เศรษฐกิจระหว่างประเทศและการประกันภัยทางทะเล

                 ในการทำการค้าระหว่างประเทศในประเทศที่อยู่ห่างจากกันมากๆหรือประเทศที่เป็นหมู่เกาะนั้นในการทำการค้าระหว่างประเทศจะใช้การขนส่งสินค้าทางทะเลในการส่งมอบสินค้า ซึ่งการขนส่งสินค้าทางทะเลนับว่ามีความสำคัญต่อการค้าระหว่างประเทศมากที่สุด และการขนส่งสินค้าทางทะเลนั้นได้วิวัฒนาการมาจากทางปฎิบัติของพ่อค้าที่ทำการค้าโดยทางเรือซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติและเกิดหลักกฎหมายระหว่างประเทศต่างๆ มากมาย รวมถึงการประกันทางทะเล

                 การประกันภัยทางทะเลนั้นเกิดขึ้นมาจากการปฎิบัติของพ่อค้าที่ทำการค้าทางเรือซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ในระยะแรกนั้นการประกันภัยทางทะเลเกิดขึ้นในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งกลุ่มประเทศในแถบนั้นมีการการค้าทางทะเลอยู่ และในการขนส่งสินค้าทางทะเลนั้นอาจจะมีภัยเกิดแก่สินค้าได้ทุกโอกาส เช่น สินค้าเสียหายเนื่องจากถูกน้ำเค็ม สูญหาย หรือชำรุดจากเหตุต่างซึ่งมีหลายปัจจัย จึงจำเป็นจะต้องมีอะไรมาป้องกันถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อสินค้า ซึ่งมีบางกลุ่มได้จัดทำการประกันภัยสินค้า และทำให้การค้าทางทะเลมีมากขึ้นเนื่องจากผู้ลงทุนกล้าลงทุนมากขึ้น และต่อมาอังกฤษได้เข้ามามีบทบาททางการค้าในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนซึ่งทำให้ การประกันภัยทางทะเลได้พัฒนาเป็นรูปธรรมมากขึ้น และในปัจจุบันนั้นการประกันภัยทางทะเลจึงเข้ามามีบทบาทต่อการค้าระหว่างประเทศซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

                 การประกันภัยทางทะเลนั้นเป็นสัญญาอย่างหนึ่งที่ทำขึ้นระหว่างผู้เอาประภัยและผู้รับประกันภัย โดยมีหลักฐานเป็นกรมธรรม์ประกันภัย โดยในหลายๆประเทศนั้นการประกันภัยนั้นก็ยังแตกต่างกันอยู่และบทบาทจากรัฐบาลในการควบคุมการประกันภัยระหว่างประเทศก็แตกต่างกันออกไป แต่โดยหลักสากลที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นกฎหมายของประเทศอังกฤษ คือ พระราชบัญญัติการประกันภัยทางทะเลของอังกฤษ The Marine Insurance Act ค.ศ.1906 ซึ่งประเทศไทยนั้นยังไม่มีพระราชบัญญัติการประกันภัยทางทะเลโดยเฉพาะแต่ผู้เขียนทราบว่ามีการร่างพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเลขึ้นแล้วในปัจจุบัน แต่ยังไม่มีการประกาศใช้ โดยร่างพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเลนั้น ได้ยึดหลักการสำคัญตาม พระราชบัญญัติการประกันภัยทางทะเลของอังกฤษ The Marine Insurance Act ค.ศ.1906 ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างสากลในปัจจุบัน

                 ประเภทของการประกันภัยทางทะเล
1. การประกันภัยตัวเรือ (Hull Insurance) คุ้มครองความเสียหายต่อตัวเรือรวมถึงเครื่องจักร เครื่องยนต์ อุปกรณ์เพื่อขนส่งสินค้าและที่เกี่ยวข้องกับการเดินเรือ จากอุบัติเหตุต่างๆ เช่น ภัยจากลมพายุ เรือชนกัน เรือชนหินโสโครก เป็นต้น
2. การประกันภัยสินค้า (Cargo Insurance) หรือสังหาริมทรัพย์อื่นที่มิใช่สินค้า เช่น ทรัพย์สินส่วนตัวของลูกเรือ ซึ่งเป็นการคุ้มครองสินค้าหรือทรัพย์สินอื่นที่เอาประกันภัยซึ่งอยู่ในระหว่างการขนส่งทางทะเล ภัยที่ได้รับการคุ้มครองขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ผู้เอาประกันภัยเลือก ซึ่งเป็นการประกันภัยเกี่ยวกับทรัพย์สิน

3. การประกันภัยค่าระวางเรือ ซึ่งจะแบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ

