ข้อแนะนำ พื้นฐานในการทำโครงงาน

  วิทยาศาสตร์

           การทำโครงงาน ต้องอาศัยการทำงานอย่างมีระบบและมีขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ มีหลักการ มีเหตุผล และมีคำอธิบายที่อยู่บนพื้นฐานของหลักวิชาไม่ใช่เลื่อนลอยและเพียงเข้าใจว่า..เท่านั้น การจะเลือก เรื่องราวหรือปัญหามาทำโครงงานนั้น ไม่ใช่ว่าจะทำเรื่องใด ๆ ก็ได้เหมือนกันเพราะคุณค่าของปัญหา ที่คิดทำนั้นไม่เท่ากัน สิ่งแรกสุดที่เราต้องคำนึงคือว่า ปัญหาที่เราจะศึกษาทำโครงงานนั้นเป็นที่น่าสนใจหรือไม่ ต้องเป็นที่สนใจของตัวเรา และของผู้คนอื่นๆ ด้วย และที่ควรคำนึง ถึงเป็นพิเศษคือเรื่องนั้น ๆ ให้คุณค่า และสาระ หรือมี ประโยชน์เพียงใด ดังนั้น ก่อนที่จะเลือกปัญหามาทำโครงงาน ต้องคำนึงถึงปัจจัยนี้เป็นสำคัญ ไม่เช่นนั้น การที่เราลงทุนลงแรงเสียเวลา ไปนั้น อาจจะให้ผลไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้รับจากการทำโครงงาน เพราะเอาไปใช้ประโยชน์ใด ๆ ไม่ได้มากนัก เว้นแต่จะทำโครงงานเพื่อเป็นแบบฝึกหัด เพื่อการเรียนรู้แบบเด็ก ๆ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ก็ยังดีกว่าไม่ลงมือทำเสียเลย

 ประเภทของโครงงาน

 1. โครงการประเภททฤษฎี เป็นโครงงานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอความรู้ หรือหลักการใหม่ ๆ เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ยังไม่มีใครเคยคิด หรือขัดแย้ง หรือนำเสนอแนวคิดหรือทฤษฏีใหม่ ๆ ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของสมการ สูตร คำอธิบาย โดยตั้งข้อตกลงหรือกติกา ขึ้นมาเอง แล้วเสนอหลักการหรือแนวคิด หรือทฤษฏี ตามกติกาหรือข้อตกลงนั้น ๆ หรือเป็นการขยายทฤษฏี ในรูปแบบใหม่ที่ยังไม่มีผู้ใดคิดมาก่อน หรือขยายจากของเดิมที่มีอยู่ ซึ่งต้องผ่านการพิสูจน์อย่างมีหลักการก่อน การทำโครงงานประเภทนี้ ผู้ทำจะต้องมีพื้นฐานความรู้ในเรื่องนั้นเป็นอย่างดี ต้องศึกษาเรื่องราวมากมาย จึงจะสามารถสร้างคำอธิบาย หรือทฤษฏีหรือพิสูจน์ทฤษฏีได้ (ต้องอาศัยความรู้ที่ลึกซึ้งไม่เหมาะกับนักเรียน แม้ว่าจะเป็นระดับมัธยมก็ตาม จึงไม่ขอแนะนำี้) 

2. โครงการประเภทสำรวจ เป็นการหาข้อมูลที่มีอยู่แล้วในชีวิตจริง ๆ แต่เป็นข้อมูลที่กระจัดกระจาย และไม่ทราบรายละเอียดของข้อมูลนั้น ผู้ทำโครงงานต้องศึกษา จัดกระทำข้อมูลนั้น ๆ ตามวัตถุประสงค์ เพื่อจะตอบคำถามเรื่องใดเรื่องหนึ่งของการสำรวจนั้น ๆ ให้ชัดเจน จะขอยกตัวอย่างเช่น

