ประวัติและความเป็นมาของธนาคารพาณิชย์


                ในสังคมสมัยโบราณ ประมาณ 3900 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีการดำเนินกิจการธนาคารในประเทศอียิปต์ประชาชนนำวัวมาฝาก และได้รับหลักฐานการฝากไว้ โดยที่วัวเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน หลักฐานการฝากจึงเป็นสิ่งมีค่าและกลายเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนด้วย

                ในแคว้นบาบิโลน (Babylone) ในอารามแดงแห่งอุรุก (Uruk) ซึ่งมีอายุประมาณ 3200-3400 ปีก่อนคริสตศักราช โดยที่อารามมีที่ดินกว้างขวาง นักบวชจึงให้เช่าที่ดินเพื่อทำการเกษตร นอกจากนี้ อารามยังมีสินทรัพย์จำนวนมากชึ่งมีผู้นำมาถวายอุทิศแก่เทพเจ้า นักบวชจึงนำมาออกหาผลประโยชน์อีกด้วย ต่อมาจึงมีการกู้ยืมเมล็ดพืชธัญญาหาร ให้ยืมปศุสัตว์ โดยมีการคิดค่าตอบแทน เมื่อกิจการธนาคารเจริญมากขึ้น พ่อค้าสามารถฝากสินทรัพย์ไว้กับอาราม และรับแผ่นดินเผาจารึกรายการ ที่ฝากไว้เป็นหลักฐานเพื่อนำไปขอเบิกจ่ายสินทรัพย์ที่ฝากไว้กับสาขาของอารามได้ หลังจากนั้นแล้วก็มีพวกอำนวยต่อการค้าและการธนาคาร จนกระทั่งเกิดสงครามคูเสดขึ้น การส่งอัศวินและทหารไปรบทำให้บรรดาเจ้าผู้คองแคว้นต้องการเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการสะสมกำลังอาวุธและเพื่อใช้ในสงคราม การให้กู้ยืมจึงเกิดขึ้น นอกจากนี้ บรรดาทหารที่ไปรบและถูกจับก็ต้องส่งเงินไปเป็นค่าไถ่ตัวก็ดีการส่งทรัพย์สินที่ยึดได้ในสงครามกลับประเทศก็ดี ทำให้เกิดมีการใช้บริการของธนาคารมากขึ้น กิจการธนาคารจึงฟื้นตัว หลังจากยุคนี้แล้วก็มีการส่งเงินและของมีค่าไปยังคริสต์จักรแห่งโรมมากขึ้น ทำให้ธุรกิจการธนาคารเอกชนในอิตาลีเจริญขึ้น ธนาคารที่มีชื่อเสียงได้แก่ ธนาคาร (Bank of Venice) ซึ่งตั้งขึ้นประมาณ ค.ศ.1157 รับจัดการหนี้ให้รัฐบาลที่กู้จากประชาชน ธนาคารนี้จึงไม่มีการใช้เช็คหรืออกตั๋วสัญญาใช้เงิน แต่ใช้รายการที่บันทึกในบัญชีโอนเงินจนใน ค.ศ. 1587 จึงได้รับฝากเงิน

                นอกจากนี้ ก็มีธนาคารแห่งบาเซโลน่า ตั้งขึ้นใน ค.ศ.1400 ธนาคารแห่งเจนัว ตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1407 ธนาคารแห่งอัมสเตอร์ดัมตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1609 ธนาคารเหล่านี้มีส่วนช่วยเหลือพวกพ่อค้าในกิจการค้าทำให้เมืองต่าง ๆ ได้กลายเป็นศูนย์กลางของการค้าในสมัยนั้น ธนาคารพวกนี้รับฝากเงินเหรียญ ทำการโอนเงินระหว่างบัญชีของธนาคาร กิจการธนาคารของแคว้นบาบิโลนเลิกไป เนื่องจากสงครามและอาณาจักรแตกแยกกัน

                ต่อมาประมาณ 400 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีธนาคารเกิดขึ้นในกรุงเอเธนส์และโรม ซึ่งเป็นเมืองที่มีความเจริญและร่ำรวยมากในขณะนั้น กิจการธนาคารยังคงเริ่มจากอารามเช่นกันโดยมีนักบวชชายหญิงเป็นผู้ดำเนินการ การรับฝากเงินและของมีค่าสวนใหญ่ก็เพื่อความปลอดภัยจากความไม่สงบในเมือง หรือจากภัยสงคราม มีการรับแลกเงิน การให้กู้ การออกตั๋วเงินตามจำนวนเงินที่ฝากไว้ การที่มีกฏหมายบางอย่างควบคุม ทำให้ธุรกิจธนาคารเพิ่มขึ้นทั้งที่เป็นเอกชนและของผู้ปกครองรัฐ จนมีธนาคารตั้งอยู่เกือบทุกมลฑลจนเมื่ออาณาจักรโรมสลายตัวลงภาวะการค้าเสื่อมลงกิจการธนาคารจึงเสื่อมตามไปด้วย


