บุคคลและองค์กรสำคัญ

ของพุทธศาสนามหายานในปัจจุบัน

โดย  พระอธิการภูมิพัฒน์, สวิต  มัคราช, พีระพล  สงสาป

บุคคลสำคัญในพระพุทธศาสนามหายานมีจำนวนมากมายหลายท่าน แต่ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างมาสัก ๒ - ๓ ท่าน ที่เห็นว่าสมควรจะทำความรู้จัก คือ

พระนาคารชุน

มีชีวิตอยู่ในช่วงปีพุทธศักราช ๖๓๐ หลักฐานที่บันทึกไว้ของธิเบตได้ให้รายละเอียดว่า  โหราจารย์ทำนายว่าอายุ ๗ ปีจะเสียชีวิต พ่อแม่จึงให้ไปบวชเป็นสามเณรอยู่กับท่านราหุลภัทร ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดนาลันทา สามเณรนาคารชุนท่องมนต์ต่ออายุชื่อ “อมิตาอายุธารณี”จึงรอดพ้นจากการเสียชีวิต และต่อมาท่านเป็นผู้บริหารวัดนาลันทาหรือมหาวิทยาลัยนาลันทา จนได้รับการยกย่องว่า เป็นดุจดวงอาทิตย์แห่งนาลันทาหลักฐานบันทึกชีวประวัติอีกแหล่งหนึ่งคือ บันทึกของเกาเส็งชวนของท่านพระกุมารชีพ  บันทึกนี้ทำให้ทราบว่า เมื่อท่านนาคารชุนตอนเป็นหนุ่มนั้น เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในด้านเวทมนตร์ คาถาอาคม สามารถล่องหนหายตัวได้ วันหนึ่งท่านพร้อมกับเพื่อนอีกสองคนใช้วิชาอาคม พลางตัวเข้าไปภายในพำนักของเจ้าชายท่านหนึ่งและได้ลวนลามเหล่าสนมเจ้าชาย เป็นเหตุให้เกิดความโกลาหล ทำให้วิชาอาคมนั้นเสื่อม ไม่สามารถออกมาโดยไม่มีใครเห็นได้ เพื่อนทั้งสองจึงถูกจับตัวและถูกประหารชีวิต ส่วนนาคารชุนรอดมาได้ ท่านหลบหนีการจับกุมจนได้พบปะกับพระภิกษุรูปหนึ่ง เชื่อว่าเป็นภิกษุฝ่ายสรวาสติวาท ท่านขอบวชเป็นพระภิกษุ เมื่อบวชแล้วท่านพระนาคารชุนสามารถท่องจำพระไตรปิฎกจบภายใน ๓ เดือน ท่านจึงเป็นพระภิกษุฉลาดในธรรม เชี่ยวชาญในภาษาทั้งการประพันธ์

ท่านพระนาคารชุนเห็นความบกพร่องในหลักหลายประการ หลักธรรมมีความขัดแย้งกับหลักการสำคัญของพระพุทธศาสนา คือ การไม่ยึดมั่นในตัวตน หรือหลักอนัตตา ทำให้ท่านได้หันมาศึกษาหลักธรรมจากภิกษุฝ่ายมหาสังฆิกะบางนิกาย และพึงพอใจหลักธรรมที่ได้ศึกษาจากภิกษุฝ่ายมหายานว่าเป็นหลักธรรมในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

                                                       

งานของพระนาคารชุน

ยุคของพระนาคารชุนเป็นยุคทองของวรรณกรรม โดยเฉพาะวรรณกรรมสันสกฤตและมี

ลักษณะการต่อสู้เชิงปรัชญา ท่านเป็นผู้สร้างปรัชญามหายานด้วยกวีนิพนธ์  ชื่อว่า “มูลมาธยามิการิกศาสตร์” ท่านอธิบายปรัชญาศูนยตาโดยใช้ระบบวิภาษวิธี ชื่อเสียงของท่านจึงโด่งดัง นิกายมหายานจึงแพร่หลายสู่ชนทุกชั้น จนเป็นนิกานที่เด่นและเจริญรุ่งเรืองที่สุดของพุทธศาสนาในพุทธศตวรรษที่ ๖-๑๐

 พระอสังคะและพระวสุพันธุ

ภิกษุทั้งสองรูปนี้เป็นพี่น้องกัน ทั้งสองเกิดในตระกูลพราหมณ์โกสิกะโคตร ณ เมืองปุรุษปุระ แห่งแคว้นคันธาระ เมืองเปชวาร์ในปากีสถานปัจจุบัน

ประวัติพระอสังคะ     

เมื่อเป็นเด็กเป็นผู้ฝักใฝ่ในศาสนา ชอบนั่งสมาธิ อายุครบบวชจึงได้บวชอยู่ในนิกาย

สรวาสติวาท ออกไปปฏิบัติธรรมอยู่ในถ้ำนานถึง ๑๒ ปี เมื่อเห็นสมควรจึงออกมาสู่โลกภายนอกเพื่อเผยแผ่หลักธรรมที่ได้ศึกษามา ระหว่างเดินทางมานั้นท่านได้พบสุนัขบาดเจ็บ ที่บาดแผลมีหนอนไช ด้วยความมีจิตเมตตาท่านจึงเฉือนเนื้อที่ขาของตนปิดบาดแผลของสุนัข เพื่อให้หนอนกัดเนื้อของตนแทน

ในขณะนั้นพระอริยเมตไตรยเห็นเหตุการณ์จึงลงมาจากสวรรค์ชั้นดุสิตแล้วพาท่านไปที่นั่นพร้อมทั้งสอนมหายานสูตรให้ ๕ สูตร คือ
๑.มหายานสูตราลังการ
๒.มัธยันตวิภังคสูตร
๓.ธัมมาธัมมตาวิภังค์
๔.อภิสัมยาลังการ
๕.อุตตรตันตระ

