาแนวทางหาเงินเพิ่มดังกล่าว ตามแนวปฏิบัติที่เคยดำเนินการ โดยเสนอให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายกู้เงินจากสถาบันการเงิน นำมาจ่ายเงินเพิ่มให้ชาวไร่คาดว่าจะอยู่ที่7,000 ล้านบาท คำนวณจากประมาณการณ์อ้อยฤดูกาลปัจจุบันที่คาดว่าจะมีผลผลิต 66 ล้านตัน เมื่อ กอน.มีมติออกมาอย่างไรจะเสนอให้ครม.พิจารณาการกู้เงินดังกล่าว

     เป็น เศรษฐศาสตร์จุลภาค เพราะ  เป็นหน่วยธุรกิจย่อย เป็นเรื่องของผู้ประกอบกิจการอ้อย

 

        น่ารัก แบบเด็กๆ     

 

                          นักลงทุนชะลอซื้อขายรับวันหยุดส่งผลมูลค่าเบาบาง
กรุงเทพฯ 11 เม.ย.- นักลงทุนชะลอลงทุนก่อนวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ส่งผลแรงซื้อขายเบาบาง แต่ยังปรับขึ้นตามตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยยืนในแดนบวกได้ทั้งวัน ปิดการซื้อขายดัชนีราคาหุ้นเพิ่ม 6.12 จุด ด้วยมูลค่าซื้อขาย 12,782 ล้านบาท 
            ภาวะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) วันนี้ (11 เม.ย.) ดัชนีราคาหุ้นดีดตัวขึ้นได้ตามตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยช่วงเปิดการซื้อขายช่วงเช้าดัชนีราคาหุ้นค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้น และด้วยแรงซื้อที่ยังคงมีเข้ามาต่อเนื่องและมากกว่าแรงขาย ดัชนีราคาหุ้นจึงยืนในแดนบวกได้ตลอดทั้งวัน แต่มูลค่าการซื้อขายบางเบา เนื่องจากนักลงทุนชะลอลงทุนก่อนวันหยุดยาว โดยระหว่างวันดัชนีราคาหุ้นปรับขึ้นไปสูงสุดแตะระดับที่ 827.50 จุด และลดลงต่ำสุดที่ 821.80 จุด จนมาปิดตลาดที่ระดับ 827.10 จุด เพิ่มขึ้น 6.12 จุด หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.75 ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 12,782.40 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ดัชนีปิดที่ 280.89 จุด เพิ่มขึ้น 1.92 จุด ด้วยมูลค่าซื้อขาย 718.22 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนดังนี้ นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 419.65 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 122.53 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 542.18 ล้านบาท
             นายวีระชัย ครองสามสี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล. ฟาร์อีสท์ มองว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นได้ตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ ที่มีแรงซื้อเข้ามาในหุ้นกลุ่มการเงิน จากการที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าแนวโน้มผลประกอบการหุ้นกลุ่มการเงินในเอเชียจะสดใส ส่วนปัจจัยทางการเมืองในประเทศเรื่องคดียุบพรรค 2 พรรคการเมืองนั้น ไม่ส่งผลต่อตลาดหุ้นไทย เนื่องจากตลาดได้ซึมซับมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยแม้ดัชนีราคาหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นได้ แต่ปริมาณการซื้อขายกลับไม่มากนักเพราะนักลงทุนชะลอการลงทุนก่อนเทศกาลสงกรานต์
ส่วนแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้า (18-20 เม.ย.) คาดว่า หลังหยุดเทศกาลสงกรานต์ ตลาดหุ้นไทยจะเริ่มสดใสขึ้น หากไม่มีปัจจัยจากต่างประเทศและปัจจัยการเมืองในประเทศส่งผลกระทบ คาดว่าดัชนีราคาหุ้นจะปรับตัวทะลุแนวต้านที่ 830 จุดได้ และไม่น่าจะหลุดแนวรับที่ 820 จุด เนื่องจากมีแรงซื้อหุ้นกลุ่มการเงินมากขึ้น เพราะจะมีการประกาศผลประกอบการไตรมาส 1 ของธนาคารพาณิชย์ซึ่งคาดว่าจะออกมาดี ด้านกลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้ดักซื้อหุ้นธนาคารพาณิชย์ที่ผลประกอบการออกมาดี .-สำนักข่าวไทย 
            เศรษฐศาสตร์มหภาค   เหตุผล  ภาวะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยดัชนีราคาหุ้นดีดตัวขึ้นได้ตามตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยช่วงเปิดการซื้อขายช่วงเช้าดัชนีราคาหุ้นค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้น และด้วยแรงซื้อที่ยังคงมีเข้ามาต่อเนื่องและมากกว่าแรงขาย ดัชนีราคาหุ้นจึงยืนในแดนบวกได้ตลอดทั้งวัน แต่มูลค่าการซื้อขายบางเบา เนื่องจากนักลงทุนชะลอลงทุนก่อนวันหยุดยาว หลังหยุดเทศกาลสงกรานต์ ตลาดหุ้นไทยจะเริ่มสดใสขึ้น หากไม่มีปัจจัยจากต่างประเทศและปัจจัยการเมืองในประเทศส่งผลกระทบ คาดว่าดัชนีราคาหุ้นจะปรับตัวทะลุแนวต้านที่ 830 จุดได้ และไม่น่าจะหลุดแนวรับที่ 820 จุด เนื่องจากมีแรงซื้อหุ้นกลุ่มการเงินมากขึ้น เพราะจะมีการประกาศผลประกอบการไตรมาส 1 ของธนาคารพาณิชย์ซึ่งคาดว่าจะออกมาดี ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้ดักซื้อหุ้นธนาคารพาณิชย์ที่ผลประกอบการออกมาดี