1 ) ในป่าแห่งหนึ่ง มีพืชสมุนไพรต่าง ๆ นับร้อยชนิด ผู้สำรวจต้องทำการจัดกระทำการ สำรวจให้ได้ว่า มี่พืชสมุนไพรชนิดใด ,มีอยู่ในปริมาณเท่าไร อาจแบ่งเป็นพวก ๆ หรืออาจจะแบ่งตาม ลักษณะท้องที่ ถ้าจะให้ละเอียดออกไปอีก อาจจะสำรวจเพื่อให้ได้ว่า พืชสมุนไพรที่ พบชนิดหนึ่ง ๆ อยู่ในสภาพแวดล้อมอย่างไรเป็นต้น

2) ในตลาดสดแห่งหนึ่ง มีอาหารขายมากชนิด เราอาจจะสำรวจหาสารพิษ อะไรสักอย่าง สองอย่าง ที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารนั้น ๆ ซึ่งต้องตอบคำถามให้ได้ว่า อาหารพวกใดมีสารเคมีอะไร ในปริมาณ เท่าไร ซึ่งในกระบวนการต้องมีการตรวจและทดสอบทาง วิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ แล้วแสดงเป็นข้อมูล ทางสถิติอย่างเหมาะสม เป็นต้น

3. โครงงานประเภททดลอง เป็นการทำโครงงานที่ต้องอาศัยการทดลองเปรียบเทียบ เพื่อให้ได้ทราบผลว่า ตัวแปรที่เราศึกษาหนึ่ง ๆ นั้นมีผลต่อตัวแปรอื่นที่เราต้องการทราบหรือไม่ อย่างไร ตัวอย่างง่าย ๆ ต้องการทราบว่า จะต้องเก็บมะนาวให้นานที่สุดจะทำอย่างไรได้บ้าง เราก็หาตัวแปรต่าง ๆ แล้วทำการ ทดลองว่า ถ้าเราทำอย่างนี้ 1,2,3 … จะส่งผลให้มะนาวสดอยู่ได้กี่วัน โดยเปรียบเทียบกับมะนาวปกติ ที่ไม่ได้ ทำอะไร เขาเรียกว่าตัวควบคุม ทำนองนั้น

4. โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์ เป็นโครงงานประเภทที่สร้าง หรือประดิษฐ์ของที่จะเอามาใช้ประโยชน์ ตามวัตถุประสงค์นั้น ๆ ขึ้นมา จริง ๆ ซึ่งในทางการทดลองเราอาจทำเพียงชุดต้นแบบก่อนก็ได้ การทำโครงงาน สิ่งประดิษฐ์จะเข้าใจกันว่า เพียงแต่สร้างอุปกรณ์ นั้น ๆ แล้วก็จัดเป็นโครงงานแล้ว หาใช่เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะการประดิษฐ์ชิ้นงานใด ต้องมีการทดสอบด้วยเสมอ ๆ ว่าผลของงาน นั้นสามารถทำงานหรือเป็นไปตาม   วัตถุประสงค์หรือไม่ ต้องมีข้อมูลการทดลองยืนยันตามหลักทางวิทยาศาสตร์ว่าชิ้นงานที่ประดิษฐ์ ขึ้นมานั้น มีสมบัติให้ผลตามวัตถุประสงค์อย่างไร 

          ตัวอย่าง 1 ต้องการจะประดิษฐ์อิฐจากวัสดุเหลือใช้ต่าง ๆ เช่น แกลบ ขี้เลื่อย ฯลฯ เมื่อประดิษฐ์อิฐได้แล้ว ไม่ใช่ว่าเป็นโครงงานที่สมบูรณ์ แต่ยังต้องเอาอิฐที่ประดิษฐ์ได้แล้วนั้น ทำการทดลอง เพื่อทดสอบว่า สัดส่วนแต่ละอย่างที่ใช้เป็นองค์ประกอบเป็นเท่าใด แล้วผลการทดลองแต่ละสัดส่วนนั้น เป็นอย่างไร ต้องแสดงให้เห็นถึงขั้นตอนการทดลองหลาย ครั้ง จนได้ข้อมูลที่ดีที่สุด นี่จึงจะถือเป็นการทำ โครงงานตามหลักทางวิทยาศาสตร์ ขอให้ถึงระมัดระวังหลักดังกล่าวนี้ด้วย 

