ข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตร

มโนทัศน์สำคัญ

            ข้อมูลพื้นฐานเป็นข้อมูลในด้านต่างๆที่จำเป็นซึ่งนักพัฒนาหลักสูตรจะต้องศึกษาวิเคราะห์และใช้ประกอบการพิจารณาในการสร้างหรือจัดทำหลักสูตรในทุกองค์ประกอบของหลักสูตร  อันได้แก่  ข้อมูลทางสังคม  วัฒนธรรม  เศรษฐกิจ  การเมืองการปกครอง  

การพัฒนาการทางเทคโนโลยี  ประวัติศาสตร์การศึกษา  หลักสูตรเดิม  ข้อมูลจากบุคลากร  ได้แก่บุคคลภายนอก   นักวิชาการแต่ละสาขา  ข้อมูลทางธรรมชาติของความรู้ทางปรัชญาและจิตวิทยาการศึกษา   การศึกษาข้อมูลพื้นฐานเป็นขั้นตอนแรกสุดของกระบวนการพัฒนาหลักสูตร  ผลจากการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวจะนำไปใช้ในกระบวนการพัฒนาหลักสูตรในขั้นตอนต่างๆตั้งแต่กระบวนการกำหนดจุดมุ่งหมายของหลักสูตร  กระบวนการกำหนดเนื้อหาและประสบการณ์การเรียนรู้  กระบวนการจัดการกิจกรรมการเรียนการสอนวนและกระบวนการประเมินผล  เพื่อให้ได้หลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและสังคม   เพราะฉะนั้นในการพัฒนาหลักสูตรระดับต่างๆในอนาคตจะต้องศึกษาข้อมูลพื้นฐานในเรื่องต่างๆจากหลายๆแห่งและจากบุคคลหลายๆฝ่าย  เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แท้จริงมาพัฒนาหลักสูตร  สามารถพัฒนาผู้เรียนให้เจริญเติบโตทั้งทางด้านร่างกาย  จิตใจ  สติปัญญา  และอารมณ์  เป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อตนเองและประเทศชาติหรือกล่าวโดยสรุปคือสามารถใช้หลัดสูตรเป็นเครื่องมือในการสร้างสังคมใหม่ในทิศทางที่ถูกต้องได้

                การพัฒนาหลักสูตรจำเป็นต้องศึกษา  วิเคราะห์  สำรวจ  วิจัย  สภาพพื้นฐานด้านต่างๆเพื่อให้ได้ข้อมูลอย่างเพียงพอที่จะใช้สนับสนุน  อ้างอิงในการตัดสินใจดำเนินการต่างๆเพื่อให้ได้หลักสูตรที่ดี  สามารถพัฒนาให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถ  และทัศนะคติที่จะนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคมได้

                การพัฒนาหลักสูตรเป็นงานที่มีขอบเขตกว้างขวางมาก  การที่จะจัดหลักสูตรให้มีคุณภาพนั้นผู้พัฒนาหลักสูตรต้องศึกษาข้อมูลหลายๆด้านเพ่อที่จะได้ข้อมูลที่สมจริงไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้เรียน  สังคมหรือการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างเพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยนักพัฒนาหลักสูตรในเรื่องต่างๆคือ

  1. ช่วยให้มองเห็นภาพรวมว่า  ในการจัดทำหลักสูตรนั้นจำเป็นต้องคำนึงถึงสิ่งใดบ้างและสิ่งต่างๆเหล่านั้นมีอิทธิพลต่อหลักสูตรอย่างไร
  2. ช่วยให้สามารถกำหนดองค์ประกอบของหลักสูตรได้อย่างเหมาะสม  เช่น  การกำหนดจุดมุ่งหมายของหลักสูตร  และการกำหนดเนื้อหาวิชา ฯลฯ
  3. ช่วยให้สามารถกำหนดยุทธศาสตร์การเรียนกานสอนได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
  4. ช่วยเพิ่มพูนความรู้และทักษะในการออกแบบและพัฒนาหลักสูตรอันจะส่งผลให้การดดำเนินการในอนาคตประสบผลดียิ่งขึ้น

ข้อมูลต่างๆที่นำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตรนั้น  นักการศึกษาทั้งต่างประเทศและนักการศึกษาไทย  ได้แสดงแนวทางไว้ดังนี้

