การจัดระบบเรตติ้งภาพยนต์ในประเทศไทยนั้น เป็นไปอย่างถูกต้องสมควร และเป็นสากลแล้วจริงหรือ ??

 

         การสื่ออารมณ์ของตนเองออกมาสู่ภายนอกให้ผู้อื่นได้รับรู้นั้นสามารถทำได้หลายวิธี การพูดการคุย การยิ้มแย้ม การแสดงออกทางหน้าตา การแสดงผลงานทางศิลปะ ก็เป็นหนึ่งในหลายๆวิธี การทำสื่อภาพยนตร์ออกมาสักเรื่องก็เช่นเดียวกัน นั่นย่อมเป็นการแสดงความต้องการของผู้กำกับ ผู้สร้างในการพยายามที่จะสื่อแสดงความคิด ความรู้สึก อารมณ์บางอย่างที่ต้องการนั้นออกมาสู่บุคคลภายนอก ซึ่งการทำภาพยนต์สักเรื่องนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย มีขั้นตอนต่างๆมากมาย สลับซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง เริ่มตั้งแต่การหาแรงบันดาลใจ การเริ่มต้นคิดภาพวาดฝัน การลงมือทำฝันเหล่านั้นให้เป็นจริง ด้วยการหาเงินทุน รวบรวมทรัพยากรมนุษย์ คัดเลือกนักแสดงที่เหมาะสมในการสื่ออารมณ์สำหรับเรื่องนั้นๆ ใช้เวลาออกกองนานนับปี กระบวนการตัดต่อภาพ และเสียง กระบวนการประชาสัมพันธ์ และอีกต่างๆมากมาย กว่าจะออกมาเป็นภาพยนตร์ดีๆให้พวกเราได้ดูสักเรื่อง แต่ปัญหาในสังคมกลับเกิดขึ้น เมื่อเราตีความคำว่า " ดี " และ " เหมาสม "ได้แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง จึงต้องเกิดการกำหนดเรตติ้ง เพื่อสร้างความเหมาะสมแก่ผู้ชมในวัยต่างๆที่จะเข้าชมในที่สุด

       ต้นฉบับของการจัดเรตติ้งภาพยนตร์ขึ้นบนโลกใบนี้นั้น เป็นของดินแดนแห่งภาพยนตร์ สหรัฐอเมริกานั่นเอง มีชื่อว่า "ระบบการจัดระดับภาพยนตร์เอ็มพีเอเอ"  (MPAA film rating system) โดย สมาคมภาพยนตร์อเมริกัน (Motion Picture Association of America) ดังจะสามารถพบเห็นการกำหนดเรตได้ตามเว็บไซต์ภาพยนตร์ โรงภาพยนตร์ ป้ายประชาสัมพันธ์ และสื่อโฆษณาต่างๆ การจัดเรตติ้งตามนี้ได้รับการยอมรับกันมากที่สุดในระดับสากล ซึ่งเราสามารถแบ่งการจัดเรตติ้งออกมาได้ดังนี้

เรต จี ( G = General )

Film rate g.gif

อนุญาตให้ทุกคนเข้าชมได้

ตัวอย่าง.. Finding Nemo, The Lion King, Madagasgar, A bug's Life, The Prince of Egypt

เรต พีจี ( PG = Parental Guidance )

Film rate pg.gif

อนุญาตให้ทุกคนเข้าชมได้ แต่แนะนำให้ เด็กและเยาวชน มีผู้ใหญ่ร่วมชมและคอยให้คำแนะนำ เพราะเนื้อหาบางส่วน อาจ ไม่เหมาะสมสำหรับเด็ก

ตัวอย่าง.. Shrek, Harry Potter,

เรต พีจี-13 ( PG-13 = Parental Guidance-13 )

Film rate pg13.gif

อนุญาตให้ทุกคนเข้าชมได้ แต่ เด็กต่ำกว่า 13 ปี ต้องมีผู้ใหญ่ร่วมชมและคอยให้แนะนำ เพราะเนื้อหาบางส่วน ไม่เหมาะสำหรับเด็กเล็ก