         ตัวอย่าง 2 ต้องการประดิษฐ์สิ่งซึ่งเขามีทำกันอยู่ทั่วไปแล้ว หรือมีขายตามท้องตลาด ถ้าเรา ทำขึ้นมาแล้วเหมือนของเขา จะถือเป็นโครงงาน ได้ต่อเมื่อ   สิ่งที่เราทำขึ้นใหม่นั้นเป็นการตอบคำถาม อย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ เช่น
1. มีคุณภาพดีกว่าของทั่วไปอย่างไร
2. ประหยัดกว่าของทั่วไปอย่างไร
3. ให้ประโยชน์ดีกว่าอย่างไร
4. อื่น ๆ ที่ดีกว่าของที่มีอยู่แล้ว 
         ในด้านใดด้านหนึ่งสักด้านก็ยังดี ถ้าเปรียบเทียบแล้ว ของที่มีอยู่แล้วดีกว่าของที่เราทำขึ้นใหม่ ก็ถือว่าเป็นโครงงานนี้ี่ยังล้มเหลว เพราะยัง ไม่ช่วยพัฒนาของเดิม ๆ สำหรับสิ่งประดิษฐ์ที่นำมาเสนอในหนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่ลักษณะ โครงงานวิทยาศาสตร ์ที่ดี หากแต่เป็นเพียงตัวอย่างการทดลอง กล เกม หรือกิจกรรมเพื่อความเพลิดเพลิน และการสร้างสรรค์ ของนักเรียนที่เริ่มสนใจวิทยาศาสตร์ และเป็นก้าวหนึ่งสำหรับผู้ที่จะ ก้าวต่อ ๆ ไป   ให้ได้ข้อคิด อาจจะนำ หลักการที่นำเสนอไว้เป็นแบบอย่างคิดประยุกต์ ดัดแปลง หรือเกิดความคิดสร้างสรรค์ งานใหม่ ๆ เกิดโครงงานสิ่งประดิษฐ์ที่มีคุณค่าอีกตามในที่สุด  

                                                     ขั้นตอนการทำโครงงานวิทยาศาสตร์          

                โดยทั่วไปแล้วการทำโครงงานวิทยาศาสตร์จะประกอบด้วยขั้นตอนใหญ่ๆ 4 ขั้นคือ การกำหนดปัญหา การตั้งสมมุติฐาน ควบคุมดำเนินการทดลอง และการสรุปผล แต่ที่จริงแล้ว ในการดำเนินโครงงานจะประกอบด้วยขั้นตอนย่อย ๆ มากกว่านั้น ดังที่จะแสดงต่อไปนี้

 ขั้นตอนที่ 1 การคิดหาหัวข้อและเลือกหัวข้อโครงงานและการตั้งชื่อโครงงาน
การคิดหาหัวข้อโครงงาน
        การคิดหาหัวข้อในการทำโครงงาน ถือได้ว่าเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุดเพราะเป็นเรื่องของการเริ่มต้นที่จะต้องเหมาะสมกับผู้เรียน ทั้งในด้านความรู้ ความสามารถและบริบทอื่น ๆ ในการที่จะหาคำตอบ ซึ่งโดยทั่วไปมักจะได้จากปัญหาคำถาม ความอยากรู้อยากเห็นของผู้เรียน ตลอดจนประสบการณ์ทั้งในและนอกห้องเรียน

        วิธีการคิดหาหัวข้อโครงงาน จะต้องเกิดจากผู้เรียนได้รับการกระตุ้นให้รู้จักคิดปัญหาด้วยตนเอง ซึ่งอาจจะใช้วิธีการ ดังนี้
1. ใช้คำถามง่าย ๆ ที่เป็นเรื่องใกล้ตัวว่าปัญหาคืออะไร สาเหตุเกิดจากอะไร ผู้เรียนจะแก้ปัญหานี้อย่างไร
2. ใช้คำถามที่เกี่ยวกับตัวนักเรียนแล้วโยงไปสู่คำถามอื่นที่สามารถนำมาสู่การเรียนการสอนได้
3. ใช้คำถามที่นำไปสู่การคิดเชิงเหตุผล  

การเลือกหัวข้อโครงงาน 
         การเลือกหัวข้อในการทำโครงงาน จะต้องเลือกตามความสามารถ ความถนัด ความสนใจ และความต้องการของผู้เรียนเอง

การตั้งชื่อโครงงาน 

         การตั้งชื่อโครงงานจะเป็นสิ่งที่ชี้ให้ผู้อื่นเข้าใจปัญหาในการทำโครงงาน วิธีการศึกษาของโครงงาน โดยทั่วไปควรมีลักษณะดังต่อไปนี้
1. ตั้งชื่อเรื่องให้ตรงกับเรื่องที่ศึกษาและแสดงถึงวิธีการศึกษาให้ผู้อื่นเข้าใจได้ เช่น การสำรวจพืชสมุนไพรในชุมชน
2. ตั้งชื่อเรื่องให้กะทัดรัด ได้ใจความชัดเจน รัดกุม สื่อความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจง่าย เช่น การถนอมอาหารด้วยเกลือแกง
3. ควรเป็นชื่อเรื่องที่เร้าใจให้ผู้อื่นสนใจ อยากรู้ และอยากดูผลงาน เช่น ท่านวดลดการปวดเมื่อย

ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาหาความรู้จากแหล่งข้อมูล
        แหล่งที่มาของข้อมูลต่าง ๆ ในการเลือกเรื่องที่จะทำโครงงานนั้นมีอยู่อย่างหลากหลาย โดยสามารถนำเสนอเป็นแนวทางได้ ดังนี้

1. จากการศึกษาหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ประเภทเอกสาร เช่น ตำรา หนังสือพิมพ์ วารสาร งานวิจัยหรือบทความ เอกสารต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้นักเรียนมองเป็นปัญหาจากเนื้อหาวิชาการที่น่าสนใจ และสามารถนำมาทำโครงงานได้ เช่น จากการอ่านหนังสือพิมพ์ นักเรียนพบข้อความหรือประโยคที่มีความหมายไม่ตรงตัวหรือมีความหมายโดยนัยอยู่มาก นักเรียนอาจจะเกิดความอยากรู้ว่าข้อความหรือประโยคเหล่านั้นใช้ในภาษาหนังสือพิมพ์มากน้อยเพียงใด จึงใช้ความอยากกรู้นี้ทำโครงงานเรื่อง "ข้อความหรือประโยคที่น่าสนใจในภาษาหนังสือพิมพ์" ก็ได้

2. จากการสังเกตปรากฎการณ์สิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว เช่น ในกรณีที่บ้านของนักเรียนปลูกต้นไม้ไว้มาก นักเรียนอาจจะเห็นผู้ปกครองเก็บตะไคร้ ใบมะกรูดมาประกอบการทำอาหาร นักเรียนอาจจะเกิดการอยากรู้ว่าจะยังมีพืชชนิดใดอีกบ้างที่สามารถนำมาประกอบอาหารหรือทำเป็นอาหารได้ นักเรียนอาจจะทำโครงงานเรื่อง "การศึกษาพืชที่ใช้เป็นอาหาร" ก็ได้

3. จากการฟังรายการวิทยุหรือชมรายการโทรทัศน์ เช่น นักเรียนดูรายการประดิษฐ์ของใช้จากวัสดุที่เหลือใช้ แล้วนักเรียนอยากทราบว่าหลอดชามุก ที่นักเรียนเก็บสะสมไว้เป็นจำนวนมากนั้นจะนำมาใช้ประดิษฐ์เป็นอะไรได้บ้าง นักเรียนก็อาจช่วยกันคิดและทดลองทำเป็นโครงงาน ซึ่งอาจจะใช้ชื่อโครงงานว่า "ประดิษฐ์คิดของใช้จากหลอดชามุก" ก็ได้

4. จากงานที่เป็นอาชีพในท้องถิ่น นักเรียนอาจจะศึกษาลักษณะของการประกอบอาชีพนั้น ๆ แล้วนำมาทำเป็นหัวข้อการทำโครงงาน เช่น มีคนที่นักเรียนรู้จักประกอบอาชีพขายข้าวแกง นักเรียนอาจจะอยากศึกษาวิธีการทำอาหารที่นักเรียนชอบรับประทาน หรืออาหารอื่น ๆ ซึ่งนำไปสู่การทำโครงงาน "อาหารไทยในวรรณคดี" หรือโครงงาน "แกงไทยพื้นบ้าน" "แกงไทยในอดีต" ก็ได้

