บทนำ

 

                ในอดีตประเทศไทยมีการทำเครื่องปั้นดินเผาเป็นจำนวนมากแต่ในปัจจุบันแหล่งที่มีการทำเครื่องปั้นดินเผามีน้อยลงมาก  สาเหตุเป็นเพราะในยุคปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่มีบทบาทมากขึ้นสามารถทำในสิ่งต่างๆ  ได้มากกว่าในอดีตและเยาวชนไทยมักมองว่าเป็นสิ่งที่ยากที่จะทำ  ดังนั้นการเรียนรู้ทางด้านการทำเครื่องปั้นดินเผาจึงมีลดน้อยลงไปทุกๆวัน

                ด้วยเหตุนี้  คุณธวัชชัย   เชื้อเต็ง   ผู้สืบทอดการทำเครื่องปั้นดินเผาคนปัจจุบันที่ยังคงสืบทอด       เอกลักษณ์แบบเดิมไว้ซึ่งมีลวดลายแบบไทยเดิมโดยการแกะสลักด้วยมือ  และคุณธวัชชัย  ยังมีการพัฒนาต่อยอดการทำเครื่องปั้นดินเผา  เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมการทำเครื่องปั้นดินเผาเพื่ออนุรักษ์ให้อยู่คู่กับประเทศไทยต่อไป

 

วัตถุประสงค์ 

  1. เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมและการทำเครื่องปั้นดินเผาให้เยาวชนและคนทั่วไปได้รู้ได้รู้ถึงเรื่องราวในอดีต
  2. เพื่อสืบทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่นเพื่อดำรงและรักษาการทำเครื่องปั้นดินเผานี้ไว้
  3. เพื่อให้รู้ถึงวิธีการทำเครื่องปั้นดินเผา
  4. เพื่อได้รู้ถึงวิถีชีวิตในบริเวณเกาะเกร็ด

 

ผลที่คาดว่าจะได้รับ 

  1. ได้รับประสบการณ์และความรู้จากการศึกษาการทำเครื่องปั้นดินเผา 
  2. ได้รับความรวมมือจากกลุ่มชาวบ้าน  และสมาชิกในกลุ่ม 
  3. ได้รับรู้ถึงสิ่งที่กำลังจะสูญหายไป เพื่อที่จะได้อนุรักษ์ไว้ต่อไป 

 

ค่าใช้จ่าย

ค่าจ่าย 

จำนวนเงิน 

ค่าอาหาร

180   บาท

ค่าเดินทาง

136  บาท

รวม

316  บาท

 

กำหนดการดำเนินโครงการ 

ตั้งแต่วันที่  22  กรกฎาคม จนถึง วันที่  1 สิงหาคม  พ.ศ.2554

 

ขอบเขตของการศึกษา 

                การศึกษาโครงงานนี้อยู่ที่  ตำบลเกาะเกร็ด     อำเภอปากเกร็ด  จังหวัดนนทบุรี

 

กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการเผยแพร่ 

                เด็กและเยาวชนที่กำลังเจริญเติบโตเป็นวัยรุ่น  ซึ่งเป็นอนาคตของชาติควรที่จะได้รับรู้ศิลปะของไทยและตลอดจนผู้ที่จะต้องการศึกษาเรื่องราวของเครื่องปั้นดินเผาของชาวบ้านเกาะเกร็ดไว้เป็นความรู้แล้ถ่ายทอดต่อๆ ไป

 

 

 

 

 

บทที่  2  เอกสารที่เกี่ยวข้อง 

ประวัติความเป็นมา 

เกาะเกร็ดเกิดจากการขุดคลองลัดแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อปี พ.ศ. 2265 ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ คลองลัดดังกล่าวเรียกว่า "คลองลัดเกร็ดน้อย" หรือ "คลองเตร็ดน้อย"  ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงสยามฉบับ บริติชมิวเซียม ตอนหนึ่งว่า