 ประวัติพระวสุพันธุ

ตอนแรกบวชอยู่ในนิกายสรวาสติวาท  เมื่ออสังคะผู้เป็นพี่ชายเผยแผ่หลักธรรมตามแนวแห่งนิกายโยคาจารเป็นที่รู้จักกันมาก  จึงมาร่วมเผยแผ่นิกายโยคาจาร  นิกาโยคาจารถือว่าเจริญสูงสุดในยุคของท่านพระวสุพันธุนี่เอง

งานของพระอสังคะและพระวสุพันธุ

๑.พระอสังคะประกาศหลักธรรมมหายานอย่างเต็มรูปแบ  งานที่ท่านนำเสนอ เช่น โยคารจารภูมิศาสตร์  ทสภูมิศาสตร์  เป็นต้น  ล้วนเน้นถึงการประพฤติปฏิบัติตามแนวมหายานคือ  เน้นบำเพ็ญประโยชน์  เน้นเคารพพระโพธิสัตว์  ทฤษฎีตรีกาย  เน้นการปฏิบัติเพื่อการได้มาซึ่งอิทธิฤทธิ์  และท่านรจนาพระสูตรออกมาอีกมาก  เช่น  มหายานสังคหะวัชรเฉทิกาปรัชญาปารมิตา  ปรัชญาปารมิตาสูตราศาสตร์ เป็นต้น  โดยสรุปงานของท่านได้รับอิทธิพลมาจากฮินดูตันตระ ต่อมากลายเป็นนิกายหนึ่งในพุทธศาสนาคือ  นิกายพุทธตันตระหรือวัชรยาน

๒.พระสุวพันธุ  ได้เขียนงานสำคัญไว้มากที่มีชื่อเสียงได้แก่  อภิธรรมโกษา,วิชยาปติมาตราสิทธ  ติงสิกา,ตรีสภาวนิเทศ เป็นต้น งานของนิกายโยคาจารล้วนเกี่ยงเนื่องกับความมีอยู่ของจิต  จนได้รับการยอมรับว่า  เป็นนิกายวิชญาณวาท  หรือจิตนิยม

 

พระกุมารชีพ

ประวัติพระกุมารชีพ

พระกุมารชีพ  เป็นโอรสของเจ้าหญิงแห่งราชวงศ์เมืองกุสี  ชื่อว่า ชีวะ และมีบิดาเป็นชาวอินเดียชื่อกุมารยาน ต่อมาพระมารดาได้หันเหชีวิตเข้ามาบวชเป็นภิกษุณีในพระพุทธศาสนา  และพากุมารชีพไปเรียนหนังสือที่แคชเมียร์  ทั้งมารดาและกุมารชีพได้ศึกษาพระพุทธศาสนาและปรัชญา  โดยมีท่านพุทธทัตตะเป็นอาจารย์  กุมารชีพบวชเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ ๗ ขวบ  ร่ำเรียนหลักธรรมในพระพุทธศาสนาจนมีความชำนาญ  โดยเฉพาะหลักธรรมฝ่ายมหายานเนื่องจากอาจารย์พุทธทัตตะเป็นพระภิกษุฝ่ายมหายานและสรวาสติวาทิน

ต่อมาภิกษุณีมารดาของท่านกุมารชีพจึงกลับไปเมืองกุสีเช่นเดิม  เพียงไม่นานมีกองทัพของจีนเข้ามารุกรานอินเดีย  เข้าตีเมืองกุสี  หลังจากจีนชนะในการศึก  แม่ทัพได้ยื่นข้อเสนอขอตัวประกัน  โดยให้ชาวเมืองส่งตัวท่านกุมารชีพไปอยู่ประเทศจีน  เมื่อนักปราชญ์ราชบัณฑิตในประเทศจีนทราบชื่อเสียงของท่านต่างก็เข้ามาฝากตัวเป็นลูกศิษย์  ท่านอยู่ที่เมืองฉางอาน ๙ ปี  เพื่อทำงานแปลหนังสือทางพระพุทธศาสนาเป็นภาษาจีน พระราชาแห่งราชวงศ์ฉินก็ทรงเลื่อมใสและได้สร้างวัดขึ้นในประเทศจีนจำนวนมาก  สาเหตุที่ชาวจีนเลื่อมใสต่อพระพุทธศาสนาก็เพราะพระพุทธศาสนาไปกันได้กับราชสำนัก

งานของพระกุมารชีพ

ท่านพระกุมารชีพเป็นผู้นำพระพุทธศาสนานิกายมาธยามิกเข้าไปสู่ดินแดนประเทศจีน  และเป็นผู้ก่อตั้งนิกายสัตยสิทธและนิกายนิรวาน  ในช่วงเวลาที่อยู่ในประเทศจีนนั้นท่านกุมารชีพอุทิศชีวิตในการแปลหนังสือ  ผลงานแปลที่สำคัญๆของท่านคือ  มหาปรัชญาปรมิตาศาสตร์,สตศาสตร์,สุขาวตีอมฤต,สัทธัมมปุณฑริกสูตร,วัชรเฉทิกา ปรัชญาปารมิตาสูตร  เป็นต้น

กล่าวได้ว่าพระสูตรมหายานที่ถูกแปลเป็นภาษาจีน  เป็นผลงานของท่านพระกุมารชีพโดยมาก  และในบรรดางานที่แปลนั้นคัมภีร์ ๓ คัมภีร์ คือสองคัมภีร์เป็นของท่านคุรุนาคารชุนและคัมภีร์หนึ่งเป็นของท่านอารยเทวะซึ่งเป็นศิษย์ของพระคุรุนาคารชุน