                ในสมัยกลาง เป็นระยะเวลาระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 4 จนถึง 14 นั้น เมื่ออำนาจการปกครองของอาณาจักรโรมันล่มสลาย ทวีปยุโรปจึงแตกแยกเป็นแคว้นต่าง ๆ อย่างมากมายและเกิดรบพุ่งขึ้น บรรดาผู้มีอำนาจที่ดิน ต่างก็สร้างป้อมปราสาท และสะสมกำลังทหารรวมทั้งอัศวินขึ้นทั่วไป กิจการธนาคารพาณิชย์ในประเทศอังกฤษนั้น ดูเหมือนพวกยิวเข้าไปอยู่ในประเทศอังกฤษในยุคของพระเจ้าวิลเลี่ยมผู้พิชิตเป็นผู้ดำเนินธุรกิจให้กู้ยืม โดยมีที่ดิน เพชร พลอย ของมีค่าเป็นประกันแต่คิดดอกเบี้ยสูงมาก เมื่อกษัตริย์และพวกขุนนางติดหนี้มากเข้าจึงขับไล่พวกยิวออกไปหลังจากนั้นช่างทองและตั้งโรงจำนำด้วย โดยประกอบอาชีพอยู่ที่ถนนลอมบาด บริเวณนี้จึงกลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินการธนาคารในเวลาต่อมา ในคริสต์สตวรรษที่ 17 ชาวลอมบาดทำธุรกิจเกี่ยวกับทองและของมีค่าอื่นๆมีที่เก็บเงินทองที่แข็งแรงมั่นคง จึงดำเนินธุรกิจรับฝากเงินทองของมีค่าและออกใบรับให้เรียกว่า Goldsmit’s Note ใบรับฝากนี้สามารถโอนกันได้โดยการสลักหลังและส่งมอบ ต่อมาจึงกลายเป็นบัตรธนาคาร (Bank Note) ที่ใช้ชำระหนี้ได้ พวกช่างทองมีประสบการณ์จากการดำเนินการว่า เงินทองที่นำมาฝากนั้นก็เพื่อความปลอดภัยจึงไม่ใคร่มีคนมาไถ่ถอนคืน จึงพากันเก็บบางส่วนไว้ สำหรับผู้ที่ต้องการจะถอนไปแล้วนำบางส่วนออกให้กู้และเรียกเก็บดอกเบี้ย โดยที่เป็นธุรกิจที่ดีมากพวกนายช่างทองมีความต้องการรับฝากเงินมากขึ้น จึงมีการเสนอให้ดอกเบี้ยฝากเงินด้วย ในที่สุดพวกช่างทองก็เลิกอาชีพเป็นช่าง หันมาประกอบอาชีพเป็นนายธนาคารแทนต่อมาเมื่อมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมในคริสต์ตวรรษที่ 18 ระบบธนาคารของประเทศอังกฤษจึงมีวิธีการพัฒนาวิธีการดำเนินงานและบริการด้านการเงินอย่างมากมายในยุคนั้น

                ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ธุรกิจธนาคารได้เริ่มนำเอาวิธีการดำเนินงานบางอย่างเข้ามาดำเนินงาน จนถือได้ว่าเป็นการกำเนิดของเทคนิคการธนาคารที่สมบูรณ์ในเวลาต่อมา ได้แก่ การรับฝากเงินประเภทต่าง ๆ การใช้เช็คสั่งจ่ายเงิน การออกตั๋วแลกเงินที่โอนกรรมสิทธิได้ การออกบัตรธนาคารที่เรียกว่า แบงค์ หรือ ธนบัตรในปัจจุบัน การรับซื้อตั๋วเงินทางการค้า เป็นต้น ด้วยเครื่องมือในการดำเนินธุรกิจดังกล่าว ประกอบเข้ากับระบบเศรษฐกิจแบบเปิด หรือเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ซึ่งทำให้ธนาคารมีอิสระในการดำเนินงานได้อย่างเต็มที่ ในกรอบของกฏหมายและระเบียบประเพณีของนายธนาคารที่ดีที่พึงปฏิบัติ จึงทำให้ธนาคารเข้ามามีฐานะเป็นตัวกลางและเป็นแหล่งเงินทุนระยะสั้นที่สำคัญ การพัฒนาเทคนิคการธนาคารของประเทศอังกฤษ ซึ่งได้ผลดีมีระเบียบการปฏิบัติและการควบคุมก็ได้กลายเป็นแบบฉบับการดำเนินงานธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบัน

ที่มา  http://www.econ.neu.ac.th/www/chapter/lesson08/detail04.htm