"...ในปีขาล จัตวาศก ทรงพระกรุณาโปรดให้พระธนบุรีเป็นแม่กอง เกณฑ์พลนิกายคนหัวเมืองปากใต้ให้ได้คน ๑๐,๐๐๐ เศษ ให้ขุดคลองเตร็ดน้อย ลัดคุ้งบางบัวทองนั้นคดอ้อมนัก ขุดลัดตัดให้ตรง พระธนบุรีรับสั่งแล้วถวายบังคมลามา ให้เกณฑ์พลนิกายในบรรดาหัวเมืองปากใต้ได้คน ๑๐,๐๐๐ เศษ ให้ขุดคลองเตร็ดน้อยนั้นลึก ๖ ศอก กว้าง ๓ วา ยาวทางไกลได้ ๒๙ เส้นเศษ ขุดเดือนเศษจึ่งแล้ว..."

ต่อมากระแสน้ำเปลี่ยนทิศเนื่องจากไหลทางตรงได้สะดวกกว่าและกัดเซาะตลิ่งทำให้คลองสายนี้ขยายเป็นแม่น้ำลัดเกร็ด แผ่นดินตรงแหลมจึงกลายเป็นเกาะ ในรัชสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ระบุในโฉนดชื่อว่า เกาะศาลากุล ตามชื่อวัดศาลากุลที่สร้างโดยเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ (กุล) ตั้งแต่สมัยธนบุรี ต่อมาเมื่อตั้งอำเภอปากเกร็ด จึงเรียกเป็น เกาะเกร็ด

การทำเครื่องปั้นดินเผาเกาะเก็ด ตำบลปากเก็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี สืบทอดมาจากบรรพบุรุษชนชาติมอญที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย สันนิษฐานว่าคงจะมีอาชีพทำเครื่องปั้นดินเผามาตั้งแต่อยู่เมืองมอญก่อนที่จะอพยพเข้ามาในประเทศไทยซึ่งมีความชำนาญในด้านนี้โดยเฉพาะ เมื่อชาวมอญได้รับพระบรมราชานุญาต ตั้งบ้านเรือนบริเวณปากเกร็ด และพื้นที่ดังกล่าวมีสภาพดินเหมาะสมคือ ดินมีความเหนียวดี สีนวลหรือปนเหลืองไม่ดำเกินไป เนื้อดินจับกันเป็นก้อน ไม่ร่วนซุยเป็นดินที่พบได้บริเวณเกาะเกร็ด ซึ่งเครื่องปั้นดินเผาที่มีชื่อเสียง คือ หม้อน้ำลายวิจิตรซึ่งทำขึ้นเพื่อถวายพระสงฆ์ และเป็นของกำนัลให้แก่ผู้ใหญ่ ทางราชการจึงถือเอาหม้อน้ำลายวิจิตร เป็นตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดนนทบุรี นอกจากนี้ยังมีรูปทรงอื่นๆ อีกมากมาย เช่น โอ่ง อ่าง ครก กระปุก โอ่งพลู เป็นต้น หรือมีการพัฒนารูปแบบใหม่ๆ เช่น โคมไฟดินเผาแกะสลัก นาฬิกาดินเผาแกะลาย โคมเทียน เป็นต้น

เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด เกือบจะสูญหายไปเนื่องจากปัญหาน้ำท่วม ในราวปี พ.ศ.2539 ชาวบ้านได้รวมตัวขึ้นอีกครั้งเพื่อรักษาภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ประกอบกับในขณะนั้นนักท่องเที่ยวได้เข้ามาท่องเที่ยวบริเวณเกาะเกร็ด จึงทำให้เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ดได้รับความนิยมขึ้นอีกครั้ง และในปัจจุบันเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ดได้พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัยซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์มีมูลค่าเพิ่ม เป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น

ลักษณะและจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ 

ลักษณะที่โดดเด่นของเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด คือ มีเนื้อแดงส้ม ใช้เนื้อดินเหนียวธรรมชาติปั้นและเผาโดยไม่มีการเคลือบน้ำยา มีสีสันสวยงามตามธรรมชาติ และบรรจงประดิษฐ์ลวดลายที่ละเอียดสวยงามลงในเนื้อดินขณะที่ยังไม่แข็งตัว แล้วจึงนำดินไปเผา

 

