(1)  หาภาพการแต่งกายของคนในท้องถิ่น 2 ภาพ

 

 

  

ความเหมาะสมตามหลักการแต่งกาย

รูปซ้าย: เหมาะสมกับวัยและกาลเทศะ สีของชุดเรียบร้อย กระโปรงยาวพอดี ไม่รัดแน่นเกินไป ทำให้ดูสวยงาม

รูปขวา: ไม่เหมาะสมกับวัยและกาลเทศะทั้งโอกาสและสถานที่ เพราะเป็นชุดที่วาบหวิวเกินไป ขากางเกงสั้นและไม่เหมาะกับการใส่ในชีวิตประจำวัน

 ความเหมาะสมของเสื้อผ้าวัย และผิว

รูปซ้าย: เหมาะสม เนื่องจากเป็นคนเรียบร้อย เหมาะกับชุดที่มีกระโปรงยาว และมีผิวขาวทำให้ใส่แล้วเข้ากับชุดทีเข้มได้อย่างดี นอกจากนี้ยังเป็นชุดที่มิดชิดเรียบร้อยเหมาะสมกับผู้ใส่

รูปขวา: ไม่เหมาะสมกับวัยของผู้ใส แม้ว่าผู้ใส่เป็นผู้ที่มีผิวขาวจึงเหมาะกับสีของชุด แต่ไม่เหมาะกับสถานที่และกาลเทศะ

 ความเหมาะสมของเสื้อผ้าสำหรับคนสูง เตี้ย อ้วน

รูปซ้าย: เหมาะสมเพราะชุดที่ผู้ใส่เป็นสีเข้ม ทำให้ดูผอม และกระโปรงไม่ยาวจนเกินไปทำให้ดูพอดีกับส่วนสูงของผู้ใส่

รูปขวา: ไม่เหมาะสมเพราะผู้ใส่เป็นคนที่สูง ใส่ชุดที่มีส่วนทีเ่ป็นกางเกงชุดนี้ทำให้ดูยิ่งสั้นมากขึ้น และเป็นชุดที่รัดแน่นทำให้ดูไม่เรียบร้อย ไม่สุภาพ

 ความเหมาะสมของเสื้อผ้าสำหรับคนหนักบน หนักล่างและผอม

รูปซ้าย: เหมาะสมกับผู้ใส่ เพราะผู้ใส่ไม่ใช่คนที่ผอมมาก การที่ใส่ชุดที่เป็นีเข้ม ทำให้ปิดบังอำพรางส่วนเกินบางส่วนเช่น ต้นขาหรือสะโพกได้ดี

รูปขวา: ไม่เหมาะสมเพราะเป็นชุดที่รัดแน่นมาก ทำให้เน้นสัดส่วนรูปร่างมากเดินไป ทำให้ดูเป็นคนที่มีส่วนเกินเช่นบริเวณหน้าท้องและต้นขา

ความเหมาะสมของการเลือกใช้ผ้าที่เป็นริ้วและลาย

รูปซ้าย: เหมาะสม เนื่องจากเป็นชุดที่มีสีเข้มและไม่มีริ้วหรือ ลาย ทำให้ไม่ทำให้ดูผิดสัดส่วนเพราะผู้ใส่มีความเหมาะสมของรูปร่างกับเสื้อผ้าที่ใส่อยู่แล้ว

รูปขวา: ไม่เหมาะสม เพราะชิ้นส่วนผ้าน้อยเกินไป 

ความเหมาะสมของการเลือกชนิดคอที่สวมใส่

รูปซ้าย: ชุดเป็นคอที่เหมาะสมกับผู้ใส่เพราะเป็นคอที่กว้างกว่าคอวีเล็กน้อยซึ่งทำให้ผู้ใส่ดูมีช่วงคอที่ยาวและเรียว

รูปขวา: เนื่องจากเป็นชุดที่ไม่มีส่วนคอ ทำให้ไม่เหมาะสมกับการนำมาใส่อย่างยิ่งเพราะวาบหวิวจนเกินไป

  