ท่านพระโพธิธรรม  หรือปรมาจารย์ตั๊กม๊อ

ประวัติของพระโพธิธรรม

ท่านพระสมณโพธิธรรมหรือปรมาจารย์ตักม๊อ  เป็นโอรสองค์ที่ ๓  ของกษัตริย์แคว้นคันธารราษฎร์ในประเทศอินเดีย  ครั้งหนึ่งเมื่อยังทรงพระเยาว์นั้น  พระบิดาได้อาราธนาพระอรหันต์ปรัชญาตาระ  มาแสดงธรรมให้ฟังในพระราชวัง  พระองค์ได้ถวายแก้วมุกดาแด่ท่านปรัชญาตาระ  ในขณะนั้นพระโอรสทั้ง ๓ ก็อยู่ด้วย  ท่านปรัชญาตาระจึงชูแก้วมุกดาขึ้นพร้อมกับถามว่า “ในโลกนี้ยังมีเพชรนิลจินดาใดอีกที่มีค่ายิ่งกว่าแก้วมุกดาในมือที่อาตมาถืออยู่นี้หรือไม่” พระโอรสองค์ที่๑ และ๒ ต่างตอบเหมือนกันว่าไม่มีแล้ว

แต่เมื่อถึงพระโอรสองค์สุดท้ายกลับตอบว่า “ แก้วมุกดานี้เป็นเพียงเครื่องประดับที่ธรรมดาที่สุดในโลก  ถึงแม้จะมีประกายแวววาวเปล่งรัศมีแต่ประกายที่ส่องออกมานั้นก็ไม่สามารถส่องภายในตัวมันเองได้  หากแต่ในโลกนี้ยังมีแก้วมุกดาที่สามารถส่องแสงได้ที่นั่น  ที่นี่ ส่องได้ทั้งข้างนอกข้างใน  กระทั่งในที่มืดหากนำแก้วมุกดาชนิดนี้เข้าไปก็สว่างได้  แก้วมุกดาวิเศษนี้ก็คือ สติปัญญา  ที่ทุกคนมีนั่นเอง  สติปัญญาเป้นแก้วมุกดาที่มีค่ามากที่สุดในโลกนี้”   ท่านปรัชญาตาระพอได้ฟังคำตอบก็พอใจกับคำตอบของพระราชกุมารองค์เล็ก  ในกาลต่อมาหลังจากที่พระราชโอรสองค์เล็กได้ครองราชย์เพียงระยะหนึ่งจึงได้สละราชย์สมบัติแล้วออกบวชได้ฉายาว่า พระโพธิธรรม  ศึกษาธรรมในสำนักของท่านปรัชญาตารสังฆปรินายกถึง ๔๐ ปี ได้เรียนรู้แก่นแท้ในพระพุทธศาสนาที่เรียกว่า “ใจสู่ใจ”

ท่านพระโพธิธรรมมีโอกาสเข้าสู่ประเทศจีนเมื่ออายุมากแล้ว  ตามประวัติศาสตร์บางแห่งกล่าวว่า ท่านมีอายุถึง ๖๗ ปี  ในครั้งแรกที่ไปถึงประเทศจีน   ท่านไปที่เมืองท่ากวางโจว  ต่อมาท่านพวกขุนนางกรมเมืองพาท่านเข้าเฝ้า “พระเจ้าเหลี่ยงหวู่ตี่”ที่นครหลวงนานกิง  พระเจ้าเหลี่ยงหวู่ตี่มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง  และทรงพอพระทัยในการท่องกวีที่จารึกคำสอนในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก  พระองค์ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาด้วยการสร้างถาวรวัตถุ เช่น โบสถ์  วิหาร ศาลา พระพุทธรูป  และทรงสนับสนุนการจารึกพระธรรมคัมภีร์  คัดลอกพระสูตร  และส่งเสริมให้กุลบุตรบวช  กล่าวได้ว่าพระพุทธศาสนาในยุคของพระองค์ในประเทศจีนนั้นเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก

การปรากฏตัวของท่านปรมาจารย์ตักหม้ออยู่ในช่วงนี้  เป็นยุคที่ชาวพุทธแข่งขันกันเรื่องวัตถุแล้วละเลยการปฏิบัติธรรม   การนำเสนอหลักธรรมที่มุ่งเน้นให้ยึดถือการปฏิบัติเป็นเหตุให้พระสงฆ์มียศถาบรรดาศักดิ์และขุนนางที่เสียผลประโยชน์ไม่พอใจ  มีการขัดขวางการเผยแผ่หลักธรรมของท่าน  จนบางครั้งถึงกับทำร้ายและทำลายลูกศิษย์ของท่านพระโพธิธรรม  ประเด็นนี้สันนิษฐานว่า  ที่ท่านปรมาจารย์ตั๊กหม้อถ่ายทอดหมัดมวยเส้าหลินให้ภิกษุภายในวัดก็เพื่อใช้เป็นศิลปะป้องกันตัว  ประวัติศาสตร์จารึกว่า  ชีวิตของท่านพระโพธิธรรมเข้าไปข้องเกี่ยวกับการใช้กำลัง เนื่องจากท่านต้องต่อสู้กับชนชั้นปกครองและพระภิกษุที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดและแนวปฏิบัติของท่าน

 

