การแต่งกายประจำภาคใต้

ภาคใต้
            ภาคใต้   มีภาษาพูดประจำถิ่นที่ห้วนๆ  สั้นๆ เป็นเอกลักษณ์ เรียกว่า “ภาษาใต้หรือแหลงใต้”   ส่วนกลุ่มคนที่อยู่แถบชายแดนไทย-มาเลเซีย นิยมพูด ภาษายาวี หรือภาษามาเลเซีย
            ตัวอย่างภาษาพูดภาคใต้ เช่น แหลง (พูด)    หร๋อย (อร่อย)    ทำไหร๋ (ทำอะไร) บางท้องถิ่นใช้ภาษายาวี เพราะนับถือศาสนาอิสลาม
            การแต่งกายภาคใต้ ภาคนี้มีการแต่งกายต่างกันตามเชื้อชาติ ถ้าเชื้อสายจีนจะแต่งแบบจีน ถ้าเป็นชาวมุสลิม ก็จะแต่งคล้ายกับชาวมาเลเซีย

ปัจจุบันแหล่งทำผ้าแบบดั้งเดิมนั้นเกือบจะสูญหายไป คงพบได้เฉพาะ 4 แหล่งเท่านั้นคือ ที่ตำบลพุมเรี้ยง จังหวัดสุราษฎร์ธานี , อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช , เกาะยอ จังหวัดสงขลา และตำบลนาหมื่นศรี จังหวัดตรัง
การแต่งกายของชาวใต้

     การแต่งกายนั้นแตกต่างกันในการใช้วัสดุ และรูปแบบโดยมีเอกลักษณ์ไปตามเชื้อชาติ ของผู้คนอันหลากหลายที่เข้ามาอยู่อาศัยในดินแดนอันเก่าแก่แห่งนี้พอจำแนกเป็น

กลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้
ี้
     1. กลุ่มเชื้อสายจีน – มาลายู เรียกชนกลุ่มนี้ว่ายะหยา หรือ ยอนย่า เป็นกลุ่มชาวจีน เชื้อสายฮกเกี๊ยนที่มาสมรสกับชนพื้นเมืองเชื้อสายมาลายู ชาวยะหยาจึงมีการแต่งกายอันสวยงาม ที่ผสมผสาน รูปแบบของชาวจีนและมาลายูเข้าด้วยกันอย่างงดงาม ฝ่ายหญิงใส่เสื้อฉลุลายดอกไม้ รอบคอ,เอว และปลายแขนอย่างงดงาม นิยมนุ่งผ้าซิ่นปาเต๊ะ ฝ่ายชายยังคงแต่งกาย คล้ายรูปแบบจีนดั้งเดิมอยู่

วัฒนธรรมการแต่งกายในภาคใต้ (2)

วันที่เอกสารถูกสร้าง: 
07/08/2008
ที่มา: 
พิพิธภัณฑ์ผ้า มหาวิทยาลัยนเรศวร http://www.thaitextilemuseum.com

วัฒนธรรมการแต่งกายในภาคใต้ (2)

ผ้าทอพุมเรียง

เป็นผ้าที่ทอจากอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานีในปัจจุบันผู้ทอส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม เชื่อกันว่าแต่เดิมเป็นการทอใช้เองภายในครัวเรือน นิยมใช้เส้นฝ้ายล้วน แต่อาจผสมเส้นไหมบ้างสำหรับผ้าที่ต้องการความแวววาว ใช้วิธีทอแบบยกดอกนิยมนำไปตัดเป็นผ้านุ่งสำเร็จ เนื่องจากตัวซิ่นใช้ด้วยสีล้วนทอจึงทำให้สีดูสดช่วยขับลายเชิงให้เด่นขึ้นลักษณะลวดลายเลียนแบบธรรมชาติเช่นกัน เช่นดอกพิกุล ดอกบัว ดอกมะลิ ลายก้านแย่ง

