สรุปบทความแนวโน้มการพัฒนาหลักสูตร
           กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช 2544  มาแล้ว 6 ปี สาระสำคัญ คือ ให้สถานศึกษามีบทบาทในการจัดทำสาระหลักสูตรของตนเอง โดยมีมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายและกรอบทิศทางในการจัดทำหลักสูตรที่เรียกว่า หลักสูตรสถานศึกษา พัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการ ผู้เรียนในองค์รวมทั้งด้านความรู้และคุณธรรม  และเน้นการบูรณาการเชื่อมโยงความรู้ระหว่างศาสตร์ต่างๆ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพได้มาตรฐานที่กำหนดไว้ในระดับชาติ (สำนักงานวิชาการและมาตรฐานการศึกษา) โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนเล็กๆในชนบทห่างไกลที่มีครูต่ำกว่า 20 คน   ทำให้ครูและบุคลากรหันไปใช้หนังสือที่สำนักพิมพ์ต่างๆ ทำขายแทนการใช้หลักสูตรสถานศึกษาที่จัดทำ  ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวคิดในการกระจายอำนาจและการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น  นอกจากนี้การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้และการวัดผลประเมินผลยังคงเป็นรูปแบบของหลักสูตรที่ยึดเนื้อหาเช่นเดียวกับที่เคยปฏิบัติกันมา  ซึ่งไม่สะท้อนมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดอันเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปการเรียนรู้ที่เน้นการพัฒนาผู้เรียนในองค์รวม (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา)
          ประเด็นปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นส่งผลให้ผู้เรียนเสียโอกาสในการพัฒนาตนเอง  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  เสียโอกาสในการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์  เสียโอกาสในการบ่มเพาะความซื่อสัตย์และจิตสำนึกรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม  เสียโอกาสในการสร้างภูมิคุ้มกันสิ่งเลวร้ายที่รับเข้ามาเป็นพฤติกรรมถาวร  อันมีผลเชื่อมโยงถึงประเด็นปัญหาของสังคมโดยส่วนรวม   สังคมได้รับทรัพยากรบุคคลที่ด้อยคุณภาพ  ที่ถูกครอบงำทางความคิดได้ง่าย  ที่มีความรู้เพียงแค่เนื้อหาวิชาที่ปรากฎในหนังสือเรียน   ขาดจิตสำนึกรับผิดชอบตนเอง  รับผิดชอบสังคม  ซึ่งวิกฤตที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ถือเป็นภาระกิจที่ท้าทายความสามารถของผู้บริหารในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา  ท้าทายความสามารถของครูในการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์  บ่มเพาะความซื่อสัตย์  ปลูกฝังจิตสำนึกรับชอบต่อตนเอง  รับผิดชอบต่อสังคม  นิยมประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  สร้างภูมิคุ้มกันสิ่งเลวร้ายไม่รับเอาความคิดและแนวปฏิบัติที่ขัดหลักศีลธรรมประเพณีอันดีงามของไทยมาประพฤติปฏิบัติ  ครูต้องรู้จักคัดเลือกข่าวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นๆ มาเป็นรายละเอียดของสาระการเรียนรู้  ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้สามารถสะท้อนมาตรฐานการเรียนรู้ทีเกี่ยวข้อง  แทนหนังสือเรียน  ตั้งประเด็นให้คิดวิเคราะห์ อภิปราย เช่น ข่าวเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ   การต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ข่าวเกี่ยวกับม็อบต่อต้านการต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ข่าวเกี่ยวกับการล่วงละเมิดสถาบันหลักของชาติ  ข่าวเกี่ยวกับการชี้แจงของผู้เกี่ยวข้องแต่ละเรื่อง ซึ่งปรากฏทางสื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และเว็บไซต์ทั่วไป  เอามาเป็นรายละเอียดของสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข  โดยออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้อ่าน   คิดวิเคราะห์ อภิปราย  เขียน  ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับพฤติกรรมของฝ่ายต่าง ๆ ในประเด็นของความถูกต้องเหมาะสม  ความสอดคล้องกับระเบียบกฎหมาย ศีลธรรม วัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม   ผลดีผลเสียของการกระทำ  ใครน่าได้รับประโยชน์จากการกระทำนั้น ๆ   เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย   สรุปแนวปฏิบัติ และข้อเสนอแนะ นำเสนอหน้าชั้น  ทั้งนี้การอภิปรายแสดงความเห็นย่อมมีความแตกต่างอย่างหลาหลาย   ครูต้องมีทักษะในการขัดเกลาความคิดของผู้เรียนให้อยู่ในกรอบของระเบียบกฎหมาย  ไม่ขัดกับศีลธรรม วัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม  และไม่เอื้อประโยชน์ให้ผู้อื่นในทางทุจริต  ถ้าเป็นเรื่องทำนองนี้ครูต้องเน้นความเป็นกลางและสมานฉันท์  ทั้งนี้จะต้องตอกย้ำความเป็นกลางให้ผู้เรียนเข้าใจลึกซึ้ง เพราะความเป็นกลางไม่ใช่การวางเฉยหรือไม่ยืนอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง  แต่ความเป็นกลางคือการมีความเห็นสอดคล้องกับระเบียบกฎหมายไม่ขัดกับศีลธรรม วัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ไม่ล่วงละเมิดสถานบันหลักของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นที่เคารพเทิดทูนของปวงชนชาวไทยมายาวนาน    ถ้าให้เลือกสนับสนุนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ต้องคำนึงถึงหลักการ ระเบียบกฎหมาย ศีลธรรม วัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม   และต้องฝึกให้ยืนอยู่กับฝ่ายที่ถูกต้องตามหลักการ ระเบียบกฎหมาย ศีลธรรม วัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ไม่วางเฉยกับการกระทำผิดของผู้ใด   ไม่ยอมรับการอ้างเสรีภาพ อธิปไตย ของต่างชาติ มาล่วงละเมิดสถาบันหลักของชาติ  เพราะเราต้องธำรงรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  ต้องฝึกให้ผู้เรียนรู้จักบริโภคข่าว  ก้าวทันวิชาการและเทคโนโลยี  ถึงเวลาแล้วที่ครูต้องเก็บตำราเรียนไว้เป็นเอกสารการค้นคว้า  ไม่ใช่เป็นคู่มือในการจัดการเรียนรู้อีกต่อไป

