สรุปบทความที่ 1 การจัดการความรู้คืออะไร

การจัดการความรู้ หรือ Knowledge Management (KM) คือ เป็นเครื่องมือที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยแต่ละบุคคลมีความรู้ที่อยู่ในตัวเอง ซึ่งแบ่งความรู้เป็น 2 ประเภท คือ 1. ความรู้เด่นชัด (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่อยู่ในรูปแบบที่เป็นเอกสาร หรือ วิชาการ เช่น ตำรา คู่มือการปฏิบัติงาน จะเน้นไปที่การเข้าถึงแหล่งความรู้  ตรวจสอบ และตีความได้ เมื่อนำไปใช้แล้วเกิดความรู้ใหม่ และ 2. ความรู้ซ่อนเร้น/ความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่แฝงในตัวคน เป็นการสะสมประสบการณ์ที่ยาวนาน ภูมิปัญญา  จะเน้นไปที่การจัดเวทีเพื่อให้มีการแบ่งปันความรู้ที่อยู่ในตัวผู้ปฏิบัติ ทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน อันนไปสู่การสร้างความรู้ใหม่ ที่แต่ละคนสามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงานได้ต่อไป

 

สรุปบทความที่ 2 การจัดการความรู้คืออะไร ไม่ทำ-ไม่รู้

การจัดการความรู้เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพงาน ความรู้แบ่งเป็น 2 ยุค

    -  ความรู้ยุค 1 เป็นความรู้ที่สร้างขึ้นโดยนักวิชาการ

    -  ความรู้ยุด 2 เป็นความรู้ที่ผูกพันอยู่กับงานหรือกิจกรรมของบุคคลและองค์กร

เป้าหมายของการจัดการความรู้

    1. เพื่อพัฒนางาน ให้มีคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ยิ่งขึ้น

    2. เพื่อการพัฒนาคน คือ พัฒนาผู้ปฏิบัติงาน

    3. เพื่อการพัฒนา "ฐานความรู้" ขององค์กรหรือหน่วยงานเป็นการเพิ่มทุนความรู้หรือปัญญาขององค์กร

ความรู้ คือ สิ่งที่อยู่ในตัวเรา และไม่มีวันหมดไป  โดยแบ่งความรู้เป็น 4 ระดับ คือ know-what , know-how, know-why, และ care-why ความรู้สามารถจำแนกได้เป็น 5 กลุ่ม คือ Artefact หมายถึง ความรู้ที่ฝังในตัวคน , Skill หมายถึง ทักษะที่เกิดจากการปฏิบัติงาน , Heuristics หมายถึง กฎแห่งสามัญสำนึก หรือเหตุผลทั่วๆ ไป , Experience หมายถึง  ประสบการณ์จากการได้ผ่านงานหรือกิจการมาก่อน ,Talent หรือ Natural talent หมายถึง พรสวรรค์

การจัดการความรู้เป็นกระบวนการที่ดำเนินการร่วมกันโดยผู้ปฏิบัติงานในองค์กรหรือหน่วยงานย่อยขององค์กร เพื่อสร้างและใช้ความรู้ในการทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ดีขึ้นกว่าเดิม

หลักการสำคัญของการจัดการความรู้

1. ให้คนหลากหลายทักษะ หลากหลายวิธีคิด ทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์

2. ร่วมกันพัฒนาวิธีทำงานในรูปแบบใหม่ๆ ประกอบด้วย 4 ประการ คือ

    -  การตอบสนองความต้องการ

    -  นวัตกรรม

    -  ขีดความสามารถ

    -  ประสิทธิภาพ

3. ทดลองและเรียนรู้

4. นำเข้าความรู้จากภายนอกอย่างเหมาะสม

การจัดการความรู้อย่างง่ายมีอยู่ 3 วิธี

1. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากวิธีการทำงานแบบ Best Practice

2. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ใน "ชุมชนนักปฏิบัติ"

3. วงจรแลกเปลี่ยนเรียนรู้ยกกำลังสาม บวก คว้า

สรุปคือ การจัดการความรู้เป็นเครื่อมือระดมความรู้ในคนและความรู้ในกระดาษ ทั้งที่เป็นความรู้จากภายนอก และความรู้ของกลุ่มผู้ร่วมงาน เอามาใช้งาน และยกระดับความรู้ของบุคคล ของกลุ่มผู้ร่วมงาน และขององค์กร ทำให้งานมีคุณภาพสูงส่ง พนักงานเป็นบุคคลเรียนรู้และองค์กรเป็นองค์กรเรียนรู้ การจัดการความรู้เป็นทักษะสิบส่วน เป็นความรู้เชิงทฤษฎีเพียงส่วนเดียว การจัดการความรู้จึงอยู่ในลักษณะ "ไม่ทำ-ไม่รู้"

 

สรุปบทความที่ 3 โมเดลการจัดการความรู้สู่บริบทสังคมไทย

โมเดลการจัดการความรู้แบบต่างๆ ที่นำมาปรับให้เข้ากับบริบทไทย คือ "โมเดลปลาทู" ซึ่งพัฒนาไปสู่ "โมเดลฝูงปลาตะเพียน"

โมเดลปลาทู แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนหัวปลา หรือส่วนของเป้าหมายของการจัดการความรู้ , ส่วนตัวปลา หรือส่วนของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และส่วนหางปลา หรือตัวคลังความรู้ โดยตัวทูตัวเดียว ก็เหมือนกับการจัดการความรู้ของหน่วยงานเดียว

โมเดลปลาตะเพียน กรณีที่เป็นองค์กรใหญ่ที่ประกอบด้วยหน่วยงานย่อยๆ ภายในองค์กร ก็จะเหมือนกันปลาตัวเล็กหลายๆ ตัวที่แต่ละตัวก็เป็นการจัดการความรู้ของแต่ละหน่วยงานที่ต้องเชื่อมโยงและรวมตัวกันเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรใหญ่หรือปลาตัวใหญ่ด้วยคล้ายกับ "โมบายปลาตะเพียน" เป็นฝูงปลาที่หันหน้าไปในทิศเดียวกัน มีเป้าหมายใหญ่ไปในทิศเดียวกัน และมีความเพียรที่จะว่ายไปในกระแสนำที่เปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลา