ธุรกิจ (Business) หมายถึงความพยายามของผู้ประกอบการที่จะผลิตหรือซื้อขายสินค้า (Products) หรือบริการ (Services) เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม (ลูกค้า) โดยหวังที่จะได้ผลกำไร และยอมรับความเสี่ยงในการขาดทุนหรือไม่ได้ผลกำไรตามต้องการ โดยมีความรับผิดชอบต่อสังคม และมีจริยธรรมทางธุรกิจ ผู้ประกอบการจึงต้องทุ่มเทเวลา ความพยายามและเงินทุนเพื่อดำเนินธุรกิจให้ประสบผลสำเร็จ ทั้งด้านประสิทธิผล (Effectiveness) และประสิทธิภาพ (Efficiency)

2. ประเภทของธุรกิจ
  อาจจะแบ่งธุรกิจออกเป็น 3 ประเภท คือ
(1) ธุรกิจการผลิต (Manufacturing Business) หมายถึง ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการแปรรูป (Transforming) วัตถุดิบให้เป็นสินค้า เช่น ธุรกิจการผลิตอาหาร ธุรกิจการทอผ้า ธุรกิจการผลิตรถยนต์ เหล่านี้เป็นต้น
(2) ธุรกิจบริการ (Service Business) หมายถึง ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการให้บริการลูกค้า เช่น ธุรกิจการเงิน ธนาคาร ร้านค้า ศูนย์การค้า ธุรกิจการบิน ธุรกิจการท่องเที่ยว เหล่านี้เป็นต้น
(3) ธุรกิจการค้า (Trading Business) หมายถึง ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการซื้อ-ขายสินค้า หรือเป็นคนกลางในการซื้อขายสินค้า เช่น ห้างสรรพสินค้า ธุรกิจการค้าปลีก ธุรกิจการค้าส่ง เหล่านี้เป็นต้น

3. รูปแบบของการประกอบธุรกิจ
   อาจจะแบ่งรูปแบบของการประกอบธุรกิจออกเป็น 6 แบบ คือ
(1) กิจการเจ้าของเพียงคนเดียว (Sole Proprietorship) หมายถึง ธุรกิจที่เจ้าของและดำเนินการโดยคนเพียงคนเดียว เป็นธุรกิจซึ่งสามารถจัดตั้งและดำเนินการได้เองเพียงคนคนเดียว แต่ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ถ้าดำเนินการในกรุงเทพมหานครจะต้องขออนุญาติประกอบการค้าที่กระทรวงพาณิชย์ หากอยู่ในต่างจังหวัดจะต้องขออนุญาตทำการค้า ณ ที่ทำการพาณิชย์กรรมจังหวัดนั้น ๆ กิจการที่ดำเนินการโดยเจ้าของคนเดียวส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ได้แก่ กิจการขายปลีก ร้านอาหารขนาดเล็ก ร้านขายก๋วยเตี๋ยว เหล่านี้เป็นต้น
(2) ห้างหุ้นส่วน (Partnership) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 บัญญัติว่า “อันสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตกลงกันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งผลกำไรพึงได้แก่กิจการที่กระทำนั้น” ห้างหุ้นส่วนจึงเป็นการประกอบการของบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และแบ่งห้างหุ้นส่วนออกเป็น 2 ชนิดคือ
     1) ห้างหุ้นส่วนสามัญ (General Partnership) หมายถึงห้างหุ้นส่วนที่ทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน โดยเฉพาะหนี้ทั้งปวงโดยไม่จำกัด ห้างหุ้นส่วนประเภทนี้จะจดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียนก็ได้ ซึ่งอาจะเพียงแต่แสดงด้วยวาจา หรือ ลายลักษณ์อักษรว่าเป็นห้างหุ้นส่วนกัน
     2) ห้างหุ้นส่วนจำกัด (Limited Partnership) หมายถึง ห้างหุ้นส่วน ซึ่งมีหุ้นส่วนสองจำพวกคือ 
     -เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนซึ่งจำกัดความรับผิดชอบไม่เกินจำนวนเงินที่ตนรับหรือลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนนั้น
     -เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคน ซึ่งต้องรับผิดชอบร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนไม่จำกัดจำนวน
       ห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องจดทะเบียนให้หุ้นส่วนรับผิดชอบเฉพาะวงเงินที่ระบุไว้ หากไม่จดทะเบียนจะถือว่ารับผิดชอบทั้งหมดหรือไม่จำกัดจำนวนดังกล่าว
๏ การจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดควรมีสาระสำคัญดังนี้
-ชื่อห้างหุ้นส่วน
-ข้อความที่แสดงว่าเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด
-วัตถุประสงค์ของห้างหุ้นส่วน
-ที่ตั้งสำนักงาน/ห้างร้าน และสาขา
-ชื่อ ที่อยู่ และอาชีพของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน
-ชื่อ ผู้จัดการ
-ข้อจำกัดอำนาจของห้างหุ้นส่วน
-ตราสำคัญของห้างหุ้นส่วน

(3) บริษัทจำกัด (Corporation)
      บริษัทจำกัด หมายถึงบริษัทที่ผู้ถือหุ้นรับผิดชอบหนี้สินเฉพาะจำนวนจำกัดที่จดทะเบียนไว้ อาจจะแบ่งบริษัทจำกัดได้เป็น 2 ประเภท คือ
1) บริษัทเอกชน จำกัด (Company Limited, Co., Ltd) หมายถึง บริษัทจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1096 ซึ่งบัญญัติว่า “อันว่าบริษัทจำกัดนั้น คือ บริษัทประเภทซึ่งตั้งขึ้นด้วยการแบ่งทุนเป็นหุ้น ซึ่งมีมูลค่าเท่า ๆ กัน โดยผู้ถือหุ้นต่างรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ” มาตรา 1097 บัญญัติว่า “บุคคลใด ๆ ตั้งแต่ 7 คนขึ้นไปจะเริ่มก่อการและตั้งเป็นบริษัทจำกัดก็ได้ ด้วยการเข้าชื่อกันทำหนังสือบริคณห์สนธิและกระทำการอย่างอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้
2) บริษัทหมาชน (Public Company) หมายถึงบริษัทมหาชนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 ซึ่งมาตรา 15 บัญญัติว่า “บุคคลธรรมดาตั้งแต่สิบห้าคนขึ้นไป จะเริ่มจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัดได้โดยจัดทำหนังสือบริคณห์สนธิ และปฏิบัติการอย่างอื่นตามพระราชบัญญัตินี้

๏ การจัดตั้งบริษัทเอกชน จำกัด หรือบริษัทมหาชน จำกัด ควรมีสาระสำคัญดังนี้
-ชื่อบริษัท
•บริษัทเอกชน จำกัด ต้องมีคำว่า “จำกัด” ไว้ปลายชื่อเสมอ
•บริษัทมหาชน จำกัด ต้องมีคำว่า “มหาชน” ไว้ปลายชื่อเสมอ
-ที่ตั้งสำนักงาน
-วัตถุประสงค์ของบริษัท
-ต้องมีถ้อยคำที่แสดงว่า ผู้ถือหุ้นมีความรับผิดชอบ จำกัด
-จำนวนทุนเรื่องหุ้น ซึ่งแบ่งออกเป็นมูลค่าหุ้นละเท่าไรก็ได้ แต่ต้องไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 5 บาท
-ชื่อบริษัทและลายมือชื่อของบรรดาผู้เริ่มก่อการและจำนวนหุ้นที่เริ่มก่อการแต่ละคน
-คณะก่อตั้งตามกฎหมาย 7 คนขึ้นไปสำหรับบริษัทเอกชน จำกัด และ 15 คนขึ้นไปสำหรับบริษัทมหาชน จำกัด


