การอ่านบทร้อยกรอง

บทร้อยกรอง

 

 

การอ่านบทร้อยกรอง

             การอ่านออกเสียงบทร้อยกรองมี 2 วิธี คือ อ่านอย่างเสียงพูดธรรมดาและอ่านอย่างทำนองเสนาะ การอ่านอย่างเสียงพูดมีวิธีการอ่านเช่นเดียว
กับการอ่านร้อยแก้ว แต่เพิ่มจังหวะวรรคตอนเน้นสัมผัส และเอื้อนเสียงตามสมควรแก่ชนิดของคำประพันธ
            1. อ่านเหมือนร้อยแก้ว แต่เว้นวรรคตอนและมีจังหวะตามคำสัมผัส เส้นที่ขีด คือ
เส้นแสดงจังหวะตก เวลาอ่านเคาะจังหวะไปด้วย เช่น
                                                         เมื่อแรกที่ลูกเกิดถือกำเนิดขึ้นในครรภ์          แม่รักแม่สร้างสรรค์สิ่งดีงามให้ทันที
                                                        แม่ทำแม่คิดชอบตามระบอบแห่งความดี      เพื่อสร้างให้ลูกมีสมบูรณ์สุขทั้งกายใจ
             โดยทั่วไปนิยมอ่านคำประพันธ์ด้วยทำนองเสนาะ
            2. การอ่านทำนองเสนาะ การอ่านร้อยกรองโดยทั่วไปมีหลักดังนี้
                1. แบ่งวรรคตอนจำนวนคำแต่ละวรรคของร้อยกรองแต่ละชนิด ตามปกติพยางค์หนึ่งนับเป็นคำหนึ่ง ถ้าเป็นพยางค์สระเสียงสั้น แม่ ก กา อาจออกเสียงรวบกับพยางค์อื่นนับเป็นคำหนึ่ง เช่น  สวัสดิ์ เป็นคำ 2 พยางค์ อาจนับเป็น 1 คำ   ปรารถนา เป็นคำ 3 พยางค์ อาจนับเป็น 2 คำ
ยุคลบาท เป็นคำ 4 พยางค์ อาจนับเป็น 3 คำ     ปัญญาสชาดก เป็นคำ 5 พยางค์ อาจนับเป็น 4 คำ   ระริกระรี้ เป็นคำ 4 พยางค์ อาจนับเป็น 4 คำ
                2. อ่านเน้นคำตรงที่สัมผัสกันโดยปกติสัมผัสนอก คำประพันธ์นั้นจึงจะไพเราะ เช่นลำเจียกเอ๋ยเคยชื่นระรื่นรส ต้องจำอดออมระอาด้วยหนาหนาม
ถึงคลองเตยเตยแตกใบแฉกงาม คิดถึงยามปลูกรักมักเป็นเตยการเน้นเสียงคำตัวหนาอาจทำได้ โดยการอ่านออกเสียงหนักขึ้นหรือดังขึ้น หรืออ่านทอดเสียงให้ยาวออกไป
  
             3. อ่านเอื้อสัมผัสในเพื่อเพิ่มความไพเราะมากขึ้น เช่นตัวข้าขอเคารพอภิวาท ในพระบาทบพิตรอดิศร (อ่านว่า อบพิวาด) (อ่านว่า อะดิดสอน)
                4. อ่านให้ถูกต้องคำ ครุ ลหุ ในคำฉันท์ต่างๆ เช่น อินทรวิเชียรฉันท์

                                สายัณห์ตะวันยาม ขณะข้ามทิฆัมพร                (สายันตะวันยาม) (ขะหนะข้ามทิคัมพร)
                                เข้าภาคนภาตอน ทิศะตกก็รำไร                        (เข้าพากนะพาตอน) (ทิดสะตกก็รำไร)
                 5. อ่านคำให้พ้องต้องสัมผัสกัน เช่น
                                 ฝ่ายนครกาญจน จัดขุนพลพวกด่าน     (อ่านว่า กาน - จน)
                  6. มีศิลปะในการใช้เสียง กล่าวคือเอื้อนเสียงในที่ควรเอื้อนเพื่อให้เกิดความไพเราะ และใช้เสียงแสดงความรู้สึกให้เหมาะสมกับข้อความ เพื่อรักษาบรรยากาศของเรื่องที่อ่าน
                  7. อ่านถูกต้องตามทำนองและจังหวะของคำประพันธ์แต่ละชนิด เช่น

                                                                                    กลอนสุภาพหรือกลอนแปด

การอ่านกาพย์ยานี 11

             กาพย์ยานี มีวิธการอ่านดังนี้
              1. แบ่งจังหวะการออกเสียงเป็น วรรคหน้า 5 คำ แบ่งเป็นจังหวะ 2 คำ และจังหวะ 3 คำวรรคหลัง 6 คำ แบ่งเป็น 2 จังหวะ จังหวะละ 3 คำ
              2. คำสุดท้ายวรรคที่เป็นคำเสียงจัตวา ต้องเอื้อนเสียงให้สูงเป็นพิเศษ
              3. ในกรณีที่มีคำคำมากพยางค์เกินแผนบังคับต้องรวบเสียงคำนั้นๆ ให้สั้นเข้า
                                      มัสมั่น / แกงแก้วตา/ หอมยี่หร่า / รสร้อนแรง            ชายใด / ได้กลืนแกง/ แรงอยากให้ / ใฝ่ฝันหา

