วลีและประโยค

ตามตำราหลักภาษาไทยของพระยาอุปกิตศิลปสาร วลีและประโยคจัดอยู่ในส่วนที่

เรียกว่า วากยสัมพันธ์ซึ่งเป็นไวยากรณ์ในส่วนที่กล่าวถึงความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันของคำพูดต่าง ๆ

แล้วทำให้เกิดข้อความขึ้นมา ข้อความที่เกิดขึ้นนี้มีอยู่๒ ลักษณะคือ เป็นเนื้อความที่เกิดจากกลุ่มคำ

ที่มีความหมายยังไม่สมบูรณ์ครบถ้วน เรียกว่า วลี และเกิดจากกลุ่มคำที่มีความหมายสมบูรณ์

ครบถ้วนเรียกว่า ประโยค

ความหมายและชนิดของวลี

ตำราหลักภาษาไทยทั่ว ๆ ไป รวมทั้งหนังสือเรียนวิชาหลักภาษาไทย เล่ม ๓ ที่ใช้อยู่ใน

ปัจจุบันของกระทรวงศึกษาธิการ (๒๕๓๔ : ๑๐) ต่างให้นิยามของวลีหรือกลุ่มคำตามแนวทางที่

พระยาอุปกิตศิลปสาร ได้วางไว้(๒๕๓๓ : ๑๙๙) กล่าวโดยสรุปคือ การนำคำตั้งแต่ ๒ คำขึ้นไป

มาเรียงติดต่อกัน ทำให้เกิดความหมายเพิ่มขึ้น และความหมายนั้นพอเป็นที่เข้าใจได้แต่เป็นเพียง

ส่วนหนึ่งของประโยค มีเนื้อความยังไม่สมบูรณ์ที่จะเป็นประโยคได้ เช่น แก้วใบนี้ ฉลาดแกม

โกง ผ้าผ่อนท่อนสไบ เป็นต้น

วลีหรือกลุ่มคำในภาษาไทยจำแนกได้เป็น ๗ ชนิด ตามชนิดของคำที่ปรากฏในตำแหน่ง

ต้นของวลี ดังนี้

๑. นามวลีเช่น นกขุนทอง ผ้าทอพื้นบ้านหนองขาว พนักงานโรงงานผลิตหน่อไม้

กระป๋อง

๒. สรรพนามวลี เช่น เราทุกคน ท่านคณะกรรมการสภาประจำสถาบันราชภัฏ-

กาญจนบุรี ข้าเบื้องยุคลบาท

๓. กริยาวลี เช่น โต้แย้งทุ่มเถียง เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า อิดหนาระอาใจ กำลังโค้ง

คารวะ

๔. วิเศษณ์วลีเช่น ก้องกังวาน ที่ใช้ขยายคำนามในคำว่า เสียงก้องกังวาน สุดที่จะ

พรรณนา ขยายคำกริยาว่า สวย ในคำว่า สวยสุดที่จะพรรณนา

๕. บุพบทวลี เช่น ท่ามกลางฝูงชน จากคนบ้านไกล ตามคำสั่งสอน

๖. สันธานวลีเช่น ถึงอย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่ ถ้าหากว่า

๗. อุทานวลีเช่น พุทโธ่เอ๋ย! ตาเถรตกน้ำ! อกอีแป้นแตก!

๙๘

ในปัจจุบันหนังสือเรียนวิชาหลักภาษาไทย ของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ

(๒๕๓๖ : ๑๒ - ๑๕) จำแนกวลี หรือกลุ่มคำตามหน้าที่ต่าง ๆ ในประโยค ซึ่งแบ่งได้เป็น ๗ ชนิด