1.  เซเลอร์   และอเล็กซานเดอร์  กล่าวถึงข้อมูลพื้นฐานในกานพัฒนาหลักสูตรไว้ว่า

     1.  ข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้เรียน

     2.  ข้อมูลเกี่ยวกับสังคมซึ่งสนับสนุนโรงเรียน

     3.   ข้อมูลเกี่ยวกับธรรมชาติและลักษณะของกระบวนการเรียนรู้

     4.   ความรู้ที่ได้สะสมไว้และความรู้ที่จำเป็นอย่างยื่งที่ต้องให้แก่นักเรียน

2.   ทาบา   กล่าวว่าการพัฒนาหลักสูตรโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์จะต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

     1.   สังคมและวัฒนธรรม

     2.   ผู้เรียนและกระบวนการเรียน

     3.   ธรรมชาติของความรู้

3.    ไทเลอร์  กล่าวถึงสิ่งที่ควรพิจารณาในการสร้างจุดมุ่งหมายของการศึกษาคือ

      1.  ข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้เรียน  ซึ่งได้แก่ความต้องการของผู้เรียนและความสนใจของผู้เรียน

      2.  ข้อมูลจากการศึกษาชีวิตภายนอกโรงเรียน

      3.  ข้อมูลที่ได้จากข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ

      4.  ข้อมูลทางด้านปรัชญา

      5.  ข้อมูลทางด้านจิตวิทยาการเรียนรู้

4.    จากการรายงานของคณะกรรมการวางพื้นฐานการปฏิรูปการศึกษาได้กำหนดข้อมูลต่างๆในการกำหนดจุดม่งหมายทางการศึกษาและในการจัดการศึกษาของประเทศดังนี้

      1.  สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ

      2.  สภาพแวดล้อมทางประชากร

      3.  สภาพแวดล้อมทางสังคม

      4.  สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ

      5.  สภาพแวดล้อมทางการเมือง

      6.  การปกครองและการบริหาร

      7.  สภาพแวดล้อมทางศาสนาและวัฒนธรรม

      8.  สภาพของสื่อมวลชนเพื่อการศึกษา

 

5.   กาญจนา   คุณารักษ์  กล่าวถึงข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตรไว้ดังนี้

       1.  ตัวผู้เรียน

       2.  สังคมและวัฒนธรรม

       3.  ธรรมชาติและคุณสมบัติของการเรียนรู้

       4.  การสะสมความรู้ที่เพียงพอและเป็นไปได้เพื่อการให้การศึกษา

 6.   ธำรง  บัวศรี  กล่าวว่าพื้นฐานการพัฒนาหลักสูตรมีดังนี้

        1.  พื้นฐานทางปรัชญา

        2.  พื้นฐานทางสังคม

        3.  พื้นฐานทางจิตวิทยา

        4.  พื้นฐานทางความรู้และวิทยาการ

        5.  พื้นฐานทางเทคโนโลยี

        6.  พื้นฐานทางประวัติศาสตร์

  7.   สงัด   อุทรานันท์   กล่าวถึงพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตรไว้ดังนี้

        1.  พื้นฐานทางปรัชญาการศึกษา

        2.  ข้อมูลทางสังคมและวัฒนธรรม

        3.  พื้นฐานเกี่ยวกับพัฒนาการของผู้เรียน

        4.  พื้นฐานเกี่ยวกับทฤษฎีการเรียนรู้

        5.  ธรรมชาติของความรู้

   8.  สุมิตร  คุณานากร  กล่าวถึงข้อมูลต่างๆในการพัฒนาหลักสูตรจำแนกตามแหล่งที่มาได้ 6 ประการ คือ

        1.  ข้อมูลทางปรัชญา

        2.  ข้อมูลที่ได้จากนักวิชาการแต่ละสาขา

        3.  ข้อมูลที่ได้จากจิตวิทยาการเรียนรู้

        4.  ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาสังคมของผู้เรียน

        5.  ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาความต้องการของผู้เรียน 

        6.  ข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการทางเทคโนโลยี

    9.  สาโรช   บัวศรี  ได้กล่าวว่า ในการจัดการศึกษาหรือจัดหลักสูตรต้องอาศัยพื้นฐาน 5 

ประการ คือ          

  1. พื้นฐานทางปรัชญา
  2. พื้นฐานทางจิตวิทยา
  3. พื้นฐานทางสังคม
  4. พื้นฐานทางประวัติศาสตร์