๏ เมื่อจัดตั้งบริษัทแล้ว ต้องดำเนินการดังต่อไปนี้
-สำหรับบริษัทเอกชน จำกัด จัดให้มีผู้ชื้อหุ้นจนครบจำนวนทั้งหมด และบริษัทมหาชน จำกัด จัดให้มีผู้ซื้อหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ที่กำหนดไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ
-จัดให้มีการประชุมจัดตั้งบริษัท ซึ่งถือเป็นการประชุมครั้งแรก เพื่อตกลงเรื่องเกี่ยวกับ
•ระเบียบข้อบังคับของบริษัท
•ให้สัตยาบันแก่บรรดาสัญญาซึ่งผู้เริ่มก่อการทำไว้
•ค่าใช้จ่ายที่ออกไปในการเริ่มก่อตั้งบริษัท
•กำหนดจำนวนเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ
•กำหนดจำนวนหุ้นสามัญ
•เลือกตั้งกรรมการ       

-แต่งตั้งคณะกรรมการและรับมอบการทั้งปวงจากผู้เริ่มก่อการ
-คณะกรรมการดำเนินการเรียกหุ้น โดยบริษัทเอกชน จำกัด กฎหมายกำหนดให้เรียกหุ้นครั้งแรกต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ส่วน บริษัทมหาชน จำกัด ต้องชำระครั้งเดียวครบ และให้ธนาคารเป็นผู้ดำเนินการ

๏ ประเภทของหุ้นของบริษัทจำกัด ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
-หุ้นสามัญ (Common Stock) หมายถึง หลักทรัพย์ที่แสดงความเป็นเจ้าของบริษัทจำกัด ซึ่งมีสิทธิได้ส่วนแบ่งจากผลกำไรในรูปของเงินปันผล และผู้ถือหุ้นสามัญถือเป็นเจ้าของบริษัท และมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน 1 เสียง ต่อ 1 หุ้น และมีสิทธิมอบฉันทะให้ผู้อื่นไปออกเสียงแทนได้
-หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) หมายถึงหุ้นที่มีลักษณะถึงเจ้าของและถึงเจ้าหนี้ ไม่มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น แต่มีสิทธิเหนือผู้ถือหุ้นสามัญในการรับเงินปันผล และรับคืนทุนเมื่อบริษัทเลิกกิจการก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ แบ่งหุ้นบุริมสิทธิออกเป็น 3 ชนิดคือ
-หุ้นบุริมสิทธิชนิดสะสม-สะสมเงินปันผลในปีถัดไป
-หุ้นบุริมสิทธิชนิดไม่สะสม-ถ้าได้กำไรไม่เพียงพอสามารถยกเลิกเงินปันผลได้
-หุ้นปรับสิทธิชนิดรวมรับ-ร่วมรับเงินปันผลกับผู้ถือหุ้นสามัญได้


(4) ธุรกิจขนาดย่อม (Small and Medium Business)
ธุรกิจขนาดย่อม หมายถึง ธุรกิจที่ดำเนินการโดยบุคคล หรือ กลุ่มบุคคลโดยบริหารด้วยตนเองโดยเงินทุนไม่มากนัก เช่น Schermerhorm1 ให้ธุรกิจขนาดย่อมหมายถึง ธุรกิจที่มีคนงานน้อยกว่า 500 คน เป็นธุรกิจที่เจ้าของมีอิสระในการบริหารงานด้วยตนเองและไม่เป็นธุรกิจนำ (Leading Business) ในธุรกิจประเภทเดียวกัน ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรม2 ให้ความหมายธุรกิจขนาดย่อมว่า เป็นวิสาหกิจการผลิต หรือโรงงานที่มีทุนจดทะเบียนหรือลงทุนซื้อเครื่องจักรอุปกรณ์ต่าง ๆ ต่ำกว่า 200 ล้านบาท ถ้าเป็นภาคบริการลงทุนต่ำกว่า 200 ล้านบาท ถ้าเป็นภาคการค้าส่งลงทุนต่ำกว่า 100 ล้านบาท และถ้าเป็นการค้าปลีกลงทุนต่ำกว่า 60 ล้านบาท ถือเป็นธุรกิจขนาดย่อม ปัจจุบัน (2546) ประเทศไทยมีโรงงานอุตสาหกรรมที่จดทะเบียนกับกระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ประมาณ 135,000 โรงงาน ประมาณร้อยละ 95 หรือ ประมาณ 128,250 โรงงาน เป็นธุรกิจขนาดย่อม และประมาณว่า ธุรกิจขนาดย่อมมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 0.8 พันล้านบาท และมีการจ้างแรงงานกว่า 4.0 ล้านคน