พระคุรุปัทมสัมภวะ

ประวัติพระคุรุปัทมสัมภวะ

ท่านคุรุปัทมสัมภวะเกิดที่เมืองอุทยาน  อยู่ทางเหนือของประเทศปากีสถานในปัจจุบัน   ประวัติมีอยู่ว่า  พระราชาเมืองอุทยานทรงเศร้าโศกเสียพระทัย ที่พระโอรสพระองค์เดียวของพระองค์เสียชีวิต  อยู่มาวันหนึ่งพระองค์ได้สุบินว่า  ได้สายฟ้าไว้ในพระหัตถ์  ทรงเห็นทารกน้อยอยู่บนดอกบัวใหญ่ในสระ  ชื่อธนโกษ พอรุ่งเช้าพระองค์ก็เรียกโหรเข้ามาทำนายและไปที่สระดังกล่าว  แล้วพระองค์ก็ได้พบพระกุมารน้อยนอนอยู่บนดอกบัว  พระองค์จึงทรงรับมาเลี้ยงเป็นพระโอรส  และได้ทรงพระนามว่า  สโรรุหวัชระ  แต่เนื่องจากเกิดจากดอกบัว  พระโอรสจึงรู้จักกันในนาม ปัทมสัมภวะ

เมื่อเจริญวัย  พระองค์ทรงร่ำเรียนวิชาอาคม  เวทย์มนต์  คาถาอิทธิฤทธิ์ต่างๆ  จนมีความเชี่ยวชาญในวิชาไสยศาสตร์ทุกประการ  ท่านคุรุปัทมสัมภวะศึกษาวิชาเหล่านี้อยู่ที่วิกรมศิลาและตักกสิลาและต่อมาท่านมาอยู่ที่วิทยาลัยนาลันทา  ท่านได้บำเพ็ญตนเป็นโยคี  และเป็นน้องเขยของท่านพระศานตรักษิตะ  และท่านได้ถูกอาราธนามาสู่ทิเบตประมาณ พ.ศ. ๑๒๙๐ ท่านคุรุปัทมสัมภวะได้ใช้ความเชี่ยวชาญทางด้านไสยศาสตร์ในการปราบพวกบอนจนอ่อนกำลัง  จากนั้นร่วมกับพระศานตรักษิตะสร้างวัดแรกขึ้นในทิเบตคือ “วัดสัมเย่”  และเป็นผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนาแบบตันตระสู่ประชาชนทิเบต  และมีประชาชนเข้ามาบวชเป็นพระภิกษุที่เรียกกันว่า “ลามะ”ขึ้นเป็นครั้งแรก  ต่อมาท่านคุรุปัทมสัมภวะก่อตั้งนิกายของตนขึ้นมาใหม่ชื่อว่า “นิกายญิงมะปะ” และท่านเองเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปคือ “คุรุริมโปเช่”

งานและหลักธรรมของท่านคุรุปัทมสัมภวะ

๑.งานของท่านเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมในการเซ่นไหว้ผีสางเทวดาเรียกว่าคัมภีร์เตระมะและคัมภีร์อื่นๆอีก๓๐คัมภีร์   ส่วนคัมภีร์ที่ปรากฏเป็นของทิเบต   แบ่งเป็น๒หมวดใหญ่ๆ คือ

 กาห์คยุร(ตัวคัมภีร์)  และ  ตาห์คยุร (อรรถกถา) ในส่วนตัวคัมภีร์นั้นเป็นพระไตรปิฎก คือ พระวินัย  พระสูตร  และพระอภิธรรม

๒.หลักธรรมที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของท่านคุรุปัทมสัมภวะคือ  ตันตระพระพุทธศาสนาในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๓ นั้น  เป็นยุคที่พุทธตันตระกำลังเจริญรุ่งเรืองในอินเดียโดยเฉพาะที่นาลันทา คำว่า “ตันตระ” หมายถึง  ความสืบเนื่องแห่งจิตวิญญาณ  แต่เมื่อพูดถึงตันตระมักหมายถึง คุยมนต์ ซึ่งเป็นมนต์อันลี้ลับที่ไม่มีการเขียนหรือตีพิมพ์  หากจะได้สืบทอดกันที่เรียกว่า  อภิเษก จากครูอาจารย์  ตันตระจึงเป็นวัชรยาน  คือ  พาหะอันเป็นเพชร  ที่สามารถตัดกิเลสได้สิ้นเชิง

พระภิกษุโดเงน  คิเงน

ประวัติของพระโดเงน  คิเงน

พระภิกษุโดเงน  คิเงน  เป็นพระญี่ปุ่นที่เผยแผ่พระพุทธศาสนานิกายเซ็นในประเทศญี่ปุ่นสืบต่อจากท่านพระภิกษุเออิไซ  แล้วตั้งนิกายของตนคือ  นิกายโซโต  วิธีการปฏิบัติแบบเซ็น   แทรกซึมไปในจิตวิญญาณของชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะกลุ่มซามูไร   ลักษณะของเซ็นที่สื่อออกมาเป็นวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นก็คือ การใช้สีขาวและสีดำในงานศิลปะ  การเต้นโน๊ะ  การชงชา  การจัดดอกไม้  วรรณกรรมและการคัดลายมือ เป็นต้น

ท่านพระโดเงน  คิเงน  เป็นบุตรนอกสมรสของเจ้าชายองค์หนึ่งกับหญิงขุนนางฟุจิวาระ  บิดาถึงแก่กรรมเมื่อท่านมีอายุเพียง ๒ ขวบ

เมื่ออายุ  ๗ ขวบ ก็อาศัยอยู่กับลุง ศึกษาศิลปะวิทยาการต่างๆ  ทั้งงานประพันธ์  ตรรกวิทยา  การโต้วาทะ  หนังสือจีน  จนเป็นที่เชี่ยวชาญ  ลุงของท่านพยายามส่งเสริมให้รับราชการเข้าสู่ชีวิตขุนนาง  ท่านโดเงนศึกษางานอยู่กับพวกขุนนางทั้งหลาย  และไม่ชอบชีวิตที่ต้องแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นและบางครั้งต้องทำลายด้วยกัน