            5.     พื้นฐานทางด้านเทคโนโลยี

                   จะเห็นได้ว่าข้อมูลพื้นฐานที่นำมาศึกษาเพื่อพัฒนาหลักสูตรมีมากมายหลายด้าน สำหรับประเทศไทยควรจัดลำดับข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้

  1. สังคมและวัฒนธรรม
  2. เศรษฐกิจ
  3. การเมืองการปกครอง
  4. สภาพปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาสังคม
  5. พัฒนาการทางเทคโนโลยี
  6. สภาพสังคมในอนาคต
  7. บุคคลภายนอกและนักวิชาการแต่ละสาขา
  8. โรงเรียน  ชุมชน  หรือสังคมที่โรงเรียนตั้งอยู่
  9. ประวัติศาสตร์การศึกษาและหลักสูตรเดิม
  10. ธรรมชาติของความรู้
  11. ปรัชญาการศึกษา
  12. จิตวิทยา

 

1. ข้อมูลพื้นฐานทางด้านสังคมและวัฒนธรรม

                 การศึกษาทำหน้าที่สำคัญคือ  อนุรักษ์และถ่ายทอดวัฒนธรรมของสังคมไปสู่คนรุ่นหลังและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของสังคมให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆโดยหน้าที่ดังกล่าวการศึกษาจะช่วยควบคุมการเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นไปในทิศทางที่พึงปรารถนา เพราะฉะนั้นหลักสูตรที่จะนำไปสอนอนุชนเหล่านั้นจึงต้องมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสังคมอย่างแยกไม่ออกดังนั้นการพัฒนาหลักสูตรจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงข้อมูลทางสังคมและวัฒนธรรมที่เป็นปัจจุบันอยู่เสมอทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการวิเคราะห์ความต้องการใหม่ผลการวิเคราะห์ออกมาอย่างไรหลักสูตรก็จะเปลี่ยนจุดหมายไปในแนวนั้นสามารถจำแนกข้อมูลให้เห็นชัดเจนได้ดังนี้

                1.1 โครงสร้างทางสังคม  โครงสร้างสังคมไทยแบ่งออกเป็น 2   ลักษณะคือ  ลักษณะสังคมชนบทหรือสังคมเกษตรกรรมและสังคมเมืองหรือสังคมอุตสาหกรรมในปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีมากดังนั้นการพัฒนาหลักสูตรจำเป็นจะต้องศึกษาโครงสร้างทางสังคมที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

และแนวโน้มโครงสร้างสังคมในอนาคตเพื่อที่จะได้ข้อมูลมาจัดการหลักสูตรว่าจะจัดหลักสูตรอย่างไรเพื่อยกระดับการพัฒนาสังคมเกษตรกรรมและเตรียมพื้นฐานเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมตามความจำเป็น

                1.2 ค่านิยมในสังคม  ค่านิยมหมายถึงสิ่งที่คนในสังคมเดียวกันมองเห็นว่ามีคุณค่าเป็นที่ยอมรับหรือเป็นที่ปรารถนาของคนทั่วไปในสังคมนั้นๆดังนั้นการพัฒนาหลักสูตรจึงจำเป็นต้องศึกษาค่านิยมต่างๆในสังคมไทย   หน้าที่ของนักพัฒนาหลักสูตรที่จะศึกษาและเลือกค่านิยมที่ดีและสอดแทรกไว้ในหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนเพื่อปลูกฝังและสร้างค่านิยมที่ดีในสังคมไทย

                1.3 ธรรมชาติของคนในสังคม  จากสภาพวัฒนธรรมและค่านิยมของสังคมไทยทำไห้คนไทยส่วนใหญ่มีลักษณะบุคลิกภาพดังต่อไปนี้

-                   ยึดมั่นในตัวบุคคลมากกว่าหลักการและเหตุผล

-                   ยกย่องบุคคลที่มีความรู้หรือได้รับการศึกษาสูง

-                   เคารพและคล้อยตามผู้มีวัยวุฒิสูง

-                   ยกย่องผู้มีเงินและผู้มีอำนาจ

-                   รักความอิสระและชอบทำงานตามลำพัง

-                   เชื่อโชคลางทางไสยศาสตร์

-                   นิยมการเล่นพรรคเล่นพวก

-                   มีลักษณะเฉื่อยชาไม่กระตือรือร้น

ฯลฯ

                ในการพัฒนาหลักสูตรควรคำนึงถึงลักษณะธรรมชาติ  บุคลิกภาพของคนในสังคม   โดยศึกษาพิจารณาว่าลักษณะใดควรจะคงไว้  ลักษณะใดควรจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่  พึงประสงค์ของสภาพสังคมปัจจุบัน  เพื่อที่จะจัดการศึกษาในอันที่จะสร้างบุคลิกลักษณะของคนในสังคมตามที่สังคมต้องการ  เพราะหลักสูตรเป็นแนวทางในการสร้างลักษณะสังคมในอนาคต

