ระดับภาษา      

      ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร ความรู้ ความคิด ความรู้สึก ทัศนคติ แล้วยังสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ดังนั้น ภาษาที่ใช้จึงมีหลายระดับ ดังนี้
        การแบ่งระดับ     ของภาษา ๑. แบ่งเป็น ๒ ระดับ     ภาษาที่เป็นทางการ(ภาษาแบบแผน)    ภาษาระดับที่ไม่เป็นทางการ(ภาษาที่ไม่เป็นแบบแผน) 
                          ๒. แบ่งเป็น ๓ ระดับ     ภาษาระดับพิธีการ        ระดับกึ่งพิธีการ        ระดับไม่เป็นพิธีการ(ไม่เป็นแบบแผน) 
  การแบ่งระดับภาษาในที่นี้        ๓. แบ่งเป็น ๕ ระดับ     ภาษาพิธีการ     ระดับทางการ     ระดับกึ่งทางการ  ระดับสนทนา   ระดับกันเอง  
ลักษณะสำคัญของภาษาแต่ละระดับ
        ๑. ภาษาระดับพิธีการ  เป็นภาษาที่ใช้ในที่ประชุมที่จัดเป็นพิธีการ เช่น ในการเปิดประชุมสภา การกล่าวรายงานในพิธีมอบปริญญาบัตร การกล่าวเปิดงานและปิดงานพิธีการ เป็นต้น
                ผู้ส่งสารระดับนี้ต้องเป็นบุคคลสำคัญ หรือมีตำแหน่งสูง ผู้รับสารก็เป็นบุคคลในระดับเดียวกัน หรือกลุ่มชนส่วนใหญ่ หรือประชาชนทั้งประเทศ
                สารทุกคนมีลักษณะเป็นพิธีรีตองเป็นทางการ เลือกเฟ้นแล้วว่าไพเราะเหมาะสมผู้กล่าวสารจึงต้องเตรียมบทความนั้นมาอ่านต่อหน้าที่ประชุม
        ๒. ภาษาระดับราชการ  เมื่อผ่านการประชุมเป็นพิธีการแล้ว การประชุมต่อมาใช้ภาษาระดับทางการ เช่น การบรรยาย หรือการอภิปรายในที่ประชุม หนังสือที่ใช้ติดต่อทางราชการหรือวงกี่ธุรกิจจะใช้ภาษาระดับนี้
                ภาษาที่ใช้ตรงไปตรงมามุ่งเข้าสู่จุดประสงค์ที่ต้องการโดยเร็ว อาจมีศัพท์เทคนิคหรือศัพท์วิชาการบ้าง แต่ไม่ใช้คำฟุ่มเฟือย เป็นภาษาที่มีในแบบแผนในการใช้
        ๓. ภาษาระดับกึ่งราชการ ภาษาระดับนี้คล้ายกับภาษาระดับทางการแต่ลดความเป็นงานลงบ้าง เพื่อแสดงความใกล้ชิดระหว่างผู้ส่งสาร กับผู้ใช้สารให้กระชับมั่น เช่น การประชุมกลุ่ม การอภิปรายกลุ่ม การบรรยายในห้องเรียน ข่าว บทความในหนังสือพิมพ์ ฯลฯ
        ๔. ภาษาระดับสนทนา  เป็นภาษาที่ใช้ในการสอนโต้ตอบระหว่างบุคคลหรือกลุ่มคนเพียง ๔-๕ คน ในสถานที่หรือกาละที่ไม่ใช่ส่วนตัว เช่น การเขียนจดหมายระหว่างเพื่อน การรายงานข่าว และการเสนอบทความบางเรื่อง
        ๕. ภาษาระดับกันเอง เป็นภาษาที่ใช้กันในครอบครัว เพื่อนสนิท ซึ่งพูดจากันในเรื่องใดก็ได้ ใช้ในการพูดเท่านั้นไม่นิยมบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร อาจเป็นคำคะนองที่ใช้กันเฉพาะกลุ่มภาษาท้องถิ่น บุคคลที่ใช้ภาษาระดับนี้มีจำนวนน้อย
                เราจะใช้ภาษาระดับใดนั้น ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและการละเทศะด้วย
 
ปัจจัยที่กำหนดระดับภาษา
        ๑. โอกาสและสถานที่ ปัจจัยที่ทำให้ใช้ภาษาต่างระดับกันอยู่ที่โอกาสและสถานที่ เช่น   ถ้าสื่อสารกับบุคคลกลุ่มใหญ่ในที่ประชุมก็จะใช้ภาษาระดับหนึ่ง ถ้าพูดกันในตลาดร้านค้าภาษาก็จะต่างระดับกันออกไป
        ๒. สัมพันธภาพระหว่างบุคคล  บุคคลมีสัมพันธภาพหลายลักษณะ เช่น บุคคลที่ไม่เคย   รู้จักบุคคลที่เพิ่งรู้จัก บุคคลที่เป็นเพื่อนสนิท นี่ก็เป็นปัจจัยให้ใช้ภาษาต่างระดับกัน แต่อย่างไรก็ตามต้องยึดหลักพิจารณาโอกาสและสถานที่ด้วย
        ๓. ลักษณะของเนื้อหา เนื้อหาย่อมขึ้นอยู่กับโอกาสไม่น้อย เช่น เนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว ก็ไม่นำไปใช้กับภาษาระดับพิธีการหรือทางการ
        ๔. สื่อที่ใช้ในการส่งสาร สื่อที่ใช้ก็ทำให้ภาษาเปลี่ยนระดับได้  เช่น จดหมายปิดผนึกกับไปรษณียบัตร ระดับภาษาที่ใช้ต้องตรงกัน เมื่อพูดด้วยปากกับพูดด้วยเครื่องขยายเสียงหรือพูด    ทางวิทยุ ทางโทรทัศน์ ระดับภาษาที่ใช้ย่อมแตกต่างกัน
 
ความแตกต่างของภาษาระดับต่าง ๆ
        ๑. การเรียบเรียง  ในภาษาระดับพิธีการและระดับทางการมักจะมีการเตรียมวาทนิพนธ์ไว้ล่วงหน้า ดังนั้นผู้เขียนต้องพิถีพิถันขัดเกลาภาษาให้ไพเราะมีความต่อเนื่อง ไม้สับสนวกวน ส่วนภาษาระดับกึ่งกลางถ้าเป็นการโต้ตอบ ซักถาม อภิปราย ภาษาอาจไม่เป็นไปตามลำดับขาดระเบียบเรื่อง สับสนออกนอกประเด็นไปบ้าง แต่ถ้าเป็นการเขียนต้องระมัดระวังเรื่องการลำดับข้อความ  และระเบียบข้อความเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจ ภาษาในระดับสนทนา และภาษาระดับกันเองนั้นความเป็นระเบียบของภาษานี้จะลดน้อยลง
        ๒. กลวิธีนำเสนอ  ภาษาระดับพิธีการและภาษาระดับทางการ การนำเสนอเป็นไปอย่างกลาง ๆ คือ เป็นการส่งสารไปยังกลุ่มบุคคลไม่เจาะจง ผู้ส่งสารก็เช่นกัน ถ้าเป็นหนังสือราชการหรือธุรกิจติดต่อระหว่างหน่วยงาน  มักสื่อสารระหว่างตำแหน่งในนามของหน่วยงานนั้น ๆ
        ในระดับกึ่งราชการอาจปะปนกันทั้งความเป็นกลาง  และการแสดงความคุ้นเคยส่วนระดับสนทนา และระดับกันเองนั้นผู้ส่งสารและผู้รับสารเกี่ยวข้องกันโดยตรง
        ๓. การใช้ถ้อยคำ
                ๓.๑ สรรพนาม ภาษาทั้ง ๕  ระดับ จะใช้สรรพนามแตกต่างกันไป เช่น ข้าพเจ้า กระผม ดิฉัน ฉัน เรา หนู ท่าน ท่านทั้งหลาย คุณ ฯลฯ
                ๓.๒ นาม คำสามานยนามที่ใช้ในระดับสนทนา  และกันเองจะต่างไปต่างระดับทางการ เช่น
       
 ภาษาทางการและพิธีการ
    ระดับสนทนา      
  โรงภาพยนตร์
    โรงหนัง
 ใบอนุญาตขับรถยนต์
 ใบขับขี่
    หนังสือรับรอง
    ใบรับรอง
  ช่องเดินรถประจำทาง
  บัสเลน
 ดวงตราไปรษณียากร      
     แสตมป์     
                         คำวิสามายนาม เช่น ชื่อโรงเรียน หน่วยงาน ระดับทางการขึ้นไปใช้ชื่อเดิม แต่ระดับกึ่งทางการลงมาอาจใช้ชื่อย่อได้
        ลักษณะนามต้องใช้ให้ถูกต้องทุกระดับภาษา
        ๓.๓ คำกริยา ต้องสังเกตความแตกต่างกันในแต่ระดับภาษา เช่น
                        ระดับทางการขึ้นไป             ระดับกึ่งทางการลงมา
                        ฌาปนกิจศพ                        เผาศพ
                        ส่งหนังสือไปตามลำดับขั้น                 แทงเรื่อง
                        ประทับตรา                        ตีตรา
        ๓.๔ คำวิเศษณ์  คำวิเศษณ์ที่ใช้ขยายคำกริยาหรือขยายวิเศษณ์ด้วยกัน ใช้มากในภาษาระดับสนทนาและกันเอง บางทีก็ใช้ในระดับกึ่งทางราชการแต่ไม่ใช้ในระดับทางการเลย เช่น เปรี้ยวจี๊ด, เขียวอื๋อ, ขมปี๋, ดังเอี๊ยด, อ้วนฉุ, ยุ่งจัง
                คำ ครับ, ซิ, นะ, เถอะ ใช้ในระดับสนทนากันเองเท่านั้น
                คำ ยังงั้น ยังงี้ ยังไง  ในระดับทางการต้องใช้ว่า อย่างนั้น อย่างนี้อย่างไร เป็นต้น
                คำบุพบท สันธาน และสรรพนามใช้เชื่อม คำเหล่านี้ไม่ทำให้ภาษาต่างระดับ
        การใช้ภาษาพูดทุกระดับจะช่วยในการสื่อสารประสบความสำเร็จ และบรรลุเป้าหมาย  ตามที่ผู้สื่อสารต้องการ
 
แหล่งที่มา : http://www2.srp.ac.th/~anurat/step.htm