เช่นกัน ดังนี้

๑. กลุ่มคำที่ทำหน้าที่เหมือนคำนาม ได้แก่ เศษไม้เล็ก ๆ ภาพยนตร์สารคดี

ตอนเช้าวันอาทิตย์ นางสาวสมศรี

๒. กลุ่มคำที่ทำหน้าที่เหมือนคำสรรพนาม ได้แก่ ท่านทั้งหลาย พวกเขาเหล่านั้น

ท่านผู้ชม

๓. กลุ่มคำที่ทำหน้าที่เหมือนคำกริยา ได้แก่ โค้งคำนับ กินจุบกินจิบ วิ่งกระโดด-

โลดเต้น

๔. กลุ่มคำที่ทำหน้าที่เหมือนคำวิเศษณ์ได้แก่

ขาวท้วมบนเวที ดังประโยคว่า ผู้หญิงขาวท้วมบนเวทีคือใครนะ

เฉพาะบางครั้งบางคราว ดังประโยคว่า เขาต้อนรับเราเต็มที่เฉพาะบางครั้ง

บางคราว

๕. กลุ่มคำที่ใช้เหมือนคำบุพบท ได้แก่ ทางด้านหลัง เฉพาะแค่ ใต้ฟากฟ้าสุราลัย

๖. กลุ่มคำที่ใช้เหมือนคำสันธาน ได้แก่ จนกระทั่ง ในระหว่างที่ เพราะฉะนั้น…จึง

ถ้าหากว่า ถึงกระนั้นก็ดี

๗. กลุ่มคำที่ทำหน้าที่เหมือนคำอุทาน ได้แก่ โอ๊ยตายแล้ว! โอ้โฮ! อะไรกันนี่!

ตายละวา !

กลุ่มคำทั้ง ๗ ชนิดดังกล่าว เมื่อนำไปประกอบเป็นส่วนหนึ่งของประโยคจะทำหน้าที่

เหมือนคำชนิดต่าง ๆ ได้แก่ เป็นประธาน เป็นกริยา เป็นกรรม เป็นส่วนเติมเต็ม เป็นส่วนขยาย เป็น

คำเชื่อม เป็นคำเรียกขาน

จะเห็นว่าวิธีการจำแนกชนิดของวลีหรือกลุ่มคำในหนังสือเรียนของกรมวิชาการยึด

แนวคิดและวิธีการจำแนกตามตำราไวยากรณ์ไทยของพระยาอุปกิตศิลปสาร เพียงแต่แปลศัพท์

เฉพาะที่

เป็นภาษาสันสกฤตมาเป็นคำไทยเท่านั้น

๙๙

วลีในทัศนะของนักไวยากรณ์โครงสร้าง

ตามแนวความคิดของนักภาษาศาสตร์กลุ่มโครงสร้าง ให้คำจำกัดความของวลีแตกต่าง

ไปจากนักไวยากรณ์ดั้งเดิมที่ใช้ตำราของพระยาอุปกิตศิลปสารเป็นหลัก เช่น ปรีชา ทิชินพงศ์

กล่าวไว้ดังนี้ วลี หมายถึง คำคำเดียวหรือหลายคำก็ได้ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหน่วยใดหน่วย

หนึ่งของประโยคใน ๑๐ หน่วย คือ ป, ต, ร, ด, อ, ส, ท, พ, ถ และ ว

ป หมายถึง หน่วยประธาน

ต ” หน่วยกรรมตรง

ร ” หน่วยกรรมรอง

ด ” หน่วยนามเดี่ยว

อ ” หน่วยกริยาอกรรม

ส ” หน่วยกริยาสกรรม

ท ” หน่วยกริยาทวิกรรม

พ ” หน่วยเสริมพิเศษ

ถ ” หน่วยเสริมบอกสถานที่

ว ” หน่วยเสริมบอกเวลา

วลีตามสถานะใหม่นี้แบ่งออกเป็น ๕ ชนิด คือ

๑. นามวลี

๒. กริยาวลี

๓. พิเศษวลี

๔. สถานวลี

๕. กาลวลี

รายละเอียดของวลีชนิดต่างๆ ดังกล่าว ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากหนังสือ “ลักษณะ

ภาษาไทย” ของ ปรีชา ทิชินพงศ์(๒๕๒๓ : ๑๑๑ - ๑๑๘) และวิจินต์ ภาณุพงศ์ เรื่อง โครงสร้าง

ภาษาไทย : ระบบไวยากรณ์(๒๕๒๔ : ๗๙–๙๖)

๑๐๐

สมชาย ลำดวน (๒๕๒๖ : ๑๕๖) ได้กล่าวถึงความแตกต่างของวลีในทัศนะเก่ากับทัศนะ

ใหม่ สรุปได้ว่า มีความแตกต่างเริ่มตั้งแต่คำนิยาม ทั้งนี้ เพราะการใช้เกณฑ์ที่แตกต่างกัน กล่าวคือ

ทัศนะเก่ายึดเอาความหมายและจำนวนคำมากกว่าหนึ่งคำเป็นเกณฑ์ ส่วนทัศนะใหม่ยึดเอา “หน้าที่”