ความสัมพันธ์กับชุมชน 

                ฝีมือ แรงงาน คือคนในชุมชนอย่างแท้จริง ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น จึงทำให้คนในชุมชนมีความผูกพันกันเหมือนญาติพี่น้อง มีการรวมกลุ่มเตรียมสมาชิกให้ได้รับความรู้ สร้างความเข้าใจให้ตรงกันในการพัฒนาภูมิปัญญา อีกทั้งเมื่อจะสร้างเตาเผา ต่างได้สละทรัพย์ และแรงงานเพื่อสร้างไว้ใช้ร่วมกัน

อุปกรณ์ในการทำเครื่องปั้นดินเผา

  1. ดินเหนียวธรรมชาติ (ซึ่งปัจจุบันมีการนำดินจากพื้นที่อื่นมาทำเครื่องปั้นดินเผา  เช่นการนำดินมาจาก จังหวัด ปราจีนบุรี)
  2. น้ำ
  3. เครื่องโม่ดิน
  4. จอบ,เสียมหรือพลั่ว
  5. ตระแกรงร่อนดิน
  6. แป้นหมุน
  7. อุปกรณ์ในการแกะลวดลาย

 

วิธีการทำเครื่องปั้นดินเผา

  1. นำดินเหนียวธรรมชาติมาซอย ให้เป็นแผ่นบาง หมักน้ำประมาณ 1 คืน แล้วจึงนำดินมาเข้าเครื่องโม่ (สมัยโบราณใช้วิธีเหยียบและนวดก่อนนำมาปั้น)
  2. เมื่อได้ดินจากการโม่แล้ว จึงนำมาขึ้นรูปด้วยแป้นหมุน ตามแบบและขนาดของเครื่องปั้นที่ต้องการตามรูปต่างๆ เช่น กระปุก หม้อ คณโฑ ขันน้ำพานรอง จนปัจจุบันดัดแปลงมาเป็นโคมสำหรับใช้กับหลอดไฟฟ้า (เพื่อเข้ากับสมัยและยุคปัจจุบันพร้อมทั้งให้ประโยชน์มากยิ่งขึ้น)
  3. นำผลิตภัณฑ์ที่ปั้นแล้วออกผึ่งแดด ผึ่งลม พอความแข็งตัวของเนื้อดินจับยกได้ โดยไม่ทำให้เสียรูปทรง จึงนำขึ้นแป้นขูดแต่งอีกครั้ง เพื่อให้ได้รูปทรงและความหนาบางของเนื้อดินตามแบบและความต้องการจนเสร็จ
  4. จากนั้นจะผึ่งไว้จนเนื้อดินมีความแข็งตัวพอที่จะขัด หรือขูดแต่งให้เรียบร้อยสวยงามอีกครั้งแล้วจึงนำไปเข้าเตาเผา

                ตั้งแต่เริ่มต้นจนผลิตภัณฑ์เผาเสร็จ เป็นการจบกระบวนการผลิตใช้เวลาอย่างน้อย 10-15 วัน (ถ้าเป็นการแกะสลักลายที่มีความละเอียดมากๆ ต้องใช้เวลาแกะสลัก 1-2 วัน/ชิ้นงาน)

การแกะสลักลวดลาย

ลายที่แกะสำหรับตกแต่งเครื่องปั้นมี 3 ประเภท ตามลักษณะของวิธีการแต่งลาย คือ

1.ลายที่เกิดจากการขีดหรือสลัก

2. ลายที่เกิดจากการฉลุลายโปร่ง

3. ลายที่เกิดจากการกดให้เนื้อดินนูนขึ้น หรือต่ำลงตามแบบของลาย

 

 เทคนิคและเคล็ดลับในการผลิต

ดินที่ใช้เป็นดินเหนียวธรรมชาติ ที่มีสิ่งเจือปนต่างๆน้อยมาก การเตรียมดินจะทำอย่างพิถีพิถันโดยผ่านกระบวนการ ต่างๆ จนได้เนื้อดินที่สมบูรณ์เหมาะแก่การนำไปปั้นเพื่อให้รูปทรงเครื่องปั้นเรียบสวยงามการเผานั้น ใช้อุณหภูมิที่ 800 องศาเซลเซียส จนได้เครื่องปั้นดินเผาที่มีสีส้มและแกร่งตามลักษณะธรรมชาติ