(2)  สำรวจหรือสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับเสื้อผ้าที่จะซ่อมแซมและดัดแปลงแก้ไข

การซ่อมแซมและดัดแปลงเสื้อผ้ามีหลักการสำคัญที่ควรพิจารณา  ดังนี้

1.  เลือกใช้วิธีการซ่อมแซมและดัดแปลงให้เหมาะสม

เสื้อผ้าที่ชำรุดเป็นรอยขาด  อาจจะถูกหนามเกี่ยวขาดเป็นรูปปากฉลาม  ถูกเตารีดร้อนจัดเป็นรอยไหม้  ก่อนที่เราจะซ่อมแซมรอยขาดเหล่านี้จะต้องตัดรอยขาดนั้นทิ้ง  แล้วเปลี่ยนผ้าใหม่เข้าไปแทน  เป็นการดัดแปลงแบบใหม่ก็ได้  ทั้งนี้ควรดูตำแหน่งที่ขาดประกอบการพิจารณาด้วย

2.  ออกแบบให้เหมาะสมกับวัยของผู้ใช้

การนำเสื้อผ้าเก่าหรือเสื้อผ้าชำรุดมาดัดแปลง  ควรคำนึงถึงวัยของผู้สวมใส่ด้วย  เช่น  เสื้อผ้าผู้ใหญ่  จากเดิมเป็นเสื้อคอกลมแขนสั้นธรรมดา  เมื่อนำมาดัดแปลงเป็นเสื้อผ้าสำหรับเด็กก็ควรติดลูกไม้  จีบ  ระบาย  เปลี่ยนแขนทรงกระบอกเป็นแขนพอง  ทำโบติดที่คอเสื้อ  หรือผูกเอว  จะช่วยให้แลดูเหมาะสมกับวัยเด็กมากขึ้น

3.  เลือกใช้อุปกรณ์ตกแต่งให้เหมาะกับเนื้อผ้า

ก่อน ที่จะซ่อมแซมหรือดัดแปลงเสื้อผ้า  ควรเลือกหาวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ให้เหมาะกับเนื้อผ้าที่ชำรุด  เพื่อให้ส่วนที่ซ่อมแซมหรือดัดแปลงขึ้นใหม่มีสภาพกลมกลืนกับเสื้อผ้าตัวเดิม มากที่สุด  เช่น  เลือกกระดุม  สีและแบบเดียวกับเม็ดเดิมที่หลุดหายไป  ใช้ด้ายสีเดียวกันกับผ้าที่จะซ่อม  ใช้เศษผ้าที่มีเส้นใยชนิดเดียวกันมาปะกับรอยผ้าที่ขาด  เป็นต้น

4.  เตรียมเครื่องมือให้พร้อม

เครื่องมือที่ใช้ในการซ่อมแซมและดัดแปลงเสื้อผ้า  เช่น  เข็ม  ด้าย  จักร  กรรไกร  ควรเตรียมไว้ให้พร้อม  ตรวจดูให้อยู่ในสภาพดี  ใช้งานได้  นำไปจัดวางไว้ใกล้บริเวณที่จะปฏิบัติงาน  เพื่อให้หยิบใช้ได้สะดวก  และช่วยให้การทำงานรวดเร็วขึ้น

5.  คำนึงถึงความคุ้มค่า

สิ่งสำคัญที่ควรจะนำมาพิจารณาก่อนที่จะซ่อมแซมหรือดัดแปลงเสื้อผ้า คือ  ประโยชน์ที่จะได้รับจากการซ่อมแซมดัดแปลงเสื้อผ้าชิ้นนั้น ๆ  คุ้มค่ากับเวลา  เงิน  แรงงาน  ที่ต้องเสียไปหรือไม่  ถ้านำเสื้อผ้าที่ซ่อมแล้วไปใส่เพียงครั้งเดียวแล้วเลิกใช้ ก็ไม่คุ้มค่า  แต่ถ้านำไปใส่อีกนานนับปีถือว่าเป็นการคุ้มค่า  นอกจากนี้ยังควรนำสิ่งตกแต่งเสื้อผ้าที่มีอยู่แล้วมาใช้  ไม่ควรซื้อสิ่งใหม่ที่มีราคาแพงก็จะช่วยประหยัดได้อีกทางหนึ่ง