ตัวอย่าง.. Batman Begins, Star Wars, Titanic, Spiderman, James Bond 007, Rasie Your Voice, Finding Neverland, What A Girl Want, A Walk To Remember, Mean Girls, Monster In Laws, Laws Of Attraction

เรต อาร์ ( R = Restricted )

Film rate r.gif

เด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 17 ปี จะเข้าชมได้ ต่อเมื่อมีผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่ไปด้วยเท่านั้น ห้ามเข้าชมเพียงลำพัง เนื่องจากเนื้อหาประกอบไปด้วย ความรุนแรง ภาพสยดสยอง ภาษาไม่เหมาะสม หรือเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ

ตัวอย่าง.. Kill Bill, The Matrix, Troy, Resident Evil, Hannibal, The Passion Of Christ, Man On Fire, Sin City, The Davinci Code, Kung Fu Hustle, American Pie 

เรต เอ็นซี-17 ( NC-17 = No one 17 and under admitted )

Film rate nc17.gif

ไม่อนุญาตให้ เด็กอายุต่ำกว่า 17 ปี เข้าชม โดยเด็ดขาด เพราะภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น

ตัวอย่าง.. Saw, The Dreamer, The Brow Bunny, Last Tango In Paris, The Rule Of Attraction

 ภาพยนตร์ที่ยังไม่ได้กำหนดเรต

จัดให้เป็น เอ็นอาร์ (NR = Not Rated) หรือข้อความว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังไม่ได้กำหนดเรต (This film is not yet rated) อย่างไรก็ตาม ระดับนี้ ไม่นับเป็นระดับเรตอย่างเป็นทางการของสมาคมภาพยนตร์อเมริกัน

ซึ่งเมื่อมีการจัดเรตติ้งแล้วย่อมหมายถึง การเซ็นเซอร์ การตัดฉาก ตัดภาพบางตอนออกไป ซึ่งเป็นศัตรูร้ายที่สุดของวงการศิลปะแขนงนี้ก็ต้องถูกกำจัดออกไป ส่งผลดีต่อวงการภาพยนตร์ และสังคม เพราะ เด็กที่จะดูได้ก็ต้องมีผู้ใหญ่เข้าไปนั่งข้างๆด้วยเพื่อแนะนำ อีกทั้งการนำเซ็นเซอร์ การตัดฉากบางฉากออกไปนั้น ออกไปจากวงการ ก็เป็นการเคารพในสิทธิมนุษยชนของผู้จัดสร้าง ที่ปรารถนาที่จะถ่ายทอด สื่ออารมณ์บางอย่างออกไปสู่สังคมอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังเคารพสิทธิของผู้ชมที่ต้องการชมภาพยนตร์นั้นในฉบับแท้ ไม่มีการตัด หรือ ปรับปรุงโดยใครผู้อื่นที่ไม่ใช่เจ้าของภาพยนตร์ เสถียรภาพในวงการภาพยนตร์อเมริกา และสภาพของการเคารพสิทธิมนุษยชนด้านการกำหนดตนเอง พัฒนาตนเองไปในทางที่ถูกต้องสมควร เพื่อพัฒนาศักยภาพ ความสามารถ บุคลิกภาพอย่างสมควรจากการรับชมงานศิลปะจึงเกิดขึ้นอย่างมั่นคง

       ส่วนของไทยนั้นได้มีการนำแนวคิดดังกล่าวเข้ามามีบทบาท และเพิ่งจะมีการประกาศใช้พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2551 ที่ผ่านมานั้น  โดยกำหนดภาพยนตร์ไว้ 7 ประเภทคือ