วันหนึ่งท่านไปเยี่ยมลุงซึ่งบวชเป็นพระอยู่ที่ภูเขาฮิเออิ  ซึ่งเป็นแหล่งเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะนิกายเทนได  ท่านเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและขออนุญาตลุงบวช  หลังจากบวชแล้วท่านได้ศึกษาหลักธรรมในพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง  และเกิดความสงสัยขึ้นว่า “ถ้ามนุษย์มีธรรมชาติแห่งพุทธอยู่ในตัวเองแล้ว  ทำไมต้องขวนขวายเพื่อบรรลุให้ถึงพุทธะนั้นด้วยการปฏิบัติตามวินัยอันยากยิ่ง  ตรงกันข้ามถ้าธรรมชาติแห่งพุทธะหามาได้จากที่อื่นๆ  พุทธะจะสามารถมีอยู่ในสรรพสิ่งได้อย่างไร

ท่านถามปัญหานี้ต่อพระภิกษุเทนไดทั้งหลาย   แต่ก็ได้รับคำตอบที่ไม่เป็นที่พึงพอใจ  จนกระทั่งได้พบกับท่านพระเออิไซที่วัดเคนจิ  ท่านศึกษาหลักธรรมจากลูกศิษย์ของท่านเออิไซคือ ท่านเหมียวเซน  แม้ว่าจะประทับใจและพึงพอใจต่อข้อวัตรปฏิบัติและจริยวัตรของท่านทั้งสอง  แต่ท่านโดเงน  ก็ยังไม่หายสงสัยในเรื่องดังกล่าว

ในปีพุทธศักราช  ๑๗๖๖ ท่านเดินทางต่อไปศึกษาที่ประเทศจีนกับท่านเหมียวเซน  ท่านเหมียวเซนรีบขึ้นภูเขาเทียนตุงไปก่อน  แต่ท่านโดเงนยังอยู่เพื่อปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตของชาวจีน  ในจุดนี้เองทำให้ท่านโดเงนศรัทธาในนิกายเซ็น  เมื่อพบกับพระภิกษุจีนท่านหนึ่งซึ่งเป็นพ่อครัว  ที่มาซื้อเห็ดญี่ปุ่น

หลังจากนั้นท่านขึ้นไปบนภูเขาเทียนตุง  ศึกษาเซ็นอยู่กับอาจารย์ต้าฮุยเป็นเวลา ๒ ปี  แต่ก็ยังไม่ก้าวหน้า  เมื่อพบกับความผิดหวังท่านจึงเดินทางกลับญี่ปุ่น  ระหว่างเดินทางกลับท่านมาแวะฝึกเซ็นสายเตซาซุงกับอาจารย์จูจิง ๒ ปี

งานของพระโดเงน  คิเงน

หลังจากที่กลับเข้ามาสู่ประเทศญี่ปุ่น  ท่านโดเงนเริ่มเขียนงานของตนเผยแผ่ซาเซ็นสายเซตาซุง  โดยมากอยู่มนรูปแบบของคู่มือวิธีการปฏิบัติสมาธิและเน้นการฝึกตน  งานเล่มแรกของท่านคือ “คำแนะนำสากลสำหรับซาเซ็น” และได้เขียน “คู่มือสมาธิ” และยังมีเรียงความอื่นๆอีกที่เน้นให้เห็นความสำคัญของการปฏิบัติสมาธิ  ปฏิเสธการบูชาพระสูตรและการบรรลุโดยฉับพลันปราศจากการปฏิบัติ

 

ดาไลลามะองค์ที่ ๑๔ แห่งธิเบต จำอดีตชาติได้

องค์ดาไลลามะ คือ ตำแหน่งสูงสุดในประเทศธิเบต ซึ่งเป็นทั้งผู้นำทางจิตวิญญาณและเป็นผู้นำทางการเมือง การปกครอง ทรงมีตำหนักโปตาลาและตำหนักนอร์บูลิงกาเป็นที่ประทับและเป็นสถานที่สำหรับประชุมคณะรัฐมนตรีตำแหน่งดาไลลามะนั้นเริ่มมีมาตั้งแต่ พุทธศตวรรษที่ ๑๘ จนถึงปัจจุบันนี้นับเป็นองค์ที่ ๑๔ ชาวธิเบตนับถือศาสนาพุทธ  นิกายมหายานซึ่งได้เผยแพร่เข้าสู่ประเทศธิเบตในราวพุทธศตวรรษที่ ๙ – ๑๐ ใช้เวลาหลายร้อยปีกว่าจะเอาชนะ ศาสนาบอน ซึ่งเป็นศาสนาท้องถิ่นได้ ต่อมาชาวธิเบตก็หันมายอมรับหลักคำสอนในพุทธศาสนากันอย่างแพร่หลายในทุกระดับสังคม จึงทำให้เปลี่ยนจากเผ่าพันธุ์ที่ดุดันและชอบรบพุ่ง มาเป็นชาวพุทธผู้อารีย์และรักสงบ จนกระทั่งถูกประเทศจีนบุกเข้ายึดครอง องค์ดาไลลามะต้องลี้ภัยไปอยู่ประเทศอินเดียจนถึงทุกวันนี้

ความเชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิดและการเข้าทรงของชาวธิเบตนั้น เป็นความเชื่อที่ฝังอยู่ในสายเลือดของชาวธิเบตมานาน การกลับชาติมาเกิดชาวธิเบตเรียกว่า “ตุลกู” หมายถึงผู้ที่เลือกที่จะกลับมาเกิดใหม่ เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของตนต่อไปหรือเลือกที่จะมาเกิดเพื่อโปรดสัตว์เพื่อช่วยสัตว์โลก ให้พ้นทุกข์เช่นเดียวกับพระโพธิสัตว์ ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวทางของพุทธศาสนานิกายมหายาน ที่มุ่งปฏิบัติให้สำเร็จพระโพธิญาณ เพื่อเป็นพระโพธิสัตว์ แต่ยังไม่ถึงนิพพาน เพื่อคอยโปรดสัตว์ผู้ยังมีทุกข์ให้พ้นจากสังสารวัฏ ทั้งๆที่สามารถนิพพานได้ นับเป็นการเสียสละที่น่ายกย่องยิ่งนัก ชาวธิเบตถือว่าการกลับชาติมาเกิดนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะในประเทศธิเบตมี “ตุลกู” คือผู้ที่กลับมาเกิดใหม่อยู่นับพันคน แต่ที่พิเศษไปกว่าตุลกูธรรมดา ก็คือการกลับชาติมาเกิดใหม่ขององค์ดาไลลามะหรือลามะชั้นสูงของธิเบต ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นการ “อวตาร” มาเกิดก็ได้  ที่ผ่านมามีองค์ดาไลลามะและลามะชั้นสูงได้กลับชาติมาเกิดแล้วหลายท่าน ในที่นี้ผู้เขียนขอยกมาเฉพาะเรื่องราวการอวตารของ ดาไลลามะองค์ที่ ๑๓ หรือการจำอดีตชาติได้ของดาไลลามะองค์ที่ ๑๔ (องค์ปัจจุบัน) ซึ่งได้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือ “อิสรภาพในการลี้ภัย Freedom Exile” เขียนโดยดาไลลามะองค์ที่  ๑๔ แปลเป็นภาษาไทยโดย “ฉัตรสุมาลย์กบิลสิงห์ ษัฏเสน”

เริ่มต้นด้วยเรื่องราวของดาไลลามะองค์ก่อนหน้านี้คือ สมเด็จพระทุบเท็น กยัตโส ดาไลลามะองค์ที่ ๑๓ ท่านเกิดเมื่อ พ.ศ.๒๔๑๙ สวรรคตเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๖ รวมอายุได้ ๕๗ ปี เมื่อครั้งที่พระองค์ยังมีชีวิตอยู่ทรงเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ  และเป็นผู้นำทางการเมืองที่เปี่ยมด้วยเมตตากรุณายิ่งนัก ทรงเป็นคนเรียบง่ายไม่ถือพระองค์ แต่ทรงเข้มงวดในระเบียบวินัย ทรงเป็นนักวิชาการที่มองการไกล ทรงสนใจในเทคโนโลยีสมัยใหม่ ประเทศธิเบตในสมัยที่พระองค์ปกครองอยู่นั้น เคยถูกรุกรานจนกระทั่งพระองค์ต้องลี้ภัยไปอยู่ในต่างประเทศถึง ๒ ครั้ง ครั้งแรกประเทศธิเบตถูกอังกฤษรุกรานเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖ และครั้งที่สองถูกแมนจูรุกรานเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๓ ครั้งแรกนั้นอังกฤษถอยทัพกลับไปเอง ครั้งที่สองกำลังทหารของธิเบตสามารถขับไล่ทหารแมนจูออกไปได้

เมื่อครั้งที่ดาไลลามะองค์ที่ ๑๓  (สมเด็จพระทุบเท็น กยัตโส)  สวรรคตลง  เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๖ ได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นคือ  พระศพซึ่งเดิมหันพระพักตร์ไปทางทิศใต้   กลับหันไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ จากนั้นไม่นานผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งเป็นลามะชั้นสูงได้เห็นภาพจากสมาธิขณะเพ่งลงไปในทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ในธิเบตตอนใต้ โดยเห็นเป็นอักษรธิเบต ๓ ตัว สมมุติให้เป็นตัวอักษร ไทยคือ “ อ,ก และ ม “ และเห็นภาพวัดเป็นตึก 3 ชั้นมีหลังคาสีฟ้าประดับลายทอง จากนั้นก็ปรากฏภาพทางเดินที่ขึ้นไปจากเชิงเขา สุดท้ายปรากฏเป็นภาพบ้านหลังเล็กๆที่มีรางน้ำรูปร่างแปลกๆ หลังจากนั้นรัฐบาลธิเบตได้จัดคณะค้นหาขึ้น เพื่อค้นหาสถานที่และแปลความหมายตัวอักษรทั้ง ๓ ตัวที่ปรากฏในสมาธิของลามะชั้นสูง การค้นหาองค์อวตารของดาไลลามะองค์ที่ ๑๓ จึงเริ่มขึ้น

ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ปรึกษากับคณะค้นหาและลงความเห็นว่า อักษร “อ” น่าจะหมายถึง แคว้นอัมโด ซึ่งเป็นแคว้นทางตะวันออกเฉียงเหนือของธิเบต ซึ่งเป็นทิศที่พระพักตร์หันไป จึงส่งคณะค้นหาไปตามทิศทางนั้น เมื่อมาถึง วัดกุมบุม ซึ่งตรงกับอักษรตัวที่สองคือ “ก” คณะผู้ค้นหาก็เริ่มมั่นใจว่ามาถูกทาง เมื่อเห็นลักษณะของวัดกุมบุมซึ่งมีลักษณะเป็นตึก ๓ ชั้น มีหลังคาสีฟ้าตรงตามที่เห็นในสมาธิ และสิ่งที่พวกเขาต้องค้นหาต่อไปคือบ้านหลังเล็กๆที่มีรางน้ำรูปร่างแปลกๆ ซึ่งน่าจะอยู่ไม่ไกลจากวัดกุมบุมนัก พวกเขาเริ่มค้นหาในหมู่บ้านระแวกใกล้เคียงกับวัดกุมบุม จนกระทั่งมาถึงบ้านหลังเล็กๆหลังหนึ่งมีไม้สนคดงอเป็นรูปร่างแปลกๆใช้ทำเป็นรางน้ำตรงกับที่เห็นในสมาธิ พวกเขาเริ่มมั่นใจยิ่งขึ้นว่า ดาไลลามะองค์ที่ ๑๓ ที่จะอวตารกลับชาติมาเกิดนั้นคงจะอยู่ในบ้านหลังนี้หรือไม่ก็คงจะอยู่ไม่ไกลจากที่นั่นเป็นแน่

บ้านเล็กๆหลังนั้นคือบ้านของ เด็กชาย ลาโม ทอนดุป และครอบครัว ซึ่งต่อมาเด็กชายลาโมได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็นดาไลลามะองค์ที่ ๑๓ อวตารหรือกลับชาติมาเกิดนั่นเอง เมื่อคณะค้นหาเข้าไปในบ้านก็ไม่ได้แจ้งจุดประสงค์ที่แท้จริงให้คนในบ้านทราบ เพียงแต่ขอค้างแรมระหว่างทางสักคืนเท่านั้น หัวหน้าคณะค้นหาคือ คิวซัง ริมโปเช่  ซึ่งเป็นลามะชั้นสูงท่านหนึ่งปลอมตัวเป็นคนรับใช้ในคณะเพื่อพิสูจน์ความจริงบางอย่าง และเพื่อไม่ให้คนในบ้านได้รู้ถึงการทดสอบนั้น แต่เมื่อคณะค้นหาเข้ามาในบ้าน เด็กชายลาโมเห็นเขากลับจำได้และเรียกเขาว่า “ลามะจากเซร่า” ความรู้สึกมั่นใจเริ่มเกิดขึ้นเพราะท่านคิวซัง ริมโปเช่ นั้นมาจากวัดเซร่าจริงๆ แต่เพียงเท่านี้ยังไม่ทำให้เด็กชายลาโมผ่านการทดสอบได้ พวกเขายังไม่เปิดเผยสิ่งใดพอรุ่งเช้าจึงขอตัวเดินทางต่อ

 หลังจากนั้นอีก ๒ - ๓ วันคณะผู้ค้นหาเดินทางมายังบ้านของเด็กชายลาโมอีกครั้ง แต่คราวนี้มาอย่างเป็นทางการและได้นำสิ่งของเครื่องใช้หลายอย่างมาด้วย ซึ่งในจำนวนเครื่องใช้เหล่านั้นมีสิ่งของเครื่องใช้ที่เคยเป็นของ ดาไลลามะองค์ที่ ๑๓ รวมอยู่ด้วย แต่ได้จัดปนเปกันมาเพื่อพิสูจน์การระลึกชาติของเด็กชายลาโม ทอนดุป

 การพิสูจน์ได้เริ่มต้นขึ้น เด็กชายลาโมซึ่งขณะนั้นอายุ ๓ ขวบ สามารถเลือกสิ่งของเครื่องใช้ที่เคยเป็นของดาไลลามะองค์ที่๑๓ได้อย่างถูกต้องทั้งหมดทั้งยังบอกด้วยว่า “ของฉัน ๆ” จากการพิสูจน์ทำให้คณะค้นหาแน่ใจแล้วว่า เด็กชายลาโม ทอนดุป คือดาไลลามะองค์ที่ ๑๓ กลับชาติมาเกิดตามเจตนารมณ์ของท่านที่เลือกที่จะกลับมาเกิดใหม่เพื่อประโยชน์สุขของชาวธิเบต เฉกเช่นเดียวกับพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ผู้บรรลุพุทธภูมิแล้ว ก็ยังกลับมาเกิดอีก เพื่อประโยชน์สุขแห่งสรรพสัตว์ในโลก จนกว่าสรรพสัตว์ทั้งปวงจะเป็นอิสระจากสังสารวัฏจนหมดสิ้นแล้วจึงจะบรรลุนิพพาน

เมื่อทำการพิสูจน์จนแน่ใจแล้วว่า เด็กชายลาโม ทอนดุป คือดาไลลามะองค์ที่ ๑๓ กลับชาติมาเกิด คณะพิสูจน์ก็ส่งข่าวไปยังผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในเมืองลาซา เพื่อรายงานผลการพิสูจน์ จนกระทั่งได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ จากนั้นอีก ๑๘ เดิอนจึงมีการจัดขบวนมาต้อนรับอย่างสมเกียรติไปยังเมืองหลวง เพื่อรอการแต่งตั้งเป็นดาไลลามะองค์ที่ ๑๔ ต่อไปเมื่อ เด็กชายลาโม บรรลุนิติภาวะแล้ว

เด็กชายลาโม ทอนดุป(Lhamo  Thondup) เกิดเมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๔๗๖ ณ.หมู่บ้านตักเซอร์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศธิเบต มีพี่น้องทั้งหมด ๘ คน เสียชีวิตไปแล้ว ๔ คน ยังมีชีวิตอยู่ ๔ คน คือ

 ๑.       เซริง ดอลมา(หญิง)

๒.       ทุบเท็นจิกเม นอร์บู(ลามะตักเซอ ริมโปเช่ อวตารมาเกิด)

๓.       ลอบซัง สามเท็น(ชาย)