5. จากการชมนิทรรศการหรือการทัศนศึกษา นักเรียนอาจจะนำความรู้ที่ได้รับมาศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม เช่น โรงเรียนอาจจะพานักเรียนไปชมนิทรรศการหุ่นขี้ผึ้ง ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง ณ จังหวัดนครปฐม โดยในการทัศนศึกษาดังกล่าวนักเรียนอาจจะชมชอบหุ่นตัวละครในวรรณคดีไทยเรื่อง "พระอภัยมณี" เมื่อกลับมาแล้วนักเรียนอาจจะอยากรู้เกี่ยวกับตัวละครในวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณีอย่างละเอียด ก็อาจจะนำมาทำโครงงานเรื่อง "ตัวละครในดวงใจของฉัน" ก็ได้   

ขั้นตอนที่ 3 ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตัดสินใจเลือกโครงงาน
         ในการทำโครงงานนั้นสามารถทำได้ทั้งเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม ซึ่งแล้วแต่นักเรียนและครูผู้สอนจะร่วมกันพิจารณาบริบทที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่มีโครงงานหลายโครงงานให้เลือก นักเรียนจะต้องตัดสินใจเลือกทำโครงงานเพียงโครงงานเดียว ซึ่งในการเลือกนั้นนักเรียนต้องทำตารางวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจที่จะเลือกโครงงาน โดยให้คะแนนตามรายการในช่องของแต่ละโครงงาน ดังนี้
                       มากที่สุด       =  4
                       มาก             =  3
                       ปานกลาง      =  2
                       น้อย             =  1
         จากนั้นนำคะแนนของแต่ละโครงงานที่ได้มาเปรียบเทียบกัน โครงงานที่ได้คะแนนมากที่สุด เป็นโครงงานที่ควรพิจารณาเลือกทำได้ชัดเจนขึ้น

ขั้นตอนที่ 4 การกำหนดแนวทางการจัดทำโครงงาน
          การกำหนดแนวทางจัดทำโครงงาน เป็นสิ่งที่จะช่วยให้นักเรียนเกิดความชัดเจนในการจัดทำโครงงาน และเป็นการกำหนดกิจกรรมที่จะปฏิบัติด้วย ซึ่งนักเรียนสามารถดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้

ขั้นตอนที่ 5 การเขียนเค้าโครงโครงงาน
          การเขียนเค้าโครงโครงงาน เขียนเพื่อให้ผู้จัดทำโครงงานได้เสนอรูปแบบในการทำโครงงานเป็นเบื้องต้น ประโยชน์ของการเขียนเค้าโครงโครงงานคือ ผู้ทำโครงงานจะมีความชัดเจนในการทำโครงงานมากขึ้น และให้ครูผู้สอนรวมถึงผู้ปกครองได้รับทราบเกี่ยวกับโครงงานที่ผู้เรียนทำเป็นเบื้องต้น
          เค้าโครงโครงงานจะประกอบด้วยหัวข้อต่าง ๆ ที่จำเป็นในการทำโครงงานการเขียนรายงานโครงงาน
โดยเขียนตามแนวของรูปแบบเค้าโครงโครงงาน มี
1.ชื่อโครงงาน
2.ชื่อผู้ทำโครงงานและโรงเรียน
3.ครูที่ปรึกษา
4.ความเป็นมา /ความสำคัญของปัญหา
5.จุดมุ่งหมาย / วัตถุประสงค์ของการศึกษา
6.ขอบเขตของโครงงานที่จะทำการศึกษา
7.สมมุติฐานของการศึกษา (ถ้ามี)
8.ขั้นตอนการศึกษาหรือดำเนินงาน
9.เครื่องมือหรือวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการศึกษาหรือดำเนินงาน
10.ผลการศึกษา (อาจจะอยู่ในรูปแบบของตาราง กราฟ หรือภาพถ่าย
11.สรุปและวิเคราะห์ผลการศึกษา
12.ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงงานเรื่องนี้
13.เอกสารอ้างอิง / บรรณานุกรม