ประเภทของธุรกิจขนาดย่อม ธุรกิจขนาดย่อมสามารถแบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ
    (1) ธุรกิจการผลิต (Manufactoring) เป็นอุตสาหกรรมการแปรรูปวัตถุดิบไปเป็นสินค้า ซึ่งแบ่งเป็น 5 กลุ่ม คือ
-ธุรกิจการผลิตเกี่ยวกับการเกษตร เช่น การปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ทำสวนผลไม้ สวนผัก ฯลฯ
-ธุรกิจร้านอาหาร เช่น ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านข้าวแกง ร้านอาหาร ร้านกาแฟ      ร้านเบเกอรี่ ภัตตาคาร ร้านฟาสต์ฟู๊ด ฯลฯ
-ธุรกิจโรงงาน เช่น โรงงานผลิตน้ำดื่ม ผลิตปุ๋ย ผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยว ทำธูป โรงงานน้ำแข็ง โรงงานอาหารกระป๋อง ฯลฯ
-ธุรกิจหัตถกรรมและงานศิลปะใช้ฝีมือ เช่น เครื่องปั้นดินเผา ดอกไม้ประดิษฐ์ ของขวัญ ของชำร่วย ทำป้ายโฆษณา ฯลฯ
-ธุรกิจอื่น ๆ เช่น ร้านขายต้นไม้ ร้านถ่ายรูป ทำเหล็กดัดและมุ้งลวด ทำเฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ
    (2) ธุรกิจค้าส่ง (Wholesale) เป็นธุรกิจการเป็นพ่อค้าคนกลาง ซื้อสินค้าจากแหล่งผลิตมาขายส่งให้กับผู้ขายสินค้า เช่น ค้าส่งอะไหล่รถยนต์ ค้าส่งยา ค้าส่งเหล้า ค้าส่งบุหรี่ ฯลฯ
    (3) ธุรกิจค้าปลีก (Retailing) เป็นธุรกิจซื้อสินค้าไปขายให้กับลูกค้าโดยตรง และเป็นธุรกิจที่มีจำนวนมากที่สุด ซึ่งแบ่งได้เป็น 8 กลุ่ม คือ
-ร้านค้าปลีกสายเดียว (Single-Line store) หมายถึงร้านค้าปลีกที่ขายสินค้าหลายประเภท แต่ต่างก็มีความสัมพันธ์กัน เช่น ร้านขายเครื่องประดับ ร้านขายรองเท้า ร้านขายน้ำหอม ฯลฯ
-ร้านค้าปลีกเฉพาะอย่าง (Specialty store) หมายถึง ร้านค้าปลีกที่ขายสินค้าชนิดเดียว แต่อาจจะหลายแบบ (styles) เช่น ร้านขายเนคไท ร้านค้ารองเท้ากีฬา ร้านค้าเฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ
-ร้านค้าปลีกสินค้าเบ็ดเตล็ด (Variety store) หมายถึงร้านค้าปลีกที่ขายสินค้ามากมายหลายชนิด โดยแต่ละชนิดมีจำนวนน้อย เช่น ร้านขายของชำ ร้านโชว์ห่วย ฯลฯ
-ห้างสรรพสินค้า (Department store) หมายถึง ร้านขายปลีกขนาดใหญ่ มีสินค้ามากมายหลายชนิด และมักจะแบ่งเป็นแผนก เช่น ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ฯลฯ