ซึ่งต้องทำในประโยคมาเป็นเครื่องกำหนด แม้ว่าจะมีเพียงคำเดียวโดด ๆ ก็ตาม ดังนั้นทัศนะของ

นักไวยากรณ์รุ่นใหม่ คำ หรือ วลี จะไม่มีความแตกต่างกันเลย

ความหมายและชนิดของประโยค

พระยาอุปกิตศิลปสาร (๒๕๓๓ : ๑๖๒) ให้ความหมายของประโยคว่า “ถ้อยคำที่มี

เนื้อความครบบริบูรณ์”

ส่วน กำชัย ทองหล่อ (๒๕๓๓ : ๔๐๗) ให้ความหมายว่า “ประโยค คือ กลุ่มคำที่มีความ

เกี่ยวข้องกันเป็นระเบียบและมีเนื้อความครบบริบูรณ์ โดยปรกติประโยคจะต้องมีบทประธานและ

บทกริยาเป็นหลักสำคัญ”

อัครา บุญทิพย์(๒๕๓๔ : ๘๗) ให้ความหมายว่า “ประโยค คือ ช่วงของข้อความที่บรรจุ

ความคิดที่สมบูรณ์ หรือความอันบริบูรณ์ช่วงหนึ่ง”

จากความหมายต่าง ๆ ดังกล่าว สรุปได้ว่า ประโยค คือ ถ้อยคำหรือกลุ่มคำที่บรรจุ

เนื้อความหรือความคิดที่สมบูรณ์ช่วงหนึ่ง ๆ จะประกอบด้วยส่วนสำคัญอย่างน้อย ๒ ส่วน คือ ภาค

ประธาน และภาคแสดง

ภาคประธาน หมายถึง ส่วนสำคัญของข้อความเป็นผู้กระทำ กำชัย ทองหล่อ (๒๕๓๓ :

๔๐๗) เรียกว่า “บทที่เป็นหัวหน้าของประโยค” ส่วนใหญ่เป็นคำนาม หรือสรรพนาม ภาคประธาน

ประกอบด้วย บทประธาน และ/หรือ บทขยายประธานหรือความเป็นไป

ส่วนภาคแสดง หมายถึง ส่วนที่แสดงกิริยาอาการหรือความเป็นไปของภาคประธาน

ประกอบด้วย บทกริยา บทขยายกริยา บทกรรม และบทขยายกรรม (ถ้ามี) ดังตัวอย่าง ต่อไปนี้

๑๐๑

ภาคประธาน ภาคแสดง

ประธาน ขยายประธาน คำช่วย กริยา กรรม ขยายกรรม ขยายกริยา

พ่อ

พ่อ

เด็ก

เด็ก

-

ของผม

-

-

-

-

-

มัก

อ่าน

อ่าน

หัวเราะ

หัวเราะ

หนังสือ

หนังสือ

-

-

-

ธรรมะ

-

-

ทุกเช้า

ทุกเช้า

-

เสียงดัง

แผนภูมิแสดงการวิเคราะห์ประโยค

การจำแนกประโยคในภาษาไทย

การจำแนกประโยคในภาษาไทยมีวิธีการจำแนกได้หลายแบบแตกต่างกันไป ดังนี้

จำแนกตามรูปประโยค

การจำแนกตามประโยค เป็นการจำแนกโดยเน้นความสำคัญที่คำขึ้นต้นประโยค มี๕

ชนิด คือ

๑. ประโยคกรรตุ คือ ประโยคที่มีกรรตุการก (ผู้กระทำ) เป็นประธานอยู่ข้างหน้า

ประโยค เช่น

- ครูสอนหนังสือ

- พ่อรักลูก

- รถแล่นเร็ว

๒. ประโยคกรรม คือ ประโยคที่นำเอากรรมการก (ผู้ถูกกระทำ) ขึ้นมาไว้ข้างหน้า

ประโยค เช่น

- นักเรียนถูกครูตี

- ขนมนี้กินอร่อย

- เสื้อตัวสีแดงของฉันถูกลักไปแล้ว

๑๐๒

๓. ประโยคกริยา คือ ประโยคที่ผู้พูดต้องการเน้นคำกริยา จึงเอาคำกริยาขึ้นมากล่าว

ไว้ก่อนบทประธาน คำกริยานี้นิยมนำมาเรียงไว้ต้นประโยค มีเฉพาะกริยาที่มีความหมายว่า เกิด มี