ขั้นตอนที่ 6 การลงมือปฏิบัติโครงงาน
         การปฏิบัติโครงงาน เป็นการดำเนินงานตามแผนงานที่ได้กำหนดไว้ในเค้าโครงโครงงาน ที่ผ่านการเห็นชอบจากครูผู้สอนหรือครูที่ปรึกษาแล้ว ในการปฏิบัติงานผู้ทำโครงงานควรจะดำเนินการดังนี้
1. ทบทวนดูประเภทของโครงงงานอีกครั้งเพื่อจะได้มีความชัดเจนในการปฏิบัติงาน
2. ผู้ทำโครงงานต้องกำหนดขั้นตอนในการปฏิบัติงานอย่างละเอียด ชัดเจน
3. ผู้ทำโครงงานต้องปฏิบัติงานด้วยความรอบคอบ ประหยัด
4. ผู้ทำโครงงานต้องมีการจดบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ไว้อย่างละเอียด เป็นขั้นเป็นตอน
5. ผู้ทำโครงงานต้องระบุเวลาของการปฏิบัติงานในแต่ละขั้นตอนทุกขั้นตอน
6. ในกรณีที่มีข้อผิดพลาด หรือมีปัญหาในการปฏิบัติงานในแต่ละขั้นตอน ต้องรีบปรึกษากับกลุ่ม หรือครูที่ปรึกษาทันที เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

ขั้นตอนที่ 7 การบันทึกผลการปฏิบัติงาน
         การบันทึกผลข้อมูล หรือผลการปฏิบัติงานเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะโครงงานนั้น ๆ จะบอกให้ผู้อื่นได้รับทราบว่าสิ่งที่เขากำลังต้องการจะพิสูจน์หรืออยากรู้ หรือกำลังปฏิบัติอยู่นั้นเป็นอย่างไร การสื่อความหมายของตนเองให้ผู้อื่นเข้าใจเป็นเรื่องที่ผู้จัดทำต้องเขียนเล่า หรืออธิบายให้ชัดเจน เนื่องจากเป็นการสื่อความหมายทางเดียว การเขียนที่ชัดเจนจะทำให้ผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น ซึ่งอาจจะต้องใช้วิธีการต่าง ๆ ช่วย เช่น ทำตารางบันทึกผลการทดลอง การสำรวจ หรือการแสดงความคิดเห็น เป็นต้น

 ขั้นตอนที่ 8 การเขียนรายงานโครงงาน
          การเขียนรายงานเป็นการส่งสารที่ผู้รับสาร คือผู้อ่านไม่สามารถซักถามได้ ผู้เขียนรายงานจึงควรภาษาที่เข้าใจง่าย กระชับ ขัดเจน และครอบคลุมประเด็นสำคัญของโครงงานที่ทำไปแล้ว
รูปแบบของการเขียนรายงาน

ขั้นตอนที่ 9 การนำเสนอโครงงานและการแสดงผลงาน
           การนำเสนอโครงงาน เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทำโครงงาน หลังจากที่ได้ผลที่ศึกษาเพื่อหาคำตอบ หรือสร้างงานตามวัตถุประสงค์ของโครงงานแล้ว ผู้จัดทำโครงงานต้องการนำความรู้หรือผลงานที่ได้จากการทำโครงงานนั้นมานำเสนอให้ผู้อื่นทราบ สามารถนำเสนอได้อย่างหลากหลายรูปแบบ อาจจะนำเสนอทางคอมพิวเตอร์ในลักษณะสื่อมัลติมีเดีย นำเสนอเป็นรูปแบบการจำลอง เอกสารสิ่งพิมพ์ แฟ้ม การจัดนิทรรศการ การทำแผงโครงงาน การรายงาน หรือการสาธิต ซึ่งการบรรยายประกอบมักจะประกอบด้วยหัวข้อต่อไปนี้
        - ชื่อผู้จัดทำ
        - ชื่อที่ปรึกษา
        - ที่มาของการทำโครงงาน
        - ชื่อโครงงาน
        - ปัญหาหรือเรื่องที่ต้องการศึกษาค้นคว้า รวบรวม ประดิษฐ์ หรือทดลอง
        - สมมุติฐาน (ถ้ามี)
        - วิธีดำเนินการ (ควรมีภาพประกอบการดำเนินการตามขั้นตอน เพื่อให้เห็นกระบวนการในการทำงาน)
        - ผลการดำเนินการ / ผลการศึกษา
        - สรุปผล
        - ข้อเสนอแนะ