-ร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าตามสะดวก (Convenience store) หมายถึงร้านค้าที่ขายสินค้า หลายชนิด หลายประเภท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทอาหาร เครื่องดื่ม และอาจจะมีอย่างอื่นด้วย และให้ลูกค้าบริการตัวเอง เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านสรรพสินค้าขนาดเล็ก (Minimart หรือ Ministore)
-E-Commerce, E-mail Business เป็นการขายสินค้าโดยผ่าน Internet ซึ่งทำได้หลายอย่าง เช่น B2B (Business toBusiness) B2C (Business to Customer) C2B (Customer to Business) C2C (Customer to customer) ฯลฯ
     (4) ธุรกิจบริการ (Service) เป็นธุรกิจที่ผลิตและขายบริการต่อเนื่องกัน และธุรกิจที่ไม่มีการผลิตแต่เพียงขายบริการ เช่น ร้านอาหาร ธุรกิจการเงิน ฯลฯ ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 10 กลุ่ม คือ
-ธุรกิจเกี่ยวกับการเงิน-การธนาคาร เช่น ธนาคาร บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ บริษัทเครดิตฟองซิแอร์ โรงรับจำนำ ฯลฯ
-ธุรกิจเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย ได้แก่ หอพัก บ้านเช่า บ้านรับรอง โรงแรม รับสร้างบ้าน ฯลฯ
-ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพและพลานามัย เช่น โรงพยาบาล คลินิกแพทย์ สถานที่ออกกำลังกาย นวดแผนโบราน ฯลฯ
-ธุรกิจเกี่ยวกับการคมนาคมขนส่ง เช่น รถประจำทาง รถแท็กซี่ รถบรรทุก รถไฟฟ้า รถใต้ดิน ฯลฯ
-ธุรกิจเกี่ยวกับความบันเทิง เช่น สวนสนุก สวนสัตว์ โรงภาพยนตร์ ไนท์คลับ ค๊อกเทลเล้าจน์ ดิสโก้เธค ฯลฯ
-ธุรกิจเกี่ยวกับการศึกษา เช่น โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัยสถาบันการศึกษา ฯลฯ
-ธุรกิจเกี่ยวกับกีฬา เช่น สนามกอล์ฟ ยิงปืน ว่ายน้ำ สนามเทนนิส สนามมวย ธุรกิจกีฬาฟุตบอล ฯลฯ
-ธุรกิจเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารและบริการข้อมูล เช่น สำนักงานนักสืบ บริษัทรับจ้างโฆษณา หนังสือพิมพ์ บริการ โทรศัพท์ทางไกล ฯลฯ
-ธุรกิจเกี่ยวกับการประกันภัยและคลังสินค้า เช่น การให้เช่าห้องเย็น เช่าโกดัง ประกันชีวิต ประกันภัย ประกันวินาศภัย ฯลฯ
-ธุรกิจเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ เช่น ร้านตัดผม บริการกำจัดปลวก ซ่อมเครื่องยนต์ ซ่อมเครื่องไฟฟ้า ฯลฯ
      (5) ธุรกิจเหมืองแร่ (Mining) เป็นธุรกิจเกี่ยวกับการขุดหาทรัพยากรธรรมชาติแหล่งแร่วัตถุดิบจากพื้นดิน ทั้งเป็นโลหะและอโลหะ เช่น พ่อพลอย พ่อเพชร ถ่านหิน น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ หินปูน แร่เหล็ก แร่สังกะสี แร่ทองคำ แร่เงิน ฯลฯ

4. ความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจเอกชน

 ใช้คำว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจเอกชน” (Corporate Social Responsibility, CSR) แตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม อาจสรุปได้ว่า

 “ความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจเอกชน หมายถึง การบริหารจัดการที่เป็นการปกป้องและปรับปรุงสวัสดิการของสังคม (Welfare of society) โดยรวมและผลประโยชน์ขององค์กร (Interest of organization)” 

 ในความหมายนี้ ผู้จัดการต้องบริหารองค์กรโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ด้านสังคมเท่า ๆ กับผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์ขององค์กร

Achieving Societal = Achieving Organizational Goals

ตัวแบบความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจเอกชนของ Davis

 ตัวแบบความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจเอกชนที่ยอมรับกันทั่วไปคือ “ตัวแบบความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจเอกชนของ Davis” (The Davis Model of Corporate Social Responsibility) ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย Keith Davis3 ตัวแบบนี้มีข้อเสนอ (proposition) 5 ข้อ เพื่ออธิบายว่า ธุรกิจปกป้องและปรับปรุงสวัสดิการของสังคมพร้อมกับการปกป้องและปรับปรุงผลประโยชน์ขององค์กรได้อย่างไร

 ข้อเสนอที่ 1 : ความรับผิดชอบต่อสังคมเกิดขึ้นจากการกระทำของธุรกิจ
 ข้อเสนอนี้เกิดขึ้นจากความคิดที่ว่าธุรกิจมีอิทธิพลหรือมีอำนาจทำให้เกิดปัญหาทางสังคม เช่น ทำให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดสังคมแตกแยก เหล่านี้เป็นต้น ซึ่ง Davis ให้เหตุผลว่า ธุรกิจมีอำนาจเหล่านี้เหนือสังคม สังคมต้องผลักดันให้ธุรกิจรับผิดชอบต่อปัญหาทางสังคมซึ่งเกิดขึ้นจากการกระทำของธุรกิจ


 ข้อเสนอที่ 2 : ธุรกิจจะดำเนินการเป็นระบบเปิด 2 ทางโดยการรับความคิดเห็นจากสังคมและเปิดเผยการดำเนินการต่อสาธารณะ
ข้อเสนอนี้เชื่อว่าธุรกิจต้องรับฟังความคิดเห็นจากสังคมในส่วนที่จะรักษาหรือปรับปรุงสวัสดิการสังคมและในทางตรงกันข้าม สังคมต้องรับฟังรายงานของธุรกิจด้วย โดยเฉพาะในส่วนที่ให้ความรับผิดชอบต่อสังคม Davis เสนอว่า ระหว่างธุรกิจและตัวแทนของสังคมต้องมีความซื่อสัตย์และเปิดเผยซึ่งกันและกันในการรักษาไว้หรือปรับปรุงสวัสดิการสังคม

 ข้อเสนอที่ 3 : ค่าใช้จ่ายทางสังคมและรายได้ของบริษัทควรจะพิจารณาให้มีสัดส่วนที่เหมาะสมซึ่งกันและกัน
ข้อเสนอนี้เน้นที่การพิจารณากิจกรรมของบริษัทไม่เพียงแต่พิจารณาเฉพาะกำไร ขาดทุน แต่ต้องพิจารณารายจ่ายทางสังคมควบคู่กันไปด้วย โดยต้องกำหนดรายจ่ายทางสังคมให้มีสัดส่วนที่เหมาะสมกับรายรับ-จ่ายของบริษัท

 ข้อเสนอที่ 4 : ค่าใช้จ่ายทางสังคมควรจะเป็นส่วนที่ผู้บริโภคต้องรับผิดชอบด้วย
ข้อเสนอนี้ไม่หวังว่าบริษัทจะต้องรับผิดชอบการให้สวัสดิการแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่เสนอให้บริษัทคิดค่าใช้จ่ายทางสังคมบางส่วนจากลูกค้าได้ ซึ่งจะทำให้สินค้าหรือบริการราคาสูงขึ้นบ้างตามความเหมาะสม

 ข้อเสนอที่ 5 : ธุรกิจเป็นสถาบันของสังคมที่จะต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของสังคม
ข้อเสนอนี้เน้นที่ธุรกิจต้องให้ความช่วยเหลือในการแก้ปัญหาของสังคมทั้งสังคมในองค์กรและสังคมทั่วไป Davis ให้เหตุผลว่า เนื่องจากธุรกิจได้ประโยชน์จากสังคม เพราะฉะนั้น ธุรกิจควรจะมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของสังคมและผลประโยชน์จากการแก้ปัญหาของสังคม จะย้อนกลับมาสู่ธุรกิจในที่สุด