ปรากฏ เช่น

- เกิดอุทุกภัยขึ้นที่ทางจังหวัดภาคใต้

- มีพิธีกรรมหลายอย่างในงานวันนี้

- ปรากฏเหตุการณ์อันน่าเศร้าสลดขึ้นแล้วในโลก

ข้อสังเกต

ประโยคที่ละประธานไว้ในฐานที่เข้าใจ ถือว่าเป็นประโยคกรรตุ เช่น ห้ามผ่าน

บริเวณนี้ โปรดระมัดระวังในการเดินข้ามถนน เป็นต้น

๔. ประโยคการิต คือ ประโยคกรรตุ หรือประโยคกรรม ที่มีผู้รับใช้แทรกเข้ามา

โดยมีกริยา “ให้” เป็นกริยาสำคัญ เช่น

- แม่ให้น้องทำอาหารเช้า

- นักศึกษาถูกอาจารย์สั่งให้ทำรายงาน

- คุณพ่อบอกให้แม่รีบกลับบ้านทันที

๕. ประโยคกริยาสภาวมาลา คือ ประโยคที่มีกริยาสภาวมาลาขึ้นต้นประโยค (กริยา

สภาวมาลา เป็นคำกริยาที่นำมาใช้เป็นคำนามปรากฏในตำแหน่งประธานของประโยค) เช่น

- วิ่งออกกำลังเวลาเช้าทำให้ร่างกายแข็งแรง

- ทำงานอย่างสม่ำเสมอมีผลต่อสุขภาพจิตที่ดี

จำแนกตามเนื้อความในประโยค

จำแนกตามเนื้อความในประโยคหรือตามเจตนาของผู้ส่งสาร มี๕ ชนิด คือ

๑. ประโยคบอกเล่า คือ ประโยคที่มีใจความที่เป็นกลาง ๆ เพื่อบอกเล่าเรื่องราว

ทั่วไป ไม่เป็นคำถาม ไม่เป็นปฏิเสธ ไม่เป็นคำสั่งหรือคำขอร้อง เช่น ประโยคตัวอย่างในข้อ ๑

– ๕ ทั้งหมด

๒. ประโยคคำถาม คือ ประโยคที่มีใจความเป็นคำถามและต้องการ คำตอบ เช่น

- ใครเห็นเป้ของผมบ้าง

๑๐๓

- เธอกำลังคิดถึงอะไรอยู่

- เธอจะไปเที่ยวกับฉันไหม

๓. ประโยคปฏิเสธ คือ ประโยคที่มีใจความปฏิเสธหรือไม่ตอบรับ ซึ่งจะมีคำวิเศษณ์

ที่แสดงความปฏิเสธประกอบอยู่ด้วย เช่น

- ฉันไม่ชอบที่นี่เลย

- พ่อมิได้มาเยี่ยมนานแล้ว

๔. ประโยคคำสั่ง คือ ประโยคที่ส่งสารเพื่อสั่งให้ทำตาม หรือห้ามมิให้ทำตาม มัก

ละภาคประธาน เช่น

- (เธอ) เดินดีๆนะ

- ( เธอ) ห้ามทิ้งขยะบริเวณนี้

- (นักเรียน) จงทำการบ้านเดี๋ยวนี้

๕. ประโยคขอร้อง คือ ประโยคที่ผู้ส่งสารเพื่อขอร้องวิงวอนหรือชักชวนให้ผู้รับ

สารกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น

- ช่วยหยิบปากกาให้ผมด้วยครับ

- โปรดยืนเข้าแถวหน้าห้องเรียนทุกเช้า

- กรุณาเอื้อเฟื้อแก่เด็ก สตรี และคนชรา

อนึ่ง ประโยคขอร้องบางตำราจัดเป็นกลุ่มเดียวกับประโยคคำสั่ง เพราะมีลักษณะ

ของการสั่งให้ผู้อื่นกระทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ แต่เป็นการสั่งอย่างสุภาพ

จำแนกตามส่วนประกอบของประโยค

จำแนกตามเนื้อความในประโยค พระยาอุปกิตศิลปสารได้ยึดแนวการจำแนกประโยค

ตามส่วนประกอบของประโยคนี้โดย จำแนกออกเป็น ๓ ชนิดใหญ่ ๆ คือ

๑. เอกรรถประโยค (ประโยคความเดียว) คือ ประโยคสามัญที่มีใจความเพียงอย่าง

เดียว กล่าวคือ มีภาคประธานและภาคแสดงเพียงอย่างเดียว เช่น

- ฟ้าแลบ (ฟ้าเป็นประธาน แลบ เป็นภาคแสดง)