  1. ภาพยนตร์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้และควรส่งเสริมให้มีการดู
  2. ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
  3. ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่13 ปีขึ้นไป
  4. ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่15 ปีขึ้นไป
  5. ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่18 ปีขึ้นไป
  6. ภาพยนตร์ที่ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า20 ปีดู (ยกเว้นผู้บรรลุนิติภาวะโดยการสมรส)
  7. ภาพยนตร์ที่ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร

ทั้งนี้โดยมีคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์เป็นผู้ตรวจพิจารณาและกำหนดประเภทภาพยนตร์ว่าอยู่ในประเภทไหน

     หากเราสังเกตให้ดีๆจะพบว่ามีความแตกต่างอยู่มากกับระบบที่ใช้กันอย่างเป็นสากล และได้รับการยอมรับกันมาเป็นเวลานาน เช่น การเพิ่มเรต "ส" หรือส่งเสริมให้ดู หรือ ภาพยนตร์ที่ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร นอกจากนี้ยังพบว่า เกิดช่องว่าง และข้อสังเกตมากมาย รวมทั้งความยากลำบากในการปฏิบัติในความเป็นจริงเช่น เราใช้เกณฑ์อะไรบอกว่า เด็กอายุ 13 15 ปี ควรดูอะไร ไม่ควรดูอะไร เป็นต้น นอกจากนี้เมื่อมีการใช้ระบบเรตติ้งแล้ว การเซ็นเซอร์ การตัดฉาก ตัดภาพ ก็ควรจะหายไป แต่หาเป็นจริงไม่ในประเทศไทย เพราะ การเซ็นเซอร์ การตัดฉาก การตัดภาพ ซึ่งส่งผลอย่างยิ่งใหญ่ในทางศิลปะ เพราะ การสื่อสารทางอารมณ์นั้น หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ผู้สร้างสรรค์ตั้งใจไว้ให้ผู้ชมดูไป สาระสำคัญอาจขาดหาย การแปลความหมายของเรื่องทั้งเรื่อง อาจผิดไปได้เพียงเพราะตัดสิ่งเล็กๆน้อยๆออกไปเพียงแค่อย่างเดียว อีกทั้งจะมีการเซ็นเซอร์ไปเพื่อประโยชน์อันใด ในเมื่อมีการจัดเรตติ้งแล้ว ผู้ใหญ่ที่ดูภาพยนต์ ก็ยังต้องมาดูฉากสูบบุหรี่ที่มีการเซ็นเซอร์ หรือแม้แต่การไม่สามารถดูฉากบางฉาก ฟังคำบางคำ ที่แท้จริงแล้วผู้ใหญ่สามารถดู ฟงได้ เช่น เลิฟซีน คำสบถ เป็นต้น

       สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องการสื่อคือ เหตุใดคนกลุ่มเดียวจึงสามารถกำหนด จำกัดสิทธิในการดูชมภาพยนตร์ งานศิลปะแขนงนี้ของประชาชนทั่วไปได้ เกณฑ์การพิจารณาของคนกลุ่มนี้มีมาตรฐานแล้วหรือ มีมากเพียงใด การกระทำเช่นนี้ละเมิดสิทธิมนุษชนของประชาชนที่ตั้งตารอดูภาพยนตร์เหล่านี้มาเป็นเวลานานหรือไม่ ภาพยนตร์บางเรื่องของคนไทย ไม่สามารถฉายในแผ่นดินเกิดได้ แต่กลับไปได้รับรางวัลมากมายในต่างแดน ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะต้องคิด ทบทวนกันใหม่อีกรอบว่า การจัดเรตติ้งในประเทศไทยนั้น ถูกต้องสมควรแล้วหรือ เป็นสากลแล้วหรือยัง และเข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนส่วนมากในประเทศหรือไม่ เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาที่ไม่สามารถแก้ได้ ซึ่งถ้าใช้ความจริงใจ และความเข้าใจซึ่งกันและกัน เอาใจเขามาใส่ใจเราแล้ว ก็จะพบทางออกสู่แสงสว่างได้ไม่ยาก

 

สวัสดี ...