                1.4 การชี้นำสังคมในอนาคต  การศึกษาควรมีบทบาทในการชี้นำสังคมในอนาคตด้วยเพราะในอดีตที่ผ่านมาระบบการศึกษา  และระบบพัฒนาหลักสูตรของไทยเป็นลักษณะของการตั้งรับมาโดยตลอด  เช่นการตั้งรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆเช่น กระแสความเจริญของประเทศทางตะวันตก   กระแสวิชาการตะวันตก   ความต้องการและปัญหาของสังคม   จึงทำให้การศึกษาเป็นตัวตาม  เป็นเครื่องมือที่คอยพัฒนาตามกระแสของการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  ฉะนั้นการจักการศึกษาที่ดีควรใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศในอนาคตให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ 

              1.5 ลักษณะสังคมตามความคาดหวัง  การเตรียมพัฒนาทรัพยากรให้มีคุณภาพ มีคุณลักษณะ หรือคุณลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นเป็นเรื่องไม่คงที่  การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพในการดำรงชีวิต  จรรโลงสภาพสังคมในอนาคตให้ดีขึ้น ลักษะประชากรที่มีคุณภาพดีมีดังนี้

  1. มีสุขภาพกาย สุขภาพจิตดี
  2. มีอาชีพเพื่อเลี้ยงตัวเองและครอบครัว ทำประโยชน์แก่ครอบครัว
  3. เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม  เป็นพลเมืองที่ดีของชาติ
  4. มีสติปัญญา หมั่นเสริมสร้างความรู้ความคิดอยู่เสมอ
  5. มีนิสัยรักการทำงาน ขยัน อดทน ประหยัด ซื่อสัตย์ภักดี
  6. มีมนุษยสัมพันธ์ และมีมนุษยธรรม

              1.6 ศาสนาและวัฒนธรรมในสังคม  ศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในสังคม เพราะฉะนั้นสิ่งที่บรรจุไว้ในหลักสูตรควรเป็นหลักธรรมในศาสนาต่างๆและควรเปรียบเทียบหลักธรรมของศาสนาเหล่านั้นเพื่อให้ผู้เรียนได้ทราบว่าทุกศาสนามีเป้าหมายสูงสุดร่วมกัน  คือสอนให้คนเป็นคนดีเพื่อความสงบสุขในการอยู่ร่วมกันในสังคม  ส่วนด้านวัฒนธรรมนั้นปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเพราะวิทยาการต่างๆเจริญก้าวหน้ามาก ในการพัฒนาหลักสูตรจึงต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม  การศึกษาข้อมูลขั้นพื้นฐานทางสังคมอย่างรอบคอบจะทำให้เราสามารถนำไปพัฒนาหลักสูตรที่ดีตามลักษณะดังต่อไปนี้

  1. สนองความต้องการของสังคม
  2. สอดคล้องกับความเป็นจริงในสังคม
  3. เน้นในเรื่องรักชาติรักประชาชน
  4. แก้ปัญหาให้สังคม มิใช่สร้างปัญหาให้สังคม
  5. ปรับปรุงสังคมให้ดีขึ้น
  6. สร้างความสำนึกในเรื่องของความเปลี่ยนแปลงทางสังคม
  7. ชี้นำในเรื่องการเปลี่ยนแปลงประเพณีและค่านิยม
  8. ต้องถ่ายทอดวัฒนธรรมและจริยธรรม
  9. ปลูกฝังในเรื่องความซื่อสัตย์และความยุติธรรมในสังคม
  10. ให้ความสำคัญในเรื่องผลประโยชน์ในสังคม

 

2. ข้อมูลพื้นฐานทางเศรษฐกิจ  

การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจเพราะการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคนซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดในทุกระบบเศรษฐกิจการพัฒนาหลักสูตรให้เหมาะสมกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ควรพิจารณา ประเด็นต่อไปนี้

2.1 การเตรียมกำลังคน  การให้การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญในการผลิตกำลังคนในด้านต่างๆให้เพียงพอและสอดคล้องกับความต้องการในแต่ละสาขาวิชาชีพเพื่อป้องกันการสูญเปล่าทางการศึกษาและเพื่อลดปัญหาการว่างงานอันเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ

              2.2 การพัฒนาอาชีพ  ประเทศไทยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทางเกษตรและประชากรส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรอาศัยอยู่ในชนบท ปัจจุบันมีการโยกย้ายถิ่นที่อยู่เข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ซึ่งทำ ให้เกิดปัญหาอื่นๆ เพราะฉะนั้นการพัฒนาหลักสูตรควรเน้นการส่งเสริมอาชีพส่วนใหญ่ของคนในประเทศเพื่อลดปัญหาช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนสิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ที่นักพัฒนาหลักสูตรจะต้องร่วมมือร่วมใจกันจัดทำหลักสูตรเพื่อพัฒนาอาชีพให้บรรลุผล

                 2.3 การขยายตัวทางด้านอุตสาหกรรม  ปัจจุบันประเทศไทยกำลังพัฒนาจากเกษตรกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรม นักพัฒนาหลักสูตรควรศึกษาข้อมูลแนวโน้มและทิศทางการขยายตัวทางอุตสาหกรรม  อุตสาหกรรมด้านไหนควรจะได้รับการพัฒนาหรือเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องการละจำเป็นของสังคมหรือของโลก เพราะฉะนั้นการศึกษาแนวโน้มการขยายตัวทางภาคอุตสาหกรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่นักพัฒนาหลักสูตรจะละเลยเสียมิได้

                 2.4 การใช้ทรัพยากร  เศรษฐกิจเป็นเรื่องของการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อสนองความต้องการที่ไม่จำกัดของมนุษย์ เพราะฉะนั้น นักพัฒนาหลักสูตรควรให้ความสำคัญในเรื่องของทรัพยากรโดยใช้หลักสูตรเป็นเครื่องปลูกฝังเกี่ยวกับความสำคัญของทรัพยากร  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้รู้จักและเข้าใจระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงซึ่งในจุดนี้นักพัฒนาหลักสูตรควรจะให้ความสำคัญและคิดพัฒนาหลักสูตร

                2.5 การพัฒนาคุณลักษณะของบุคคลในระบบเศรษฐกิจของคนไทย การพัฒนาคุณลักษณะของบุคคลในระบบเศรษฐกิจของคนไทยยังขัดแย้งกับความเป็นจริงในระบบเศรษฐกิจ เช่นคนไทยมีรายได้ต่ำแต่ความต้องการจับจ่ายในระบบเศรษฐกิจสูงตามความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ  ทำให้เกิดปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว  การใช้การศึกษาเข้าไปแก้ไขจะเป็นวิธีการที่สำคัญและให้ผลในระยะยาวเพราะฉะนั้นการพัฒนาหลักสูตรต้องคำนึงถึงการพัฒนาคุณลักษณะของคนไทยในหลักสูตรจะต้องบรรจุเนื้อหาสาระ   และประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีการปลูกฝังจิตสำนึกในความรับผิดชอบร่วมกัน

                2.6 การลงทุนทางการศึกษา  การจัดการศึกษาในทุกระดับต้องใช้งบประมาณของรัฐ  โดยเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐาน  การจัดการศึกษาควรคำนึงถึงงบประมาณเพื่อการศึกษา   แหล่งเงินที่ช่วยเหลือรัฐในรูปงบประมาณ  ในการจัดหลักสูตรควรจัดให้สอดคล้องกับงบประมาณของรัฐไม่ว่าในด้านการจัดการเรียนการสอน   ด้านวัสดุอุปกรณ์  เพื่อให้การใช้หลักสูตรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  และต้องคำนึงถึงผลตอบแทนจากการลงทุน  ในด้านกำลังคน  ปริมาณและคุณภาพ  และต้องคำนึงถึงผลตอบแทนจากการลงทุนในด้านกำลังคน  ปริมาณ และคุณภาพ  เช่นการพัฒนาหลักสูตรให้เยาวชนมีความสามารถทางด้านคอมพิวเตอร์   การลงทุนด้านอุปกรณ์ คือคอมพิวเตอร์  การลงทุนในจุดดังกล่าวส่วนหนึ่งอาจเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า  เพราะฉะนั้นในการพัฒนาหลักสูตรควรคำนึงถึงการลงทุนทางการศึกษาด้วยว่าเป็นการลงทุนที่สูญเปล่าหรือไม่  ในอดีตมีตัวอย่างของการพัฒนาหลักสูตรที่ทำให้เกิดการสูญเปล่าทางการศึกษาอยู่เสมอ