- นักศึกษาไปห้องสมุดทุกวัน (นักศึกษาเป็นภาคประธาน ไปห้องสมุดทุกวัน

เป็นภาคแสดง)

๑๐๔

๒. อเนกรรถประโยค หรือประโยคความรวม เป็นประโยคที่มีเอกรรถประโยค

ตั้งแต่๒ ประโยคขึ้นไปมารวมกัน โดยมีสันธานตัวใดตัวหนึ่งเป็นบทเชื่อมต่อ อเนกรรถประโยค

แบ่งเป็นชนิดย่อย ตามชนิดของสันธานที่ทำให้เนื้อความแตกต่างกัน ๔ ชนิด คือ

๒.๑ อันวยาเนกรรถประโยค ได้แก่ อเนกรรถประโยค ที่มีเนื้อความคล้อยตาม

กัน อาจจะคล้อยตามกันตามเวลา ตามการกระทำหรือตามสัญญานก็ได้ มักมีสันธานต่อไปนี้

และ…..ก็ แล้ว…..จึง ครั้น…..จึง เป็นต้น ดังตัวอย่างต่อไปนี้

- ผมมาถึงเขาก็ไปพอดี

- ครั้นรถไฟออกจากสถานี เขาจึงเดินทางมาถึง

- พ่อกับแม่ไปตลาดนัด

๒.๒ พยติเรกาเนกรรถประโยค ได้แก่ อเนกรรถประโยคที่มีเนื้อความขัดแย้งกัน

สันธานที่ใช้เชื่อมมีดังนี้ แต่ แต่ทว่า ถึง…..ก็ กว่า….ก็ เป็นต้น ดังตัวอย่าง

- ฉันมีวิชา แต่เขามีทรัพย์

- กว่าเธอจะมาถึงเขากลับไปเสียแล้ว

- ถึงหล่อนจะเป็นคนปากร้ายฉันก็ชอบหล่อน

๒.๓ วิกัลปาเนกรรถประโยค ได้แก่ อเนกรรถประโยคที่มีเนื้อความให้เลือก

เอาอย่างใดอย่างหนึ่ง สันธานที่ใช้เชื่อมมีดังนี้ หรือ มิฉะนั้น ไม่เช่นนั้น เป็นต้น ดังตัวอย่าง

คุ

ณจะกลับบ้านหรือไปดูภาพยนตร์

- คุณต้องมาสอบปลายภาคไม่เช่นนั้นจะหมดสิทธิ์ได้รับทุนการศึกษา

๒.๔ เหตวาเนกรรถประโยค ได้แก่ อเนกรรถประโยคที่มีเนื้อความเป็นเหตุ

เป็นผล (เหตุต้องมาก่อนผล) สันธานที่ใช้เชื่อมมีดังนี้ จึง ฉะนั้น ฉะนั้น….จึง ดังนั้น เพราะเหตุนั้น

เป็นต้น ดังตัวอย่าง

- เขาไม่ขยันอ่านหนังสือจึงสอบตก

- เขาตั้งใจทำงานฉะนั้นเขาจึงประสบความก้าวหน้า

- เขาประพฤติดีเพราะฉะนั้นเพื่อนบ้านจึงรักเขา

๓. สังกรประโยค หรือประโยคความซ้อน ในหนังสือเรียนหลักภาษาไทย เล่ม ๓

ของกรมวิชาการ (๒๕๓๔: ๕๐) อธิบายว่า หมายถึงประโยคซึ่งประกอบด้วยประโยคหลักหรือ

๑๐๕

ประโยคสำคัญ และมีประโยคย่อยซึ่งเป็นประโยคความเดียวซ้อนอยู่ ประโยคย่อยที่ซ้อนอยู่อาจทำ

หน้าที่เป็นประธาน บทขยายประธาน กรรม หรือบทขยายกรรมของประโยคหลักนั้นเอง

ตำราหลักภาษาไทยของพระยาอุปกิตศิลปสาร (๒๕๓๓ : ๒๖๒) เรียกประโยคหลัก

ซึ่งเป็นประโยคสำคัญว่า มุขยประโยค และประโยคย่อยที่ซ้อนเข้ามาว่า อนุประโยค สังกรประโยค