10. บันทึกข้อสังเกต 
           ระหว่างทำการทดลองให้สังเกต และบันทึกเป็นข้อสังเกตไว้ เช่น ปัญหาที่พบ สิ่งที่น่าสนใจ ทุกอย่างที่คุณทำ และทุกอย่างที่เกิดขึ้น ข้อสังเกตเหล่านี้มีประโยชน์อย่างมากเมื่อคุณเขียนบทสรุป หรือเมื่อต้องการวิเคราะห์หาข้อผิดพลาดจากการทดลอง

 11. คำนวณ 
           นำข้อมูลดิบมาคำนวณได้เป็นตัวเลขที่คุณพร้อมจะนำไปเขียนบทสรุป ยกตัวอย่าง เช่น คุณ ชั่งภาชนะ แล้วบันทึกในช่องข้อมูลดิบคือ "น้ำหนักภาชนะ" จากนั้นคุณเติมดินลงไปจำนวนหนึ่ง แล้ว นำภาชนะไปชั่งน้ำหนักอีกครั้งแล้วบันทึกในช่องข้อมูลดิบช่อง "น้ำหนักภาชนะ + ดิน" ในภาคการคำ นวณ คุณต้องคำนวณหาว่าใช้ดินไปเป็นจำนวนเท่าไรในการทดลองแต่ละครั้งโดยการคำนวณดังนี้ (น้ำหนักภาชนะ + ดิน) - (น้ำหนักภาชนะ) = น้ำหนักของดินที่ใช้ ผลของการคำนวณที่ได้ให้นำไปบันทึก ในช่องผลลัพธ์ ของตารางในช่อง "น้ำหนักของดินที่ใช้"

 12. รวบรวมผลลัพธ์
           นำผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมาแสดงในรูปของตัวเลขในตาราง หรือกราฟ หรืออาจจะอยู่ในรูปคำบรร ยายสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการทดลอง

 13. เขียนบทสรุป 
           ผลลัพธ์และการคำนวณที่ได้จากการทดลองทำให้คุณสามารถเห็นแนวโน้มของ ตัวแปรต่างๆที่ทำให้ เกิดผลต่างๆในการทดลอง ด้วยแนวโน้มนี้ คุณสามารถเขียนสรุปเกี่ยวกับระบบที่ศึกษา ซึ่งข้อสรุปนี้ ทำให้เราสามารถพิสูจน์สมมุติฐานว่าถูกต้องหรือไม่ นอกจากนี้ในบทสรุปยังมักจะมีสิ่งต่อไปนี้ - ถ้าสมมุติฐานของคุณไม่ถูกต้อง คำตอบที่แแท้ควรจะเป็นอะไร - ประมวลความยากหรือปัญหาที่เกิดขึ้น ระหว่่างทำการทดลอง เพื่อเป็นแนวทางปรับปรุงแก้ไขใน การทำการทดลองคราวหน้าคุณต้องการเปลี่ยนแปลง กรรมวิธีทดลอง และะทำการทดลองนี้ซ้ำอีกหรือไม่ - อะไรที่คุณคิดว่าจะทดลอง แตกต่างออกไปในการ ทดลองคราวหน้า - บันทึกรายการสิ่งที่คุณได้เรียนรู้ - พยายามตอบคำถามที่เกิดขึ้นใหม่จากการทดลอง เพื่อตั้งสมมุติฐานที่สามารถทำการทดสอบได้อีก ในคราวต่อไป


ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.koogun.net/media/project/projec.htm