                                                                                                 การอ่านโคลงสี่สุภาพ

                                 อยุธยา / ยศล่มแล้ว / ลอยสวรรค์ / ลงฤา                          สิงหาสน์ / ปรางค์รัตน์บรร / เจิดหล้า
                   บุญเพรง / พระหากสรรค์ / ศาสน์รุ่ง / เรืองแฮ                                  บังอบาย / เบิกฟ้า / ฝึกฟื้น / ใจเมือง
                   คำท้ายออกเสียงสูงได้แก่ สวรรค์ สรรค์คำรวบพยางค์ได้แก่ อยุธยา 4 พยางค์ เหลือ 2 พยางค์บังอบาย 3 พยางค์ เหลือ 2 พยางค์ และยึดเสียง เบิกฟ้า

คำฉันท์

                การอ่านทำนองเสนาะคำฉันท์ที่ถูกต้องไพเราะจำเป็นต้องรู้จักลักษณะบังคับทั่วไปของของคำฉันท์และลักษณะเฉพาะของคำฉันท์แต่ละชนิด
ฉันท์มีลักษณะบังคับพิเศษแตกต่างกับคำประพันธ์ชนิดอื่น โดยบังคับคำลหุ คำครุ แทนคำธรรมดา นอกจากนี้ยังบังคับสัมผัสเช่นเดียวกับคำประพันธ์ชนิดอื่นๆ
การอ่านทำนองเสนาะคำฉันท์มีหลักเกณฑ์การอ่านเหมือนกับคำประพันธ์ทั่วไป คือ
                1. อ่านทอดจังหวะคำแต่ละวรรคตามแต่ชนิดของฉันท์
  
             2. อ่านออกเสียงคำให้ถูกต้องตามลักษณะบังคับลหุครุของฉันท์แต่ละชนิด
  
             3. คำสุดท้ายวรรคที่ใช้คำเสียงจัตวา ต้องอ่านให้เสียงสูงเป็นพิเศษ เพื่อความไพเราะใช้คำเสียงจัตวาตรงท้ายคำบาทแรก
  
             4. อินทรวิเชียรย์ฉันท์ แบ่งจังหวะการอ่านวรรคหน้า 2 จังหวะ จังหวะ 2 คำ และจังหวะ 3 คำ วรรคหลัง 2 จังหวะ จังหวะละ 3 คำ

             โคลงสี่สุภาพมีวิธีการอ่านดังนี้
               1. อ่านทอดเสียงให้ตรงตามจังหวะของแต่ละวรรควรรคหน้าแต่ละบาทมี 2 จังหวะ จังหวะละ 2 คำ และ 3 คำวรรคหลังบาทที่ 1 และบาทที่ 3 มี 1 จังหวะ เป็นจังหวะ 2 คำ ถ้ามีคำสร้อยก็เพิ่มอีก 1 จังหวะ เป็นจังหวะ 2 คำวรรคหลังบาทที่ 2 มี 1 จังหวะ เป็นจังหวะ 2 คำวรรคหลังบาทที่ 4 มี 2 จังหวะ จังหวะละ 2 คำ
               2. คำท้ายวรรคที่ใช้คำเสียงจัตวา ต้องเอื้อนเสียงให้สูงเป็นพิเศษ ตามปกติโคลงสี่สุภาพที่แต่งถูกต้องและไพเราะ ใช้คำเสียงจัตวาตรงคำท้ายของบาทที่ 1 หรือคำท้ายบท
               3. เอื้อนวรรคหลังบาทที่ 2 ให้เสียงต่ำกว่าปกติ
               4. ในกรณีที่มีคำคำมากพยางค์เกินแผนบังคับต้องรวบเสียงคำนั้นๆ ให้สั้นเข้า
               วิธีการอ่านมีดังนี้
                1. วรรคหนึ่งแบ่งเป็น 3 จังหวะ คือจังหวะละ 3 คำ 2 คำ และ 3 คำ ตามลำดับ
                2. คำสุดท้ายวรรคที่เป็นคำเสียงจัตวา ต้องเอื้อนเสียงให้สูงเป็นพิเศษ
                3. คำสุดท้ายบท เอือ้นเสียงต่ำเป็นพิเศษ
                4. ในกรณีที่มีคำมากพยางค์เกินแผนผังบังคับ ต้องรวบเสียงคำนั้นๆ ให้สั้นเข้าไม่คิดสอย/มัวคอย/ดอกไม้ร่วง คงชวดดวง/บุปผชาติ/สะอาดหอม
ดูแต่/ภุมริน/เที่ยวบินดอม จึงได้ดอม/อบกลิ่น/สุมาลีคำรวบพยางค์ได้แก่ บุปผชาติ 3 พยางค์ เหลือ 2 พยางค์ภุมริน 3 พยางค์ เหลือ 2 พยางค์ และยึดเสียง ดูแต่