แบ่งออกเป็น ๓ ชนิด ตามชนิดของอนุประโยค คือ

๓.๑ สังกรประโยคที่มีนามานุประโยคเป็นส่วนประกอบ นามานุ

ประโยค คือ อนุประโยคที่ทำหน้าที่แทนคำนาม คำสรรพนาม หรือกริยาสภาวมาลา เช่น

- ครูสอนวิชาภาษาไทยเป็นคนเล่นดนตรีเก่ง

- คนโบราณมักสอนกันว่าไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่ง

- กิจการของพ่อค้าขายของเก่ากำลังเจริญรุ่งเรือง

๓.๒ สังกรประโยคที่มีคุณานุประโยคเป็นส่วนประกอบ คุณานุประโยค

หมายถึง อนุประโยคที่ทำหน้าที่แทนคำวิเศษณ์สำหรับประกอบนามหรือสรรพนาม มีประพันธสร

รพนาม ได้แก่ ผู้ ที่ ซึ่ง อัน เป็นบทเชื่อม เช่น

- สุนัขที่เห่ามาก ๆ มักไม่กัดคน

- อาหารที่มีสีสวย ๆ อาจเป็นอันตรายได้

- ฉันชอบบ้านที่ตั้งอยู่บนเนินเขา

๓.๓ สังกรประโยคที่มีวิเศษณานุประโยคเป็นส่วนประกอบ วิเศษณานุ

ประโยคหมายถึง อนุประโยคที่ทำหน้าที่เป็นวิเศษณ์ประกอบกริยา หรือวิเศษณ์ด้วยกันเอง มีบท

เชื่อมเช่น เมื่อ จน เพราะ เพราะว่า เป็นต้น ดังตัวอย่าง

- เขาเดินเร็วจนฉันเดินตามไม่ทัน

- เขามีความรู้เพราะเขาอ่านหนังสือมาก

- หล่อนจะมาทันทีเมื่อผมคิดถึงหล่อน

ประโยคที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

ประโยคที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น หนังสือเรียนหลักภาษาไทย เล่ม ๓ (๒๕๓๓ : ๕๓) ให้

ความหมายไว้ ดังนี้

๑๐๖

๑. ประโยคความเดียวที่ตัวประธานหรือตัวแสดงของประโยคถูกขยายด้วยคำหรือ

กลุ่มคำที่ยืดยาว

๒. ประโยคที่เป็นประโยคความรวมอันประกอบขึ้นด้วยประโยคย่อยหรือประโยคเล็ก

หลายๆ ประโยคเกาะเกี่ยวกันอยู่อย่างสลับซับซ้อน

๓. ประโยคความซ้อนซึ่งประกอบด้วยประโยคหลักและประโยคย่อยที่ ซับซ้อน

กล่าวโดยสรุป ประโยคที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นจึงหมายถึง ประโยคความเดียวหรือประโยค

ความรวม หรือประโยคความซ้อนที่มีส่วนขยายเป็นคำหรือกลุ่มคำหรือเป็นประโยคย่อยที่เกาะเกี่ยว

กันอยู่อย่างยืดยาวสลับซับซ้อน

ประโยคที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นนี้อาจทำให้ผู้รับสารคือผู้ที่ได้อ่านหรือฟังเกิดความสับสนได้

ถ้าไม่พิจารณาให้ดี ดังจะแสดงให้เห็นต่อไปนี้

๑. ประโยคความเดียวที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

๑.๑ ความซับซ้อนในภาคประธาน

- ความเมตตาของพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ต่อพสกนิกร

ชาวไทย เป็นคุณูปการอันหาที่สุดมิได้

- เมื่อถึงสนามบินดอนเมืองหัวหน้ากลุ่มคนงานไทยตามหลักฐานในบัญชี

ของกระทรวงการต่างประเทศได้หายตัวไปแล้ว

๑.๒ ความซับซ้อนในภาคแสดง

- ทุกคนมีความพยายามอย่างยิ่งยวดในการต่อสู้วิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้

- เครื่องบินจู่โจมเข้าไปทิ้งระเบิดติดขีปนาวุธยังจุดยุทธศาสตร์ทางด้านทหาร

๒. ประโยคความรวมที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

- การอ่านหนังสือมิได้ให้ประโยชน์เฉพาะด้านความรู้เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือ

สำหรับแสวงหาความรู้ตลอดชีวิตอีกด้วย

ประโยคนี้เป็นประโยคความรวมที่เกิดจากประโยคความเดียวที่มีความซับซ้อน ๒

ประโยคมารวมกัน โดยมีสันธาน แต่เป็นตัวเชื่อม

- เขาเป็นนักเรียนที่เก่งทั้งด้านการเรียนและการกีฬาหากแต่ว่าเพื่อน ๆ ในห้อง

จำนวนมากไม่ชอบเขา เพราะเขาไม่มีความเอื้ออาทรต่อคนอื่น

๑๐๗

ตัวอย่างการวิเคราะห์ประโยคความรวมที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

ประโยคความซ้อน ตัวเชื่อม ประโยคความรวม

เขาเป็นนักเรียนที่เก่งทั้งด้านการเรียน

และการกีฬา

หากแต่ว่า

เพื่อนๆ ในห้องจำนวนมากไม่ชอบเขา

เพราะเขาไม่มีความเอื้ออาทรต่อคนอื่น

ประโยคหลัก ตัวเชื่อม ประโยคย่อย

ประโยค

ความเดียว

ตัวเชื่อม

ประโยค

ความเดียว

เขาเป็น

นักเรียน

ที่ (นักเรียน)

เก่งทั้งด้าน

การเรียน

และการกีฬา

เพื่อนๆในห้อง

จำนวนมาก

ไม่ชอบเขา

เพราะ เขาไม่มีความ

เอื้ออาทร

ต่อคนอื่น

๓. ประโยคความซ้อนที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

- นักบริหารที่ขาดความมั่นใจในตัวเองย่อมประสบความสำเร็จได้ยาก เพราะการ

ตัดสินใจซึ่งมีพื้นฐานจากความไม่มั่นใจมักผิดพลาดได้ง่าย

ตัวอย่างการวิเคราะห์ประโยคความซ้อนที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

ประโยคหลัก (เป็นประโยคความซ้อน) ตัวเชื่อม ประโยคหลัก (เป็นประโยคความซ้อน)

นักบริหารที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง

ย่อมประสบความสำเร็จได้ยาก

เพราะ

การตัดสินใจที่มีพื้นฐานจากความไม่มั่นใจย่อม

ผิดพลาดได้ง่าย

ประโยคหลัก ตัวเชื่อม ประโยคย่อย ประโยค

ความเดียว

ตัวเชื่อม ประโยค

ความเดียว

นักบริหาร

ย่อมประสบ

ความสำเร็จ

ได้ยาก

ที่ (นักบริหาร)

ขาดความ

มั่นใจ

ในตัวเอง

การตัดสินใจ

มักผิดพลาด

ได้ง่าย

ซึ่ง การตัดสินใจ

มีพื้นฐานจาก

ความไม่มั่นใจ

๑๐๘

๔. ประโยคแสดงเงื่อนไขที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น หมายถึง ประโยคที่มีเนื้อความส่วนหนึ่งเป็น

ตัวเงื่อนไข และอีกส่วนหนึ่งเป็นผลที่ตามมา ดังตัวอย่าง

- หากว่าฝนไม่ตกในช่วงบ่ายวันนี้ ฉันจะพยายามมาหาเธอที่บ้านให้ได้อย่างแน่นอน

ประโยคดังกล่าวมีเนื้อความแสดงเงื่อนไข กล่าวคือ การที่ฝนไม่ตกในช่วงบ่ายวันนี้

เป็นเงื่อนไขของการที่จะไปหาเธอที่บ้าน หรืออีกนัยหนึ่งการที่ฉันไปหาเธอที่บ้านเป็นผลอัน

เนื่องมาจากเงื่อนไขว่าฝนไม่ตกในช่วงบ่ายวันนี้ เป็นต้น

เรื่องประโยคเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน เข้าใจได้ยากอยู่พอสมควร ดังนั้น การศึกษา

จึงต้องใช้การพินิจพิเคราะห์และใคร่ครวญอย่างมาก โดยเฉพาะการนำตัวอย่างต่าง ๆ ที่ใช้อยู่จริงใน

การสื่อสารทั้งการพูดและการเขียนจึงจะเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้