การเผาเครื่องปั้นดินเผา

ขั้นตอนการเผาเริ่ม ตั้งแต่การจัดวางภาชนะในเตาเผา จะต้องใช้แรงงานประมาณ 20 คน และผู้ชำนาญในการจัดเรียงภาชนะเข้าเตาเรียกว่า อาจาเลี่ยง การจัดเรียงของเข้าเตาเผาเริ่มจากวางของที่มีขนาดใหญ่มีน้ำมากไว้ชั้นล่าง สุด ได้แก่ โอ่งขนาดใหญ่ การจัดเรียงจะจัดวางเป็นชุดและวางเบี่ยงกันวางเอียงเป็นแถวเรียงหน้ากระดาน ขวางกับตัวเตา เครื่องปั้นขนาดเล็กจะถูกจัดวางตามซอกมุมและด้านบนซ้อนขึ้นไปจนถึงหลังเตา ให้แน่น ด้านหน้าสุดใช้ครกวางเรียงบังไฟไว้เพราะบริเวณนี้จะได้รับความร้อนสูงกว่า บริเวณอื่นทำให้เครื่องปั้นเสียหายง่าย

วิธีการเผาแบ่งออกเป็น 2 วิธี

1 . การเผาเครื่องปั้นดินเผาของชาวมอญเกาะเกร็ดในอดีตที่จะเผาเครื่องปั้นขนาดใหญ่ประเภทโอ่งรวมทั้งภาชนะอื่นในเตาประทุน  เมื่อจัดเรียงของเข้าเตาเผาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าของเตาจะปิดปากเตาโดยก่ออิฐยาด้วยดินเหลวผสมแกลบตามแนวอิฐเหลือเป็นช่อง ไว้ 2 ช่อง ขนาดประมาณ 25 x 25 เซ็นติเมตร ช่องแรกติดอยู่กับพื้นดินตรงกลางประตูเตา ช่องที่สองอยู่ในแนวเดียวกับช่องแรกเหนือช่องแรกประมาณ 1 เมตร เมื่อปิดปากเตาแล้วจึงเริ่มใส่ไฟอ่อนๆที่ช่องล่างเป็นการปรับความร้อนภายใน เตาให้ความร้อนค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆระยะเวลาเผาช่วงนี้เรียกว่า อะคา (แปลว่าขวบหรือ 1 วัน) เป็นระยะรุมไฟใช้เวลาเผาประมาณ 7-9 วัน การเผาช่วงนี้จะปิดช่องใส่ไฟช่องบนไว้ก่อน

2. การ เผาเครื่องปั้นจะต้องมีคนคอยผลัดกันใส่ฟืนให้ไฟติดอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เริ่ม รุมไฟเป็นต้นไป เมื่อพ้นระยะรุมไฟแล้วจึงเปิดช่องใส่ไฟช่องบนใส่เชื้อเพลิงที่ให้ความร้อน สูง เช่น ฟืนจากไม้ป่าชายเลน หรือ ปัจจุบันใช้ทางมะพร้าวสุมไฟหรือเร่งไฟ คอยสังเกตว่าแสงไฟสว่างโพลงตลอดทั่วเตา มีเปลวไฟแลบออกมาสูงจากปากปล่องประมาณ 50 เซนติเมตร หรือ เปลวไฟเป็นสีเขียวนวล ซึ่งอุณหภูมิในเตาจะสูงประมาณ 800-1,000 องศาเซลเซียส ถ้าไฟแรงมากเกินไปสามารถเปิดช่องที่ท้ายเตาให้ความร้อนถ่ายเทออกไปได้บ้าง แล้วใช้เศษดินปั้นอุดไว้ สังเกตดูว่าเศษเครื่องปั้นที่อุดไว้ที่ช่องท้ายเตาเปลี่ยนเป็นสีส้ม สีแสดหรือสีดำเมื่อไรแสดงว่าเครื่องปั้นสุก ใช้อิฐปิดช่องใส่ไฟทั้งสองช่องโดยใช้โคลนหรือดินเหนียวผสมทรายโบกทับแล้ว ปล่อยทิ้งไว้ให้เตาเย็น เมื่อทิ้งไว้ประมาณ 5 วัน เริ่มเปิดปากเตาโดยแกะอิฐปากเตาที่ยาดินเหนียวกับแกลบไว้ออกเป็นชั้นๆทีละ ชั้นประมาณครึ่งปากเตาและค่อยๆเปิดเพิ่มขึ้นทีละน้อยในวันต่อๆไปจนหมดปากเตา ปัจจุบันมักจะเปิดปากเตาหมดทีเดียว ต่างจากเดิมที่ต้องปล่อยภาชนะที่สุกแล้วไว้ในเตาหลายวันแล้วค่อยๆเปิดปากเตา ทีละน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้อากาศเย็นจากภายนอกเข้าไปภายในเตามากเกินไป เพราะจะทำให้เครื่องปั้นซึ่งร้อนระอุอยู่แตกหักเสียหายได้ง่าย