                 - ค่าระวางตามสัญญาเช่า ไม่ว่าจะเป็นรายเที่ยวเที่ยว กำหนดระยะเวลา หรือ การเช่าเหมาลำ โดยค่าระวางเรืออยู่ในภาวะที่เสี่ยงภัยหรืออาจไม่ได้รับค่าเช่าจากผู้เช่า หรืออาจเกิดความเสียหายสูญหาย หรือชำรุดบกพร่อง ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ

                 - ค่าระวางปกติ ได้แก่ ค่าบรรทุกสินค้า ค่าโดยสาร ค่านายหน้า ค่าจัดการตามปกติและรวมถึงเงินกำไรที่ได้จากการขนส่งสินค้าและขนส่งคนด้วย
4. การประกันภัยความรับผิด ซึ่งความรับผิดตามสัญญาประกันภัยทางทะเล สามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภท

                 - ความรับผิดของเจ้าของเรือเกี่ยวกับความบกพร่องของตัวเรือ หรืออุปกรณ์ของเรือ จนเกิดเป็นเหตุให้เกิดความรับผิดตามกฎหมาย เช่น ถังน้ำมันรั่วทำให้น้ำมันไหลลงทะเลทำให้เกิดมลพิษซึ่งต้องรับผิดตามกฎหมาย

                 - ความรับผิดของเจ้าของเรือต่อความเสียหายที่เกิดจากการเดินเรือ เช่น ประมาทเลินเล่อของเจ้าของเรือเป็นเหตุให้เรือชนกัน

                 - ความรับผิดของเจ้าของเรือต่อเจ้าของสินค้าที่บรรทุกในเรือ

                 - ความรับผิดของเจ้าของเรือต่อชีวิตและทรัพย์สินขิงนายเรือ ลูกเรือ คนประจำเรือ และคนโดยสาร รวมตลอดถึงการสูญเสียหรือสูญหายของทรัพย์สินส่วนตัวของบุคคลเหล่านั้น

                 หลักการสำคัญของการประกันภัยทางทะเล

  1. หลักความสุจริตอย่างยิ่ง มีความเกี่ยวข้องกับหน้าที่ของผู้เอาประกันภัยในการเปิดเผยข้อเท็จจริงให้ผู้ประกันภัยทราบ ซึ่งหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่รักษาความสุจริตอย่างยิ่งอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกล้างสัญญาประกะนภัยได้
  2. หลักส่วนได้เสีย บุคคลผู้มีสิทธิหรือมีส่วนได้ส่วนเสียที่อาจจะเอาประกันภัยทางทะเลได้ ผู้ที่จะเอาประกันภัยได้ต้องมีส่วนได้ส่วนเสียในเหตุที่เอาประกันภัย เช่น เจ้าของเรือ เจ้าของสินค้าหรือผู้รับขนส่ง เป็นต้น ใครเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสินค้าขณะเกิดความเสียหาย ผู้นั้นย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้บริษัทชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับตนเองได้
  3. หลักคำรับรอง ผู้ค้ำประกันภัยทางทะเลจำเป็นที่จะต้องมีความมั่นใจได้ว่าตนสามารถกำหนดขอบเขตความเสี่ยงภัยในการรับประกันภัย จึงมีการระบุ คำรับรองไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย คือ คำมั่นของผู้เอาประกันภัยที่รับว่าจะมีหรือไม่มีการกระทำบางอย่าง และ ผู้เอาประกันภัยจะต้องปฏิบัติตามคำรับรองอย่างเคร่งครัด
  4. หลักการชดใช้ สัญญาประกันภัยทางทะเลเป็นสัญญาเพื่อการชดใช้โดยผู้รับประกันภัย ตามวิธีการและขอบเขตของการชดใช้ที่ตกลงกันไว้ตามสัญญาประกันภัย

                 ในกรณีของประเทศไทยนั้นที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงร่างพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ซึ่งยังไม่มีผลบังคับใช้ปัจจุบันนั้น แม้ว่าในปัจจุบันประเทศไทยจะยังไม่มีกฎหมายเฉพาะว่าด้วยการประกันภัยทางทะเล แต่เมื่อคดีพิพาทเกิดขึ้นและมีการฟ้องคดีต่อศาล โดยศาลที่มีอำนาจรับคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับการประกันภัยทางทะเลไว้พิจารณาก็คือ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลก็มีหน้าที่ต้องรับคดีไว้พิจารณาพิพากษา เพราะศาลไม่มีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่รับคดีไว้พิจารณาหรือไม่พิพากษาได้เพราะเหตุที่ไม่มีกฎหมายไม่ได้ ดังนั้น ศาลจึงต้องหากฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งมาปรับใช้กับคดีด้วยวิธีการอุดช่องว่างของกฎหมายโดยการนำจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น บทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง หรือหลักกฎหมายทั่วไป มาใช้บังคับแล้วแต่กรณีตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 4 มาปรับใช้ซึ่งผู้งแต่งนำคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ตัดสินไว้เพื่อประกอบการทำความเข้าใจ

                 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 999/2496 กฎหมายทะเลของประเทศไทยในขณะนี้ยังไม่มี ทั้งจารีตประเพณีก็ไม่ปรากฎเมื่อเกิดมีคดีขึ้น จึงควรเทียบวินิจฉัย ตามหลักกฎหมายทั่วไป สัญญาประกันภัยทางทะเลทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ จึงควรยึดกฎหมายว่าด้วยการประกันภัยทางทะเลของประเทศอังกฤษเป็นกฎหมายทั่วไปเพื่อเทียบเคียงวินิจฉัย

                 ซึ่งถ้าในกรณีถ้ามีข้อตกลงให้นำบทบัญญัติกฏหมายของต่างประเทศมาบังคับใช้ เช่น พระราชบัญญัติการประกันภัยทางทะเลของอังกฤษ The Marine Insurance Act ค.ศ.1906 ก็จะต้องพิจารณาว่าบทบัญญัติดังกล่าวนั้นขัดต่อกฏหมายไทยและศาลไทยมีอำนาจอย่างไรในการพิจารณาหรือไม่อย่างใดดังจะกล่าวต่อไปนี้

                 แต่ทั้งนี้ เมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น ในสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศอาจเป็นข้อพิพาทที่มีประเด็นที่สำคัญหรือข้อเท็จจริงในต่างประเทศ ศาลไทยจึงต้องพิจารณาก่อนว่าจะต้องใช้กฎหมายของประเทศใดบังคับแก่สัญญานั้น ซึ่งจะต้องพิจารณาปัญหาว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย คือ                        พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 ซึ่งผู้เขียนได้อธิบายไว้โดยละเอียดพอสมควรแล้วในงานเขียน เรื่อง International Commercial Terms (Incoterms) และการบังคับใช้กับกฎหมายไทย ซึ่งเป็นงานเขียนชิ้นที่ 4 ของผู้เขียน ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์เดียวกัน  คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 5 บัญญัติว่า “ถ้าจะต้องใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับ ให้ใช้กฎหมายนั้นเพียงที่ไม่ขัด ต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแห่งประเทศสยาม”

                    มาตรา 13 บัญญัติว่า “ปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมายใดบังคับสำหรับสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญ หรือ ผลแห่งสัญญานั้นให้วินิจฉัยตามเจตนาของคู่กรณี ในกรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาชัดแจ้งหรือ โดยปริยายได้ ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติอันเดียวกัน กฎหมายที่จะใช้บังคับ ก็ได้แก่กฎหมายสัญชาติ อันร่วมกันแห่งคู่สัญญา ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติอันเดียวกันก็ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้น ได้ทำขึ้น
                    ถ้าสัญญานั้นได้ทำขึ้นระหว่างบุคคลซึ่งอยู่ห่างกันโดยระยะทาง ถิ่นที่ถือว่าสัญญา นั้นได้เกิดเป็นสัญญาขึ้นคือถิ่นที่คำบอกกล่าวสนองไปถึงผู้เสนอ ถ้าไม่อาจหยั่งทราบถิ่นที่ว่านั้นได้ ก็ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่จะพึงปฏิบัติตามสัญญานั้น
                    สัญญาย่อมไม่เป็นโมฆะ ถ้าได้ทำถูกต้องตามแบบอันกำหนดไว้ในกฎหมายซึ่ง ใช้บังคับแก่ผลแห่งสัญญานั้น”

                    ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 151 บัญญัติว่า “ การใดเป็นการแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมาย ถ้ามิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นไม่เป็นโมฆะ”

                    ซึ่งข้อตกลงเกี่ยวกับการประกันภัยทางทะเลถ้าเป็นข้อตกลงที่ไม่ขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนก็สามารถใช้บังคับได้

 

                 บทสรุป

                 ในทำการค้าระหว่างประเทศการขนส่งสินค้าทางทะเลนับว่ามีความสำคัญต่อการค้าระหว่างประเทศมากที่สุด ซึ่งผู้เขียนได้อธิบายถึงรูปแบบดังที่กล่าวมาข้างต้น และการใช้บังคับตามกฎหมายของประเทศไทยที่ยังมิได้มีพระราชบัญญัติการประกันภัยทางทะเลโดยเฉพาะมาบังคับใช้จึงต้องใช้หลักตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาปรับใช้และพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481

ข้อมูลอ้างอิงจาก

- บทความความรู้เบื้องต้น การประกันภัยทางทะเล ของ อ.สิททิกรณ์ ศิริจังสกุล

- คู่มือการศึกษากฎหมายการค้าระหว่างประเทศ จัดพิมพ์โดย สำนักอบรมศึกษากฎหมายเนติบัณฑิตยสภา พ.ศ. 2545

- หนังสือการประกันภัยทางทะเล ของ ประมวล จันทร์ชีวะ