๑๐๙

คำถามทบทวนประจำบท

๑. กลุ่มคำต่างกับประโยคอย่างไร อธิบาย

๒. ตามตำราหลักภาษาไทยของพระยาอุปกิตศิลปสาร แบ่งประโยคออกเป็นกี่ชนิด

อะไร บ้าง อธิบาย

๓. มีวิธีการจำแนกประโยคในภาไทยได้กี่วิธี และแต่ละวิธีแบ่งประโยคออกเป็น

กี่ชนิด อะไรบ้าง ยกตัวอย่างประกอบคำอธิบาย

๔. ประโยคย่อยในประโยคความซ้อนมีกี่ชนิด อะไรบ้าง

๕. แต่งประโยคชนิดต่อไปนี้ชนิดละ ๒ ประโยค

๕.๑ ประโยคความเดียวที่ซับซ้อนในภาคประธาน

๕.๒ ประโยคความเดียวที่ซับซ้อนในภาคแสดง

๕.๓ ประโยคความรวมที่ซับซ้อน

๕.๔ ประโยคความซ้อนที่ซับซ้อน

๕.๕ ประโยคเงื่อนไขที่ซับซ้อน

 

บรรณานุกรม

กำชัย ทองหล่อ. หลักภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่๘. กรุงเทพฯ : บำรุงสาส์น, ๒๕๓๓.

ประสิทธิ์ กาพย์กลอน. การศึกษาภาษาไทยตามแนวภาษาศาสตร์. พระนคร : ไทยวัฒนาพานิช,

๒๕๑๖.

ปรีชา ทิชินพงศ์. ลักษณะภาษาไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, ๒๕๒๓.

วิจินต์ ภาณุพงศ์. โครงสร้างภาษาไทย : ระบบไวยากรณ์. พระนคร : มหาวิทยาลัยรามคำแหง,

๒๕๒๔.

________. “หน่วยที่ ๙ ไวยากรณ์โครงสร้าง : หมวดคำ.” ใน เอกสารการสอนชุดวิชาภาษาไทย

๓ หน่วยที่๗ - ๑๕. หน้า ๘๙–๑๗๑. พิมพ์ครั้งที่๕. นนทบุรี: สุโขทัยธรรมาธิราช,

๒๕๓๔.

ศึกษาธิการ, กระทรวง. กรมวิชาการ. หนังสือเรียนภาษาไทย ท ๑๐๑ ท ๑๐๒ หลักภาษาไทย เล่ม ๑.

พิมพ์ครั้งที่๙. กรุงเทพมหานคร : คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๔๐.

. หนังสือเรียนภาษาไทย ท ๒๐๓ ท ๒๐๔ หลักภาษาไทย เล่ม ๒. พิมพ์ครั้งที่๘.

กรุงเทพมหานคร : คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๓๙.

. หนังสือเรียนภาษาไทย ท ๓๐๕ ท ๓๐๖ หลักภาษาไทย เล่ม ๓. พิมพ์ครั้งที่๑๐. กรุงเทพมหานคร

: คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๓๔.

สมชาย ลำดวน. ไวยากรณ์ไทย. กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์, ๒๕๒๖.

อัครา บุญทิพย์. หลักภาษาไทยสำหรับครูมัธยมศึกษาตอนต้น. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์,

๒๕๓๔.

อุปกิตศิลปสาร, พระยา. หลักภาษาไทย. กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๓๓.

แผนการบริหารการสอน

บทที่๕ วลีและประโยค (๙ คาบ)

๑. จุดประสงค์

๑.๑ เพื่อให้สามารถอธิบายความหมายและชนิดของวลี

๑.๒ เพื่อให้สามารถอธิบายความหมายและชนิดของประโยค

๑.๓ เพื่อให้สามารถบอกความคิดรวบยอดในการจำแนกประโยคในภาษาไทย

๒. เนื้อหา

ความหมายและชนิดของวลี วลีในทัศนะของนักไวยากรณ์โครงสร้าง ความหมาย

และชนิดของประโยค การจำแนกประโยคในภาษาไทย และประโยคที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

๓. กิจกรรมการเรียนการสอน

๓.๑ แบ่งกลุ่มศึกษาเอกสารประกอบการสอนแล้วส่งตัวแทนนำเสนอหน้าชั้นเรียน

๓.๒ อภิปราย ซักถาม และสรุปประเด็นสำคัญ

๓.๓ ทำแบบฝึกหัด

๔. สื่อการสอน

๔.๑ เอกสารประกอบการสอน

๔.๒ แผนภูมิ แสดงประโยคที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

๔.๓ แผ่นโปร่งใส

๔.๔ แบบฝึกหัด

๕. การประเมินผล

๕.๑ ซักถาม

๕.๒ สังเกตพฤติกรรมการร่วมกิจกรรม

๕.๓ ตรวจแบบฝึกหัด

วลีและประโยค__

ที่มา http://gms.cru.in.th