                การทำเครื่องปั้นดินเผาของชาวเกาะเกร็ด จะต้องมีพิธีการไหว้เตาเผา  โดยพิธีนี้จะทำทุกครั้งที่มีการเผาเครื่องปั้น ซึ่งเป็นความเชื่อว่าบูชาผีเพื่อไม่ให้เครื่องปั้นดินเผาเสียหาย           

                ปัญหาและอุปสรรคของเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด นั้นคือ ขาดช่างฝีมือที่ชำนาญ ขาดผู้สืบทอดการปั้นและการแกะสลัก วัตถุดิบ (ดิน) มีราคาแพง ต้องสั่งซื้อดินมาจากอำเภอสามโคกจังหวัดปทุมธานี สถานที่ตั้งเตาเผามีจำกัด เนื่องจากเกิดความเสียหายตั้งแต่เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่และไม่ได้มีการบูรณะเตาเผาใหญ่ไว้เนื่องจากต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง

บทที่ 3 วิธีการดำเนินการ

ขั้นตอนการดำเนินงาน

๑. ผู้ศึกษานำเสนอหัวข้อโครงงานต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อขอคำแนะนำและกำหนดขอบเขตในการทำโครงงาน

๒. ผู้ศึกษาร่วมกันประชุมวางแผนวิเคราะห์ตามหัวข้อวัตถุประสงค์ของโครงงาน

๓. ผู้ศึกษาร่วมกันค้นคว้าจากหนังสือต่างๆดังนี้หนังสือเรียน หนังสือพิมพ์และสื่อต่างๆและจากอินเตอร์เน็ต

. ศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นขั้นตอนของการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงงานเพื่อมาวิเคราะห์และสรุปเนื้อหาที่สำคัญที่จะนำมาจัดทำโครงงาน

๕. นำเสนอผลงานต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อรายงานผลการดำเนินงาน

๖. จัดทำคู่มือเพื่อใช้สำหรับศึกษาและรายงานต่ออาจารย์ที่ปรึกษา

 

วิธีการดำเนินงาน

                การดำเนินงานของโครงงานนี้  ได้ไปศึกษาที่ เกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี  โดยเป็นการศึกษาและได้เห็นการทำเครื่องปั้นดินเผาจริงถึงวิธีการทำ  ทั้งแบบทำเพื่อผลิตออกมาทีละมาก หรือการทำผลิตเครื่องปั้นดินเผาแบบเป็นโรงงานผลิต  ซึ่งจะมีรูปแบบการผลิตที่เน้นลายที่ง่ายๆ  เพื่อให้ได้งานที่มากและ เร็วต่อการส่งออกให้ทันเท่าที่ต้องการ ซึ่งในโรงงานนี้จะผลิต  กระถาง  โอ่ง  ถ้วย และ แก้วดินเผา  เป็นต้น  ส่วนการทำเครื่องปั้นดินเผาแบบเน้นความประณีต   ความสวยงามในแบบเดิม แต่มีการพัฒนาต่อยอดของการเพิ่มสีของเครื่องปั้นดินเผาให้มีมากขึ้น  อย่างของคุณธวัชชัย  เชื้อเต็ง  ที่ใช้ความพยายามที่จะเพิ่มสีของเครื่องปั้นซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะทำสีใหม่ๆ เพราะต้องใช้ความดันและอุณหภูมิที่จะเผาออกมาแล้วได้ตามที่ต้องการ  ซึ่งคุณธวัชชัย  ทำออกมาได้  3  สีแล้วในขณะนี้  คือ  สีส้ม แบบดั่งเดิม   สีดำและสีเทา  ที่ต้องประมาณเกณฑ์อุณหภูมิและความดันที่เหมาะสม จึงจะได้สีเช่นนี้  ซึ่งผลงานของคุณธวัชชัย  ทุกชิ้นแกะสลักด้วยมือ