    5. จริยธรรมทางธุรกิจ
 Albert Schweitzer4 พูดถึงจริยธรรมว่า “เป็นความห่วงใยต่อพฤติกรรมที่ดี ”เป็นการพิจารณาไม่เพียงความเป็นอยู่ที่ดีของตัวเองแต่ต่อคนอื่น ๆ ด้วย“ และ  “ปฏิบัติต่อคนอื่นให้เหมือนกับการปฏิบัติต่อตัวเอง” ในที่นี้ผู้เขียนจึงให้ความหมายจริยธรรมว่า “เป็นพฤติกรรมที่ดีที่กระทำแล้วทำให้เกิดผลดีต่อตนเองเท่ากับต่อผู้อื่น”
 จริยธรรมทางธุรกิจจึงหมายถึงความสามารถของธุรกิจที่จะสะท้อนคุณค่าของกระบวนการตัดสินใจให้เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มผู้ได้ประโยชน์ (Stakeholder) ด้วยความเป็นธรรม5 กลุ่มผู้ได้ประโยชน์ของธุรกิจ หมายถึง ผู้ถือหุ้น พนักงาน/ลูกจ้าง ลูกค้า/ผู้ส่งมอบ ผู้บริโภค ประชาชน ซึ่งแบ่งเป็นวงตามผลประโยชน์จากมากไปหาน้อยตามลำดับตามรูปที่ 1 คือ

 ความสำคัญของจริยธรรมทางธุรกิจ

 จริยธรรมทางธุรกิจมีความสำคัญต่อธุรกิจเป็นอย่างยิ่ง John F. Akers6 อดีตประธานคณะกรรมการอำนวยการของ IBM เห็นว่าถ้าปราศจากจริยธรรมทางธุรกิจแล้ว บริษัทจะไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทอื่นได้เลยแม้ในระดับชาติหรือระดับนานาชาติก็ตาม อย่างไรก็ตาม จริยธรรมทางธุรกิจจะเป็นประโยชน์อย่างน้อย 3 ประการ คือ

-การเพิ่มผลผลิต (Productivity) การจัดสรรผลประโยชน์ด้วยความเป็นธรรม จะทำให้พนักงาน/ลูกจ้าง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้ได้ประโยชน์จะมีความกระตือรือร้นและมีขวัญกำลังใจในการทำงาน ก็จะทำให้สามารถเพิ่มผลผลิตได้ ตัวอย่างเช่น Control Data Corporation พบว่า หลังจากที่บริษัทมีโครงการ Employees Advisory Program (EAP’s) ซึ่งเป็นโครงการให้คำแนะนำเกี่ยวกับปัญหาทางครอบครัว การงาน การเงิน และกฎหมายแล้วทำให้บริษัทมีผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน7

-ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ได้ประโยชน์ (Stakeholder Relations) การจัดการที่มีจริยธรรม Ethical Management) จะส่งผลทางบวกไปสู่ผู้ได้ประโยชน์วงนอก ๆ ด้วย โดยเฉพาะผู้ส่งมอบ (Supplier) และลูกค้า ผู้บริโภค ตลอดจนประชาชนทั่วไป โดยการจัดการที่มีคุณธรรมจะสามารถดึงดูดลูกค้าให้มีธุรกรรมร่วมกับบริษัท


ระเบียบของราชการ (Government Regulation) การจัดการอย่างมีจริยธรรมจะเป็นการปฏิบัติตามระเบียบทางราชการอย่างเคร่งครัด ซึ่งจะส่งผลดีให้บริษัทสามารถสนองความต้องการหรือขัดต่อความต้องการของสาธารณะ (Public Interesting)