๔.       ลาโม ทอนดุป(ดาไลลามะองค์ที่ ๑๓ อวตารมาเกิด)

ในครอบครัวของเด็กชายลาโมมี “ตุลกู" อีกคนหนึ่งคือ ทุบเท็น จิกเม นอร์บู ซึ่งได้รับการพิสูจน์และยอมรับว่าเป็น ลามะ ตักเซอร์ ริมโปเช่ ลามะชั้นสูงท่านหนึ่งกลับชาติมาเกิด และต่อมาเขาได้ไปอยู่ที่วัดกุมบุมอันเป็นวัดที่ลามะ ตักเซอร์ ริมโปเช่ เคยอยู่เมื่อในอดีตชาติ

มารดาของเด็กชายลาโม(ดาไลลามะองค์ที่ ๑๔) เล่าถึงเรื่องราวการจำอดีตชาติได้ของเด็กชายลาโมว่า เด็กชายลาโมป็นเด็กที่มีความเมตตาสูง ชอบช่วยเหลือผู้คนโดยเฉพาะคนที่อ่อนแอกว่า เขาชอบเก็บข้าวของลงกระเป๋าเดินทางโดยบอกว่า “ฉันจะไปลาซา” เวลาที่กินข้าวกับครอบครัวเขาจะนั่งหัวโต๊ะเสมอและไม่ยอมให้ใครถือชามอาหารนอกจากมารดา สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่แสดงว่า เด็กชายลาโมจำอดีตชาติได้ แต่มารดาของเด็กชายลาโมคิดไม่ถึงว่าเด็กชายลาโมจะเป็น ดาไลลามะองค์ที่ ๑๓ กลับชาติมาเกิด และคิดไม่ถึงว่าในครอบครัวจะมี “ตุลกู” ถึงสองคน (มารดาของ ดาไลลามะองค์ที่ ๑๔ ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๔)

ดาไลลามะองค์ที่ ๑๔ ทรงเล่าเรื่องราวการจำอดีตชาติของท่านไว้ในหนังสืออัตชิวประวัติของตัวท่านเองว่า ปัจจุบันนี้ท่านจำเรื่องราวในอดีตไม่ค่อยได้แล้ว เพราะว่าเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นในขณะที่ท่านยังเด็กมาก เท่าที่พอจำได้ก็เป็นเรื่องราวที่มารดาของท่านเล่าให้ท่านฟังเมื่อตอนที่ท่านโตแล้วเท่านั้น เมื่อกล่าวถึงการที่ท่านลืมเรื่องราวในอดีตชาตินั้น ท่านเองคิดว่าอาจมีสาเหตุมาจากการที่ท่านแอบกินกินไข่ ซึ่งโบราณเชื่อว่าคนที่จำอดีตชาติได้ถ้ากินไข่แล้ว จะทำให้ลืมเรื่องราวในอดีตชาติ ซึ่งท่านได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “อาตมาถูกห้ามไม่ให้รับทานอาหารบางชนิดเช่น ไข่ และ หมู จำได้ว่าครั้งหนึ่ง ยอปเค็นโป ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จับได้ว่าอาตมาเสวยไข เขาตกใจมากพอๆกับอาตมา” โดยส่วนตัวของท่านเอง ท่านไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องราวในอดีตชาติมากนัก เพราะท่านลืมไปมากแล้ว แต่เรื่องราวในช่วงที่ท่านจำความได้นั้น มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้ท่านรู้สึก มีความผูกพันกับอดีตชาติของท่านดังเช่น

ครั้งหนึ่งท่านไปเยี่ยม วัดเซรา และ วัดครีบุง ซึ่งเป็นสถานศึกษาสูงสุดของธิเบตเป็นครั้งแรก ท่านรู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่ของวัดทั้งสองมาก ราวกับว่าท่านเคยมาที่นี่มาก่อน ดังคำพูดตอนหนึ่งของท่านที่ว่า “อาตมาต้องเป็นกังวลที่จะต้องเยี่ยมวัด   ซึ่งเป็นสถานศึกษาสูงสุดของ

ธิเบตเป็นครั้งแรกในชีวิต   แต่มีบางอย่างที่ทำให้รู้สึกคุ้นเคย  และทำให้ค่อนข้างแน่ใจถึงความสัมพันธ์ในอดีตชาติของอาตมา  กับสถานที่เหล่านั้น

ข้อที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ ดาไลลามะองค์ที่ ๑๓ นั้นท่านจะมีญาณพิเศษสามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ ส่วนดาไลลามะองค์ที่ ๑๔ นั้นจะรับรู้เหตุการณ์ในอนาคตได้จากความฝัน ซึ่งเมื่อก่อนท่านคิดว่ามันเป็นเพียงความฝันธรรมดา แต่เมื่อเวลาผ่านไปท่านจึงเข้าใจว่า สิ่งที่ท่านเห็นนั้นคือภาพในอนาคตที่มาให้ท่านเห็นในรูปของความฝันนั่นเอง ดังคำพูดของท่านตอนหนึ่งที่ว่า      “อาตมามีประสบการณ์แปลกๆหลายประการ โดยเฉพาะในรูปของความฝัน แม้ว่าตอนนั้นจะดูไม่สำคัญ แต่บัดนี้อาตมาเข้าใจแล้วว่ามันมีความสำคัญอย่างไร” ตัวอย่างความฝันที่กลายเป็นจริงของท่านคือ คืนหนึ่งขณะที่ท่านหลับสนิทท่านได้ฝันเห็นหมู่บ้านของท่านซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปถูกเผาทำลาย ผู้คนถูกฆ่าตายเห็นศพคนตายเกลื่อนไปหมด คนที