                การศึกษาโครงงานนี้ ทำให้ได้รู้ถึงวิธีการทำงานของทั้งสองวิธีการทำเครื่องปั้นดินเผาทีแตกต่างกันโดยการทำแบบโรงงานที่ทำด้วยความรวดเร็วและไม่มีความประณีตซักเท่าไรนัก  ส่วนการทำแบบ ของคุณธวัชชัย  เป็นงานที่ปราณีตมาก

 

 

บทที่  4   ผลประโยชน์ที่ได้รับ

 

           ประโยชน์ที่ได้รับจากการศึกษาค้นคว้าและลงพื้นที่จังหวัดนนทบุรีเป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่มีชื่อเสียงมากว่าร้อยปี แหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาอยู่ที่เกาะเกร็ดอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี  มีดังนี้

  1. ทำให้นักศึกษารู้และเข้าใจถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิถีชีวิตของคนไทยเชื้อสายมอญข้อมูลต่างๆของชาวบ้าน
  2. ทำให้นักศึกษารู้และเข้าใจถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิถีชีวิตของคนไทยเชื้อสายมอญ
  3. สร้างความสำพันธ์ระหว่างนักศึกษากับชุมชนชาวเกาะเกร็ด
  4. ได้รู้และได้เข้าใจว่าการทำเครื่องปั้นดินเผาเป็นงานที่ยาก  และต้องใช้ละเอียดมาก
  5. ได้รู้ว่าการแกะลวดลายนั้นช่วยฝึกความอดทน  สมาธิ  เพื่อให้งานแต่ละชิ้นมีความสวยงาม

 

 

บทที่  5  สรุป

 

ความสำคัญการจากค้นคว้า

               แหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาในจังหวัดนนทบุรีเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญแห่งหนึ่งมาตั้งแต่ในสมัยอยุธยาตอนปลายต่อเนื่องมาจนถึงกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบันคือเกาะเกร็ดอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ประชาชนที่นี่ส่วนใหญ่เป็นคนไทยเชื้อสายมอญ ที่นี่มีจุดเด่นมากตั้งแต่สามารถปั้นเครื่องปั้นดินเผาขนาดใหญ่ที่สุดและสามารถก่อเตาเผาขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศได้  ระยะหลังทำกันน้อยลงเพราะความเจริญทางเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาประกอบ เช่น โอ่งซีเมนต์ จาก ราชบุรี ได้เข้ามามีบทบาททางการตีตลาดอีกทั้งดินกลางเกาะค่อยๆหมดไป แต่ชาวบ้านที่อยู่ในเกาะเกร็ดส่วนใหญ่เป็นคนไทยเชื้อสายมอญและการปั้นเครื่องปั้นดินเผาที่นี้ไม่เหมือนกับจังหวัดอื่นเพราะที่นี้เน้นลวดลายที่เป็นลายไทยโดยมีรูปทรงที่คล้ายกับผลไม้มาเป็นแบบในการปั้น  มีความสวยงามมากจนได้นำมาเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดนนทบุรี   แต่งานเครื่องปั้นที่ปราณีตอย่างที่กล่าวมานั้นก็เริ่มที่จะสูญหายไป  เพราะปัจจุบันมาการปั้นที่ไม่ค่อยเน้นลวดลาย  และทำเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์มามากเท่านั้น