   จรรยาบรรณทางธุรกิจ
 จรรยาบรรณทางธุรกิจ (Code of Ethics) หมายถึง ข้อความที่กำหนดขึ้นอย่างเป็นทางการ (Formal Statement) เพื่อเป็นแนวในการดำเนินการอย่างมีความผิดชอบต่อสังคมและมีจริยธรรม ซึ่ง S.C. Certo ระบุว่า จากการสำรวจบริษัท 500 แห่งในสหรัฐอเมริกาพบว่า มีถึงร้อยละ 50 ที่มีจรรยาบรรณทางธุรกิจ ตัวอย่างเช่น จรรยาบรรณทางธุรกิจของ The Johnson & Johnson คือ
จรรยาบรรณทางธุรกิจ
The Johnson & Johnson8
หมายเหตุ : คัดลอกมาเพียงบางส่วน
1.บริษัทเชื่อในความสามารถของหมอ พยาบาล แม่ และ ผู้ใช้สินค้าหรือบริการของบริษัททุกคน และบริษัทจะสนองความต้องการด้วยสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพที่สุด
2.บริษัทพยายามที่จะลดค่าใช้จ่ายในทุกกรณีเพื่อรักษาราคาเดิมของสินค้า หรือบริการของบริษัทไว้ให้ได้
3.บริษัทมีความรับผิดชอบต่อบุคลากรของบริษัทที่กระจายอยู่ทั่วโลก โดยยอมรับความสามารถและความทะเยอทะยานจองแต่ละคน
4.บริษัทมีผู้บริหารที่มีความสามารถ มีคุณธรรม และมีจรรยาบรรณ
5.บริษัทมีความรับผิดชอบต่อชุมชนรอบข้างบริษัททุกแห่ง รวมทั้งสังคมระดับประเทศ และระดับโลก
6.บริษัทเป็นพลเมืองดีของประเทศที่บริษัทตั้งอยู่โดยการสนับสนุนการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ให้ความช่วยเหลือสังคมและเสียภาษีอย่างถูกต้อง
7.บริษัทส่งเสริมการพัฒนาประเทศที่บริษัทอยู่อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะด้านสุขภพและการศึกษา

จรรยาบรรณ
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)9
1.มุ่งมั่นต่อการให้บริการที่เป็นเลิศ
2.ยึดมั่นต่อการทำงานที่เป็นเลิศ
3.เชื่อมั่นในคุณค่าของคน
4.ตั้งมั่นต่อการบริหารด้วยคุณภาพและความชอบธรรม
5.ถือมั่นต่อการมีส่วนร่วมในสังคมและประเทศชาติ
6. บรรษัทภิบาล
 บรรษัทภิบาล (Corporate Governance) หมายถึง วิถีแห่งการดำรงอยู่ของบริษัทหรือธุรกิจเอกชนและแนวทางหรือวิถีแห่งการปฏิบัติตนของคนในบริษัท หรือธุรกิจเอกชนเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ คือ การเติบโตที่ยั่งยืน อย่างมีจริยธรรมและคุณธรรม10
 บรรษัทภิบาลที่ดี คือการหล่อหลอมมิติด้าน โครงสร้างและกระบวนการ (Structure and Process) จริยธรรมและคุณธรรมทางธุรกิจ (Business Ethics and Integrity) และความสามารถและภูมิปัญญา (Competence and Wisdom) เข้าด้วยกันอย่างมีเอกภาพ ตามรูปที่ 3 คือ11

มิติที่ 1 :  โครงสร้างและกระบวนการ หมายถึง โครงสร้างองค์กรและกระบวนการผลิตสินค้าหรือบริการ โครงสร้างและกระบวนการที่ดีจะนำไปสู่การผลิตที่มีประสิทธิภาพ
มิติที่ 2 :  จริยธรรมและคุณธรรมของคนในองค์กร หมายถึงจรรยาบรรณของบริษัทและของบุคคลในบริษัท ซึ่งจะนำไปสู่การสนองความต้องการของสังคมและประเทศชาติ
มิติที่ 3 :  ความสามารถและภูมิปัญญา หมายถึง ความสามารถของบริษัทและของคนในบริษัทซึ่งจะทำให้บริษัทบรรลุเป้าหมายในทางธุรกิจโดยมีจริยธรรมและคุณธรรม

บรรษัทภิบาลที่ดีจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างน้อย 3 ประการคือ
-เพิ่มศักยภาพในการสร้างสมรรถนะการแข่งขันให้แก่บริษัททั้งในระดับประเทศและระดับโลก
-เพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดทุนของโลก
-เพิ่มโอกาสในการเสาะหาพันธมิตรทางธุรกิจได้ง่ายขึ้นและเป็นพันธมิตรที่มีบรรษัทภิบาลที่ดี