     
ผ้าทอพุมเรียง     
 

ผ้าหางกระรอก

เป็นชนิดของผ้าทอที่สร้างชื่อชนิดหนึ่งของภาคใต้และในภาคอีสานแถบจังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์ จุดเด่นของผ้าหางกระรอกอยู่ที่การใช้เส้นด้ายสีต่างกันฝั้นเป็นเกลียวผสมในการทอ ทำให้แลดูคล้ายขนของตัวกระรอก สมัยโบราณนิยมใช้เส้นยืนไหมล้วนและใช้เส้นพุ่งไหม 2 สีต่างกันเช่นน้ำเงิน-ขาวฟั่นเป็นเกลียวก่อนทอ ปัจจุบันใช้ด้ายใยสังเคราะห์ผสมกับเส้นไหมวิทยาศาสตร์การใช้เส้นใยผสมช่วยเพิ่มความหลากหลายแก่เนื้อผ้า ให้ความเหนียวและความมันวาวกับผืนผ้าซึ่งนิยมนำมาใช้ทำเป็นผ้านุ่ง ผ้าโจงกระเบน อย่างไรก็ดี ผ้าหางกระรอกซึ่งทอด้วยเส้นใยผสมที่มีเนื้อผ้าแน่นก็อาจมีปัญหาต่อการสวมใส่  เพราะมีการถ่ายเทอากาศได้ไม่ดีเท่ากับผ้าที่ทอด้วยเส้นใยธรรมชาติ ในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาชาวพม่านิยมใช้ผ้าหางกระรอกเป็นโสร่งสำหรับงานพิธีสำคัญและนิยมสั่งซื้อจากกรุงเทพฯ อยู่ระยะหนึ่ง

ผ้าปาเต๊ะ

สำหรับชาวใต้โดยทั่วไปไม่นิยมสวมเสื้อผ้าที่ผลิตด้วยใยไหม เว้นแต่จะเป็นโอกาสพิเศษเท่านั้นในเวลาทั่วไปจะนิยมสวมเสื้อผ้าเนื้อบางเบาแต่มีลายสีสันฉูดฉาด โดยเฉพาะผ้าย้อมสีที่เรียกว่า ผ้าปาเต๊ะ เป็นที่นิยมแพร่หลายตามคาบสมุทรภาคใต้ชาวมลายู จนกระทั่งถึงชาวหมู่เกาะชวา หมู่เกาะสุมาตรา และฟิลิปปินส์

ผ้าปาเต๊ะเป็นผ้าฝ้ายเนื้อบางเบานำมาเขียนลายด้วยขี้ผึ้ง แล้วใช้สีย้อมภายในกรอบเส้นขี้ผึ้งจะให้ลายชัดเจนกว่าการมัดย้อม ส่วนใหญ่นิยมใช้ทำผ้านุ่ง ผ้าโสร่ง ตัดเสื้อ และใช้เป็นผ้าปูนั่ง หรือผ้าคลุมต่าง

    

ผ้าปาเต๊ะ 

 

 

ผ้าทอปัตตานี

เมืองปัตตานีมีผ้ามัดหมี่คล้ายคลึงกับผ้าสมปักปูมของเขมรมาก ส่วนใหญ่ทอด้วยไหมละเอียด ลวดลายกระเดียดไปทางผ้ามาเลย์และชวามีเทคนิคหลากหลาย นอกจากนี้ ยังมีผ้าโสร่งไหมที่วิจิตรสวยงามมากคล้ายๆ โสร่งอีสาน

    

 

     
ผ้าทอปัตตานี

ต้นฉบับ : http://www.thaitextilemuseum.com/HOME/NaNa/SOUTHERN/SOUTHERN1/southern1....


<- ย้อนกลับไปที่หน้า รวม link การแต่งกายของคนไทย ข้อมูลจาก พิพิธภัณฑ์ผ้า มหาวิทยาลัยนเรศวร 


     2. กลุ่มชาวไทยมุสลิม ชนดั้งเดิม ของดินแดนนี้นับถือศาสนาอิสลาม และมี เชื้อสายมาลายู ยังคงแต่งกายตามประเพณี อันเก่าแก่ฝ่ายหญิงมีผ้าคลุมศีรษะ ใส่เสื้อผ้ามัสลิน หรือลูกไม้ตัวยาวแบบมลายูนุ่งซิ่นปาเต๊ะ หรือ ซิ่นทอแบบมาลายู ฝ่ายชายใส่เสื้อคอตั้ง สวมกางเกงขายาว และมีผ้าโสร่งผืนสั้น ที่เรียกว่า ผ้าซองเก็ต พันรอบเอวถ้าอยู่ บ้านหรือลำลองจะใส่โสร่ง ลายตารางทอด้วยฝ้าย และสวมหมวกถักหรือ เย็บด้วยผ้ากำมะหยี่

     3. กลุ่มชาวไทยพุทธ ชนพื้นบ้าน แต่งกายคล้ายชาวไทยภาคกลาง ฝ่ายหญิงนิยมนุ่งโจงกระเบน หรือ ผ้าซิ่นด้วย ผ้ายกอันสวยงาม ใส่เสื้อสีอ่อนคอกลม แขนสามส่วน ส่วนฝ่ายชายนุ่งกางเกงชาวเล หรือ โจงกระเบนเช่นกัน สวมเสื้อผ้าฝ้ายและ มีผ้าขาวม้าผูกเอว หรือพาดบ่าเวลาออกนอกบ้านหรือไปงานพิธี
 