 

3. ข้อมูลพื้นฐานทางด้านการเมืองการปกครอง

                การเมืองการปกครองเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดระเบียบการอยู่ร่วมกัน จำเป็นต้องมีระเบียบแบบแผน  ในสังคมยึดถือเป็นแนวปฏิบัติต่อกันเพื่อความสงบเรียบร้อยและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ  ดังนั้นการเมืองการปกครองจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับบทบาท หน้าที่ สิทธิ และความรับผิดชอบที่บุคคลพึงมีต่อสังคมและประเทศชาติ

                การเมืองการปกครองมีความสัมพันธ์กับการศึกษา ในฐานะที่การศึกษามีหน้าที่ผลิตสมาชิกที่ดีให้แก่สังคม หลักสูตรจึงควรบรรจุเนื้อหาวิชาและประสบการณ์ที่จะปลูกฝังให้ประชากรอยู่ร่วมกันในสังคมได้ด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสันติสุข

                ข้อมูลที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครองที่ควรจะนำมาเป็นพื้นฐานประกอบการพิจารณาในการพัฒนาหลักสูตรก็คือ ระบบการเมือง และระบบการปกครอง นโยบายของรัฐ และรากฐานของประชาธิปไตย ฯลฯ เป็นต้น

                3.1  ระบบการเมืองการปกครอง  เนื่องจากการศึกษาเป็นเครื่องมืออันหนึ่งของสังคม ดังนั้น การศึกษากับระบบการเมืองการปกครองจึงแยกกันไม่ออก หลักสูตรจึงมักจะบรรจุเนื้อหาสาระของระบบการเมืองการปกครองไว้ เพื่อสร้างความเข้าใจให้ประชาชนอยู่ร่วมกันในสังคมได้ด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย เพราะฉะนั้นในการพัฒนาหลักสูตรควรเลือกเนื้อหาวิชาประสบการณ์การเรียนรู้ และการจัดให้มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับระบบการเมืองการปกครองที่ต้องการปลูกฝัง

                3.2  นโยบายของรัฐ เนื่องจากการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคมจึงมีความจำเป็นต้องสอดคล้องกับระบบอื่นๆ ในสังคม การที่จะให้ระบบต่างๆสามารถเกื้อหนุนส่งเสริมซึ่งกันและกันจึงจำเป็นจะต้องมีการประสานสัมพันธ์ระหว่างระบบ  รัฐบาลจึงต้องมีนโยบายแห่งรัฐเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานของระบบต่างๆ ให้มีความต่อเนื่องและสอดคล้องซึ่งกันและกัน นโยบายของรัฐที่เห็นได้ชัด คือ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  แผนพัฒนาการศึกษาในการพัฒนาหลักสูตรควรจะได้พิจารณานโยบายของรัฐด้วย เพื่อที่จะได้จัดการศึกษาให้สอดคล้องกัน

                3.3 รากฐานของประชาธิปไตย จากการที่ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยในปี พ.ศ.2475 นั้นความรู้ความเข้าใจตลอดจนความรู้สึกนึกคิดต่างๆ เกี่ยวกับประชาธิปไตยในสังคมไทยยังไม่เพียงพอ หลักสูตรในฐานะที่เป็นเครื่องมือสำหรับพัฒนาคนควรที่จะได้วางรากฐานที่เกี่ยวกับประชาธิปไตยให้แก่สังคม เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจอันถูกต้องซึ่งจะสร้างสรรค์ให้ทุกคนอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสันติสุข นอกจากนี้การจัดการเรียนการสอนก็ควรมุ่งเน้นพฤติกรรมประชาธิปไตยด้วย การศึกษาจึงควรมีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงแก้ไข การจัดการเรียนการสอนควรเน้นเรื่อง ความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง ให้ประชาชนรู้หน้าที่ของตนเองในระบอบประชาธิปไตย ทั้งที่ศึกษาอยู่ในระบบและนอกระบบหรือจบการศึกษาแล้วได้ศึกษาและนำไปปฏิบัติจริงเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายที่ว่า การศึกษาคือกระบวนการต่อเนื่องตลอดชีวิต

                เพื่อเป็นการวางรากฐานทางด้านประชาธิปไตย การจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับระบบการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย ควรจัดตามลำดับดังนี้

  1. การจัดการศึกษาให้เท่าเทียมทั่วถึง
  2. ให้อำนาจการจัดการศึกษากระจายไปในท้องถิ่น
  3. ให้เสรีภาพและเสถียรภาพแก่บุคคล ให้โอกาสแสดงความคิดเห็น
  4. การเรียนการสอนควรส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย ให้โอกาสผู้เรียนแสวงหาความรู้

    1. ส่งเสริมการแก้ปัญหาด้วยตนเอง
    2. จัดหลักสูตรให้ยืดหยุ่นได้ง่าย
    3. เน้นวิชามนุษยสัมพันธ์และจริยธรรมเป็นพิเศษ

นอกจากนั้นการปลูกฝังอบรมสั่งสอนนักเรียน ก็มีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ประชาธิปไตยของไทยมีความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้นด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  1. ชี้ให้เห็นประโยชน์ของประชาธิปไตยโดยการให้คำแนะนำและฝึกปฏิบัติ
  2. สร้างนิสัยให้มีความกระตือรือร้น สนใจเหตุการณ์บ้านเมือง
  3. ปลูกฝังการมีวินัยและเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น
  4. ฝึกการเคารพกฎเกณฑ์ต่างๆ อย่างเข้มงวด
  5. กระตุ้นและปลูกฝังให้มีความตั้งใจเรียน ซื่อสัตย์ รับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติ

    1. ฝึกให้สนใจและร่วมกันพิจารณาปัญหาต่างๆของสังคมและหาทางแก้ไข
    2. หาโอกาสให้ความร่วมมือประกอบกิจกรรมเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม
    3. ช่วยแก้ไขค่านิยมในสังคมและสร้างค่านิยมที่ดีและเหมาะสม
    4. ปลูกฝังทัศนคติที่ว่าการเมืองเป็นเรื่องการให้ความร่วมมือ และการช่วยชาติเพื่อบุคคลรุ่นใหม่จะได้เป็นนักการเมืองที่ดี
    5. ให้ความรู้และกระตุ้นให้สนใจการเมืองโดยคำนึงถึงหลักการ วิธีการ สิทธิหน้าที่ในฐานะพลเมืองของประเทศ
    6. ปลูกฝังให้มีความพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมืองทั้งในระดับโรงเรียน ท้องถิ่น และประเทศชาติ
    7. ปลูกฝังให้ผู้เรียนมีแนวคิดว่าทุกคนควรมีบทบาททางการเมือง และการเมืองเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกคน

      1. เน้นให้เห็นความสำคัญของการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

 

4. ข้อมูลพื้นฐานทางสภาพปัญหา และแนวทางหารแก้ไขในสังคม

                สภาพปัญหา และแนวทางหาการแก้ไขในสังคมเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญที่ต้องศึกษา สังคมไทยในปัจจุบันกำลังประสบปัญหายุ่งยากหลายประการ ซึ่งปัญหาต่างนั้นมีทังระยะสั้นระยะยาวและการแก้ปัญหาก็อาจทำชั่วคราวหรืออย่างถาวร การจัดการการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่นักพัฒนาหลักสูตรจะต้องศึกษา แล้วนำมาสร้างเป็นหลักสูตร ปัญหาสำคัญๆที่ควรศึกษาคือ

4.1 ปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อม

การขยายตัวของอุตสาหกรรม และการใช้เทคโนโลยี ทำให้เกิดปัญหาสภาวะทางสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติในสังคมไทย เช่น ปัญหาการทำลายป่า ปัญหาความเสื่อมโทรมของดิน ปัญหาน้ำเสีย และอากาศเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น ปัญหาข้างต้นนั้นสมควรที่จะได้ศึกษาถึงสภาพปัญหาและแนวทางแก้ไขเพื่อนำไปเป็นข้อมูลในการจัดการศึกษาและพัฒนาหลักสูตร เช่น การกำหนดเนื้อหาในเรื่องสภาพแวดล้อม การอนุรักษ์สภาพแวดล้อม  การใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ฉลาด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ที่จะปลูกฝังความรับผิดชอบให้เกิดขึ้นต่อผู้เรียน

