แม้ว่าสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นสิทธิที่มนุษย์ทุกคนมีมาแต่เกิดจะถูกนิยามขึ้นเพื่อก่อให้เกิดอิสรเสรีภาพที่เท่าเทียมกันระหว่างมนุษย์และเพื่อให้มนุษย์ปฏิบัติต่อกันอย่างเคารพ  แต่อย่างไรก็ตามมนุษย์บางคนกลับใช้สิทธิมนุษยชนอย่างไม่ค่อยจะถูกต้องนัก 
             สิทธิมนุษยชนถูกตีความและนำไปใช้ปฏิบัติให้เกิดความขัดแย้งต่อกันนำไปสู่การเกิดสงคราม  มนุษย์บางคนหรือบางกลุ่มนำหลักสิทธิมนุษยชนไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง  มีการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อหลักสิทธิมนุษยชนโดยยึดถือเอาความคิดว่าตนเป็นฝ่ายที่ถูกต้อง  มนุษย์มักยึดเอาผลประโยชน์ส่วนตนเป็นหลักก่อให้เกิดความขัดแย้งที่เป็นภัยคุกคามต่อชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  ดังจะเห็นได้จากการแข่งขันทางการเมืองและเศรษฐกิจ  สงคราม  รวมถึงการที่บางประเทศสะสมอาวุธเพื่อใช้ในการทำสงคราม  นอกจากนี้ปัญหาความไม่เสมอภาคยังคงมีอยู่ในสังคมดังจะเห็นได้จากลัทธิทุนนิยมที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างชัดเจน
            ปัญหาดังกล่าวอาจแก้ไขโดยการที่มนุษย์ในสังคมปฏิบัติต่อกันด้วยความรักและเมตตาจิต  และมนุษย์ควรใช้สติปัญญาพิจารณาว่าควรปฏิบัติต่อกันอย่างไรเพื่อรักษาเสรีภาพของตนในขณะเดียวกันก็ไม่ทำลายเสรีภาพของผู้อื่น
             แต่อย่างไรก็ตามจิตใจของมนุษย์อยู่เหนือการควบคุมการกระทำดีหรือชั่วทั้งหลาย  ทำให้หลักการปฏิบัติเรื่องสิทธิมนุษยชนอาจโน้มเอียงต่อการทำความดีหรือความชั่วได้ตามสภาวะจิตใจของบุคคลนั้น  ดังนั้นหลักความคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนจึงควรได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ปราศจากอคติอันคับแคบและแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเช่นเดียวกับจิตใจมนุษย์โดยใช้หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้า  เพื่อที่มนุษย์จะได้ละเว้นจากการทำความชั่วและมุ่งทำความดี
              พุทธศาสนาถือเป็นศาสน์ในการดำรงชีวิตอย่างหนึ่ง  เป็นเครื่องชี้ทางที่นำไปสู่ขบวนการปฏิรูปสังคมให้เกิดเสรีภาพและความยุติธรรมโดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการนำมนุษย์ไปสู่การหลุดพ้น
               ทฤษฎีวิวัฒนาการที่กล่าวว่า “การหลุดพ้นจากพลังของธรรมชาติและจากอำนาจครอบงำของอภิสิทธิ์ชนหรือกลุ่มอภิสิทธิ์  จึงต้องไปด้วยกันถึงจะเป็นเครื่องแสดงถึงความก้าวหน้าของมนุษยชาติ”  เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์เป็นอิสระจากพลังงานธรรมชาติมากขึ้นตามลำดับซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดทางพุทธศาสนาที่ถือว่าชีวิตขึ้นอยู่กับภาวะผันผวนทางกายภาพอันได้แก่  การเกิด  แก่  เจ็บตาย  จากการเกิดขึ้นของชีวิตเอง  อาจกล่าวได้ว่า  การหลุดพ้นและเสรีภาพที่แท้จริงคือการหลุดพ้นและเสรีภาพที่มาจากภายในของมนุษย์และในความสัมพันธ์ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง
               ตามทัศนะทางพุทธศาสนา  แม้มนุษย์ทุกคนจะเกิดมามีอิสระและเสรีภาพ  แต่อัตตาและอกุศลมูลสามประการ  อันได้แก่  โลภ โกรธ หลง  ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์เองเป็นตัวขัดขวางมิให้มนุษย์บรรลุถึงเสรีภาพที่แท้จริง  อีกทั้งพุทธศาสนายังมองว่าคนเราอาจไม่ได้เกิดมาเท่าเทียมกันทั้งด้านร่างกายและจิตใจ   เนื่องจากคนเราไม่สามารถเรียนรู้หรืออยู่เหนืออัตตาเพื่อที่จะได้เป็นเสรีอย่างทัดเทียมกันดังจะเห็นได้จากคำสอนของพระพุทธเจ้าที่กล่าวถึงบัวสี่เหล่า
               นอกจากนี้แนวความคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในปัจจุบันยังเป็นเพียงการรองรับสิทธิและเสรีภาพในความทะยานอยากและช่วงชิงสิ่งที่พุทธศาสนามองว่าเป็นภาพลวงตาและอนิจจังเท่านั้น  ดังนั้นสิทธิมนุษยชนจึงถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดเพื่อจุดประสงค์ในการปกป้องรักษาตนเอง  หรือกระทำสิ่งต่างๆตามใจชอบเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตนต้องการหรือที่ร้ายแรงที่สุดอาจรวมถึงการทำลายเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง
               คุณธรรมทางพุทธศาสนาคือความรู้ซึ่งเป็นแนวทางนำไปสู่คุณค่าที่แท้จริงของมนุษย์  ความรู้หรือการตื่นขึ้นมารู้จักตนเองเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่จะทำให้เราออกไปจากอัตตาหรือการยึดมั่นในตนเองเพื่อที่คนเราจะสามารถดำรงชีวิตได้อย่างอิสระและหลุดพ้นจากการครอบงำโดยสิ่งอื่นอย่างแท้จริง
               ทางด้านปมการแบ่งแยกส่วนที่เหนือกว่าหรือด้อยกว่าเป็นปัญหาที่มีมาช้านานแล้วในสังคม  แต่ในทางพุทธศาสนามนุษย์จะสามารถบรรลุความสมบูรณ์ของมนุษย์ได้โดยไม่มีการแบ่งแยกในเรื่องของชนชั้น   เชื้อชาติ  และเพศ  ดังนั้นปัญหาเรื่องการแบ่งแยกดังกล่าวจึงเป็นทุกข์ที่มนุษย์จะต้องกำจัดออกไป
               พุทธศาสนายังให้คุณค่าในเรื่องความรู้จักพอประมาณหรือทางสายกลาง  และมุ่งไปสู่การดับทุกข์และการหลุดพ้นจากตัวตนที่เป็นอนิจจัง  การหลุดพ้นจากตัวตนเพื่อแสวงหาตัวตนที่แท้จริงนั้น  จะกระทำสำเร็จและบรรลุผลได้ก็แต่โดยความพยายามและกรรมของแต่ละบุคคลโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการบังคับบัญชาหรือการควบคุมจากภายนอก  อย่างมากที่สุดคนเราอาจต้องการเพียงแค่การชี้แนะแนวทางในการคิด  สิทธิบังคับไม่ว่าในรูปแบบใดก็เป็นที่รังเกียจสำหรับพุทธศาสนา
               หลักความหลุดพ้นเป็นแนวความคิดในเรื่องสิทธิมนุษยชนของทฤษฎีวิวัฒนาการที่สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายสูงสุดของพุทธศาสนา  แต่พุทธศาสนามองได้ไกลและลึกซึ้งกว่าโดยมองเข้าไปถึงความหลุดพ้นจากตัวตนที่เป็นอนิจจังไปสู่ตัวตนที่แท้จริงไม่เพียงแต่หลุดพ้นจากการครอบงำภายนอกเท่านั้น  จึงถือได้ว่าพุทธศาสนาเป็นศาสน์แห่งการดำรงชีวิตที่มีคุณค่าและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง  หากเรานำหลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนามาปรับใช้ควบคู่กับหลักเกณฑ์สิทธิมนุษยชนที่มีอยู่คงทำให้มนุษย์สามารถรักษาสิทธิและเสรีภาพของตนได้โดยไม่กระทบสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นซึ่งการปฏิบัติต่อกันโดยเคารพซึ่งกันและกันนี้จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสิทธิมนุษยชนที่ต้องการให้สังคมโลกเกิดสันติภาพและความเจริญก้าวหน้าขึ้นในสังคมระหว่างประเทศในท้ายที่สุด

 

อ้างอิงจาก

เสน่ห์  จามริก. พุทธศาสนากับสิทธิมนุษยชน. พิมพ์ครั้งที่1. กรุงเทพฯ:สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, 2545.