ประเพณีการแต่งกายของชาวปัตตานี

            โดยทั่วไปชาวบ้านโดยทั่วไป ทั้งผู้ที่นับถือศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม มีความนิยมเหมือนกัน คือ การนุ่งผ้าถุงหรือโสร่ง คนปัตตานีนิยมนุ่งผ้าถุงหรือโสร่งทั้งหญิงและชาย ผู้ชายนุ่งผ้าโสร่งลายตาหมากรุก ผู้หญิงนิยมนุ่งผ้าโสร่งปาเต๊ะ เสื้อก็สวมเสื้อที่หาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป ในความนิยมที่เหมือนกันก็จะมีความแตกต่างที่เห็นได้ชัด ระหว่างผู้ที่นับถือศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม คือ ผุ้หญิงมุสลิมเมื่ออกจากบ้านจะแต่งกายแบบมิดชิด ใช้เสื้อแขนยาวและมีผ้าคลุมศรีษะ(กายกูบง) ผู้ชายเมื่ออกจากบ้านจะนุ่งผ้าโสร่ง สวมเสื้อแขนยาวและจะมีผ้าโพกศรีษะ(ผ้าตรือแบ หรือซือแบ) หากไม่ใช้ผ้าโพกศรีษะก็จะใช้หมวกที่เรียกว่า กาปีเยาะ หรือซอเก๊าะ

                        ผู้หญิงมุสลิม นิยมนุ่งผ้าปาเต๊ะ สวมเสื้อบานง หรือบายอ หรือกุรง หรือเสื้อประเภทท่อนที่ตัดเย็บแบบสากลหรือเสื้อยืด ถ้าอยู่กับบ้านจะไม่ใช้ผ้าคลุมศรีษะ เมื่ออกจากบ้านจึงจะคลุมศรีษะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฐานะ วัย และการศึกษาของแต่ละบุคคล ส่วนผู้ชายนิยมสวมเสื้อตือโละบางอ ลักษณะมีลักษณะเป็นเสื้อคอกลมอาจมีคอตั้งแบบคอจีน ผ่าหน้าครึ่งหนึ่ง ติดกระดุมโลหะ ๓ เม็ด แขนเสื้อทรงกระบอกกว้างยาวจดข้อมือแต่พับชายขึ้นมาเล็กน้อย สวมกางเกงยาวแบบสากล สวมหมวกซอเก๊าะที่ทำด้วยกำมะหยี่สีต่างๆ หรืออาจสวมหมวกกะปิเยาะซึ่งเป็นทรงกลม ในวันนักขัตฤกษ์ หรือวันสำคัญทางทางศาสนาอิสลามชายมุสลิมในท้องถิ่นนี้อาจจะแต่งกายที่เรียกว่า สลีแน ลักษณะเหมือนชุดประจำชาติมาเลเซีย(ชุดเกอบังซาอัน) ชุดสลีแน ประกอบด้วยเสื้อตือโละบลางอมีลักษณะเป็นเสื้อคอกลมอาจมีคอตั้งแบบคอจีน ผ่าหน้าครึ่งหนึ่ง ติดกระดุมโลหะ ๓ เม็ด แขนเสื้อทรงกระบอกกว้าง ยาวจดข้อมือ แต่พับชายขึ้นมาเล็กน้อยนุ่งกับกางเกงจีน มีผ้าซอแก๊ะขนาดสั้นกว่าใช้เป็นผ้านุ่งของผู้หญิงนุ่งทับกางเกงให้ยาวเหนือเข่า อาจเหน็บกริชที่เอว และใช้สตาแงโพกศรีษะ (เป็นผ้าโพกศรีษะที่พับเป็นรูปต่างๆ)

            เสื้อบานง (ภาษามลายูกลางเรียกว่า บันดง) เป็นเสื้อคอวีผ่าหน้าตลอด กลัดด้วยเข็มขัด ตัวเสื้อเน้นรูปทรง แขนยาวรัดรูปจรดข้อมือ ชายเสื้อตรงหรือแหลมเล็กน้อย ต่อมาประยุกต์เป็นอีกแบบหนึ่งคือ เสื้อคอวีลึกปิดทับด้วยลิ้นผ้าสามเหลี่ยม (เสื้อแบบนี้เรียก บานงแมแด) เป็นเสื้อที่ได้รับอิทธิพลจากอินโดนีเซีย นิยมใช้ผ้าลูกไม้ ผ้ากำมะหยี่ ผ้าต่วน หรือผ้าชีฟองตัดเสื้อ ใช้นุ่งกับผ้าถุงธรรมดา หรือผ้าซอแกะ

ที่มา สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี

 
 
ลักษณะทั่วไปของประชากรในภาคใต้

                     ๑.จำนวนประชากร
                     ประชากรในภาคใต้มีประมาณ ๘ ล้านคน ตั้งถิ่นฐานอยู่หนาแน่นในบริเวณที่ราบชายฝั่งตะวันออกของคาบ สมุทรภาคใต้ จังหวัดที่มีจำนวนประชากรมากเกินล้าน ได้แก่ จ.นครศรีธรรมราชและสงขลา ส่วนจังหวัดที่มีประชากร น้อยที่สุดของภาคใต้ ได้แก่ จ.ระนอง ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีประชากรน้อยที่สุดในประเทศไทยด้วย

                     ๒.ความหนาแน่นของประชากร
                     จังหวัดที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นเกิน ๑๐๐ คนต่อตารางกิโลเมตร ส่วนมากจะอยู่บริเวณที่ราบชายฝั่ง ตะวันออก เช่น ปัตตานี สงขลา นราธิวาส พัทลุง นครศรีธรรมราช ยกเว้น จ.ภูเก็ต ที่อยู่ชายฝั่งตะวันตก ซึ่งมีประชากร หนาแน่นที่สุดของภาคนี้

                     ลักษณะประชากรทางด้านวัฒนธรรมและสังคม
                     ประชากรส่วนใหญ่ของภาคใต้มีลักษณะทางวัฒนธรรมและสังคมเช่นเดียวกับประชากรส่วนใหญ่ของประ เทศไทย แต่บริเวณภาคใต้ตอนล่างมีประชากรที่มีเชื้อชาติ ศาสนาและภาษาแตกต่างไปบ้าง

                     ๑.เชื้อชาติ
                     ในดินแดนภาคใต้ของไทยนี้เป็นที่อยู่อาศัยของชาวไทย ซึ่งจำแนกตามลักษณะเด่นได้ดังนี้
                     - ชาวไทยพุทธ คนไทยในภาคใต้ตอนบนเป็นคนไทยพุทธ ซึ่งมีขนบธรรมเนียมประเพณีทางพระพุทธศาสนา เช่นเดียวกับคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ ประเพณีที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ประเพณีชิงเปรตและประเพณีชักพระ ของ จ.สุราษฎร์ธานี เป็นต้น
                     ส่วนคนไทยเชื้อสายจีนมีประเพณีบางอย่างที่แตกต่างออกไป เช่น มีเทศกาลถือศีลกินเจ ที่ จ.ภูเก็ต เป็นต้น
                     - ชาวไทยมุสลิม ในประเทศไทยมีจำนวนประมาณแสนคน ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตจังหวัดชาย แดนภาคใต้ ชาวไทยมุสลิมใช้ภาษาพื้นเมืองเรียกว่าภาษายาวี แต่สามารถพูดไทยได้ เพราะปัจจุบันมีโรงเรียนของเอกชน และศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนเปิดสอนวิชาสามัญและวิชาศาสนา ซึ่งแต่เดิมผู้ปกครองนักเรียนไทยมุสลิม ต้องส่งเด็ก ไปเรียนหาความรู้ทางศาสนากับโต๊ะครูในปอเนาะ ปัจจุบันชาวไทยมุสลิมได้ดำรงตำแหน่งทางราชการที่สำคัญหลายตำแหน่ง เช่น พัฒนากร นายอำเภอ ครูใหญ่ เป็นต้น โดยทั่วไปชาวไทยมุสลิมมีนิสัยรักสงบ เคารพผู้ปกครองบ้านเมือง รักประเทศ ชาติและมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เหมือนกับคนไทยทั่วไป
                     - ไทยใหม่หรือชาวเล บริเวณชายฝั่งและเกาะบางเกาะของภาคใต้ทางด้านทะเลอันดามันมีชาวพื้นเมืองที่เรียก ว่า ชาวเล หรือชาวน้ำ จำนวนเป็นหมื่นคน กลุ่มชาวเลมีสังคมภาษาพูดและขนบธรรมเนียมที่เป็นลักษณะของกลุ่มโดยเฉพาะ สันนิษฐานว่าชาวเลเหล่านี้เป็นเผ่าพันธุ์เมลาเซียนที่เร่ร่อนทางทะเลมาจากหมู่เกาะเมลาเซียน ซึ่งความจริงแล้วชาวเลน่าจะ อาศัยอยู่ทางฝั่งตะวันออกของภาคใต้เพราะอยู่ใกล้หมู่เกาะเมลาเซียนมากกว่า แต่ชาวเลกลับไปอาศัยอยู่มากทางชายฝั่ง ด้านตะวันตก ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนของการเลือกถิ่นฐานดังกล่าว ชุมชนชาวเลที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่เกาะหลีเป๊ะ ใน หมู่เกาะอาดัง หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต เกาะสุรินทร์ จ.พังงา ปัจจุบันชาวเลที่ตั้งถิ่นฐานอยู่อย่างถาวรมีหลายแห่ง จึงต้องมี การทำสำมะโนครัวและมีการตั้งนามสกุลให้ เช่น ทะเลลึก ช้างน้ำ หาญทะเล เป็นต้น และได้เปลี่ยนชื่อเรียกชาวเลเสียใหม่ ว่า ชาวไทยใหม่
                     - เงาะหรือชนเผ่าซาไก ชนเผ่านี้เป็นชนกลุ่มรน้อย มีรูปร่างเตี้ยแคระ ผมหยิกหยอง ยังมีอยู่บ้างใน อ.บัน นังสตา อ.ธารโต จ.ยะลาและในป่า จ.ตรัง ยึดถือประเพณีของชาวป่า เช่น เมื่อมีคนตายจะย้ายที่ละทิ้งหมู่บ้านไปอยู่ที่ ใหม่ทั้งหมด เป็นต้น

                     ๒.ศาสนา
                     ประชากรในภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยนับถือพระพุทธศาสนาและขนบธรรมเนียมประเพณีเหมือนคนไทย โดยทั่วไป นอกจากนี้มีพิธีการปลีกย่อยบางอย่างที่แตกต่างกันบ้าง นอกจากไทยพุทธแล้ว บริเวณทางตอนใต้ของภาค โดยเฉพาะในเขตจังหวัดชายแดน ประชาชนในจังหวัดเหล่านี้เกือบร้อยละ ๖๐ นับถือศาสนาอิสลาม เมื่อมีประชากรนับ ถือศาสนาอิสลามเป็นจำนวนมากรองไปจากพระพุทธศาสนา ทางราชการจึงออกกฎหมายรับรอง และได้วางระเบียบ ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้นับถือศาสนาอิสลามด้วย เช่น มีกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนมัสยิด และได้มีการตั้งคณะ กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดที่มีผู้นับถือศาสนาอิสลามจำนวนมาก เพื่อให้คำปรึกษาแก่ทางราชการเกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ ของศาสนาอิสลาม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทางเป็นศาสนู ปถัมภกของศาสนาอิสลามด้วย นอกจากนี้รัฐบาลได้เห็นความสำคัญของการประกอบพิธีการทางศาสนาของชาวไทย มุสลิมอย่างมาก จึงได้สร้างมัสยิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยให้แก่ชาวไทยมุสลิมตั้งอยู่ที่ จ.ปัตตานี

                     ๓.ภาษา
                     ชาวไทยในภาคใต้ได้อพยพย้ายถิ่นมาตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ เป็นเวลานาน รวมทั้งได้ ผสมกับชนพื้นเมือง จึงทำให้มีผิวพรรณต่างไปจากคนภาคอื่นบ้าง รวมทั้งภาษาพูด และมีทะเลที่ตั้งห่างไกลจากเมือง หลวง การคมนาคมไม่สะดวก แยกกันมาหลายร้อยปี ภาษาจึงเปลี่ยนแปลงไปจากภาษาเดิม ซึ่งความจริงเพี้ยนไปตาม ท้องถิ่นแต่ยังเป็นภาษาไทยอยู่ มีสำเนียง เสียงห้วน และพูดเร็วกว่าภาษาทางภาคเหนือ แต่จังหวัดที่มีประชากรพูดต่าง กันไปคนละภาษาเลยก็คือในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิมนิยมใช้ภาษามลายู เมื่อพูดกัน นานเข้าก็ไม่สารมารถพูดและฟังภารษาไทยให้เข้าใจได้ โดยเฉพาะผูที่อยู่ในชนบทห่างไกลและไม่ได้เข้าโรงเรียนสอนภาษา ไทย ในการติดต่อกับทางราชการจึงต้องใช้ล่ามแปล

บทความ :
เนื้อหาและภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
เผยแพร่โดย น้ำใส ดอทคอม