4.2 ปัญหาทางด้านสังคม

ในปัจจุบันในสังคมไทยมักจะเกิดขึ้นหลังจากการเปลี่ยนแปลงของสังคม ซึ่งมีสาเหตุมาจากความเจริญทางวัตถุและวัฒนธรรมตะวันตกที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็วด้วนอิทธิพลของการสื่อสาร เฉพาะในวัยหนุ่มสาว ซึ่งจะก่อให้เกิดความขัดแย้งทางด้านความคิดระหว่างหนุ่มสาวกับผู้ใหญ่ที่ยึดมั่นวัฒนธรรมเดิม ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติด ปัญหาทางเพศ ปัญหาอาชญากรรม ซึ่งการศึกษาปัญหาเหล่านี้จะเป็นข้อมูลในการจัดหลักสูตรเพื่อเตรียมเยาวชนให้สามารถดำรงอยู่ในสังคมอยู่ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีความสุขและไม่เกิดปัญหา

4.3 ปัญหาด้านเศรษฐกิจ

โดยพื้นฐานประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีฐานะยากจนและมีการศึกษาต่ำ ประชาชนเกิดการว่างงาน การย้ายถิ่นฐานทำกินจากชนบทสู่เมือง สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่ยาวนานของประเทศ เพราะฉะนั้นในการพัฒนาหลักสูตรควรได้ศึกษาปัญหาทางด้านเศรษฐกิจทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เพื่อที่จะได้นำข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ได้มาจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับทรัพยากรทางธรรมชาติ และแนวโน้มการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยกำหนดจุดมุ่งหมายของหลักสูตร การสร้างหลักสูตรรายวิชา เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถและประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจทำให้ผู้ที่จบการศึกษาในระดับต่างๆสามารถออกไปประกอบอาชีพ และสามารถดำรงอยู่ได้ในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ โดยไม่เป็นปัญหา หรือภาระของสังคม

 

4.4 ปัญหาด้านการเมืองการปกครอง

สภาพปัญหาด้านการเมืองการปกครองของไทยเป็นมายาวนานสมควรที่การศึกษาจะเข้าไปมีบทบาทในการพัฒนาทางด้านการเมืองคือการให้ความรู้และปลูกฝังในเรื่องของประชาธิปไตย เพราะประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในท้องถิ่นชนบทยังความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประชาธิปไตยไม่ดีพอ นอกจากนั้นประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความสำนึกและความรับผิดชอบต่อวิถีทางแบบประชาธิปไตย ซึ่งจะเห็นได้จากการเข้าไปมีบทบาททางด้านการเมืองยังเป็นเรื่องของคนกลุ่มน้อย ในเมื่อผู้ได้รับการศึกษาที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องประชาธิปไตยเป็นอย่างยังขาดความสำนึกและความรับผิดชอบเช่นนี้ จึงควรนักพัฒนาหลักสูตรจะได้ตระหนักและพัฒนาหลักสูตร เนื้อหาวิชาหรือกิจกรรมการเรียนการสอนให้สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อการเมืองการปกครองของประเทศ  ซึ่งเป็นหน้าที่ของนักพัฒนาหลักสูตรจะต้องพิจารณาปัญหาเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจเลือกทิศทางในการพัฒนาหลักสูตรเพื่อสร้างคนที่เป็นประโยชน์แก่สังคม หรือคนที่จะไปพัฒนาหรือแก้ปัญหาสังคมต่อไป  ขั้นตอนในการพิจารณาปัญหาและแนวทางแก้ไข

1. พิจารณาปัญหาที่ระบบการศึกษาอำนวยในการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น

2. พิจารณาสาเหตุ ข้อเท็จจริงสภาพปัญหา

3. พิจารณาวิชา เนื้อหาและประสบการณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสม

4. พิจารณากิจกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะสม

 

5.  ข้อมูลพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

                ความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำให้สังคมเปลี่ยนไป ผู้เรียนเกิดความจำเป็นต้องเพิ่มความรู้ ทักษะใหม่ และต้องเปลี่ยนแปลงเจตคติใหม่ ทำให้เกิดความจำเป็นต้องสร้างคุณธรรมและความคิดใหม่เพื่อให้คนในสังคมสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้ โดยการใช้การศึกษาทำหน้าที่สร้างประชาชนที่มีคุณภาพและมีความสามารถที่จะปรับตัวเข้ากับสังคมที่มีความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม หลักสูตรที่นำมาใช้จึงจำเป็นต้องมีความสอ