 (ที่มา  http://www.itie.org)

 

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็นบทความแนวโน้มการพัฒนาหลักสูตร

ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับบทความการพัฒนาหลักสูตรข้างต้น  เพราะสถานศึกษาทุกแห่งต้องใช้หลักสูตรเพื่อที่จะพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ให้ผู้เรียนมีคุณภาพ ได้มาตรฐานความรู้และคุณธรรมซึ่งครูในปัจจุบันขาดความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน “หลักสูตรแกนกลาง” ทำให้เกิดความสับสนในการปฏิบัติ  โดยเฉพาะครูชนบทหันกันไปใช้หนังสือที่สำนักพิมพ์ต่างๆ แทนการใช้หลักสูตรสถานศึกษา  ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับการพัฒนาหลักสูตร นอกจากนี้กิจกรรมของผู้เรียนก็ยังเน้นในเนื้อหาเป็นหลัก ซึ่งก็ไม่สะท้อนกับการพัฒนาผู้เรียนในองค์รวม

การพัฒนาหลักสูตรในแนวทางนี้จะทำให้ผู้เรียนเสียโอกาสในการพัฒนาตนเอง   เสียโอกาสในการพัฒนาการคิดวิเคราะห์  และวิกฤตนี้ เป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถของผู้บริหารในการพัฒนาหลักสูตร และยังท้าทายความสามารถของครูผู้สอนด้วยว่าจะสามารถพัฒนากระบวนการ ในด้านการคิดวิเคราะห์ บ่มเพาะความซื่อสัตย์  ไม่รับเอาความคิดและแนวปฏิบัติ ที่ขัดหลักศีลธรรมประเพณีไทยมาปฏิบัติ  ดังนั้นครูจึงต้องคัดเลือกข่าวและเหตูการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นๆ มาเป็นรายละเอียดของสาระการเรียนรู้  ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้สามารถสะท้อนมาตรฐานการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องการใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร ครูก็สามารถนำเรื่องดังกล่าวมาเปรียบเทียบในสังคมปัจจุบัน                                                        โดยออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้อ่าน คิดวิเคราะห์  อภิปราย  เขียน  ทั้งนี้การอภิปรายแสดงความเห็นย่อมแตกต่างอย่างหลากหลาย ครูจึงต้องมีทักษะในด้านความคิดของผู้เรียนให้อยู่ในกรอบของระเบียบกฏหมาย  ต้องตอกย้ำความเป็นกลางให้แก่ผู้เรียนเข้าใจลึกซึ้ง  ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ครูต้องเก็บตำราเรียนเป็นเอกสารการค้นคว้า  ไม่ใช่เป็นคู่มือในการจัดการเรียนรู้อีกต่อไป