ประโยชน์ของการซ่อมแซมและดัดแปลงเสื้อผ้า

  • ช่วยประหยัดรายจ่าย

ถ้าเราซ่อมแซมและดัดแปลงเสื้อผ้าไว้ใช้ก็จะช่วยประหยัดรายจ่ายได้ เพราะไม่ต้องไปหาซื้อเสื้อผ้าตัวใหม่มาทดแทนตัวเก่าที่ชำรุด  ยิ่งถ้าเราสามารถทำได้เองโดยไม่ต้องจ้างช่างตัดเสื้อยิ่งจะช่วยประหยัดรายจ่ายของครอบครัวเพิ่มขึ้นอีก  และยังสามารถเก็บเงินไว้ใช้จ่ายในสิ่งจำเป็นด้านอื่น ๆ ได้

  • ช่วยยืดระยะเวลาการใช้งานของเสื้อผ้า       

การซ่อมแซมส่วนที่ชำรุด หรือ  ดัดแปลงเสื้อผ้าแบบเดิมที่ล้าสมัยให้เป็นแบบใหม่  แล้วนำกลับมาสวมใส่  จะทำให้สามารถใช้เสื้อผ้าชุดนั้น ๆ ต่อไปได้อีกนาน  ซึ่งนับเป็นการใช้งานที่คุ้มค่า

  • ได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

เวลาที่เราเล่นหรือไปเที่ยวสนุกสนานเป็นเวลาที่สูญเปล่าไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่ถ้าเรานำเวลาที่มีอยู่มาวางแผนซ่อมแซมดัดแปลงเสื้อผ้าไว้ใส่จะเป็นการใช้ เวลาที่เกิดประโยชน์มากกว่า

  • เกิดความภาคภูมิใจในการทำงาน

การซ่อมแซมเสื้อผ้าชำรุด  การดัดแปลงเสื้อผ้าด้วยตนเอง  เมื่อทำได้สำเร็จย่อมทำให้เกิดความภาคภูมิใจ นอกจากนั้นยังอาจมีผู้อื่นชื่นชมผลงานของเราอีกด้วย 

 

 

(3)  สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการทำความสะอาดเสื้อผ้า  (เคล็ดลับ)

-  การซักรีดเสื้อผ้า

วิธีการซักเสื้อผ้า มีขั้นตอนดังนี้

 1. นำสิ่งของออกจากกระเป๋าให้หมด

 2. ถ้าพบว่าเสื้อผ้าชำรุด ควรซ่อมให้เรียบร้อยก่อนซัก

 3. แยกผ้าสีและผ้าขาวออกเป็นพวกๆ

 4. ซักด้วยน้ำเปล่าก่อน 1 ครั้ง

 5. ใส่ผงซักฟอกลงในกะละมังคนให้ผงซักฟอกละลายและกระจายไปทั่ว แล้วนำเสื้อลงแช่ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที

 6. ขยี้หรือใช้แปรงๆที่คอเสื้อ แขนเสื้อ กระเป๋าและซักทั้งตัวให้สะอาด บีบน้ำออก

 7. ซักในน้ำสะอาด 2-3 ครั้ง ให้หมดคราบผงซักฟอก

 8. นำขึ้นตากโดยกลับตะเข็บเสียก่อน แล้วใส่ไม้แขวนเสื้อ ถ้าเป็นเสื้อสี ให้แขวนไว้ในที่ร่มและลมพัดผ่านได้ดี

 9. น้ำสุดท้ายของการซักสามารถนำไปเช็ดถูบ้าน หรือรดน้ำต้นไม้ใหญ่ได้

 

-  การทำความสะอาดรอยเปื้อนบนผ้า

การทำความสะอาดรอยเปื้อ

 - รอยเปื้อนเลือด แช่ในน้ำสบู่อุ่นๆ หรือผงซักฟอก แล้วจึงซักออกให้สะอาด

 - รอยเปื้อนหมากฝรั่ง ใช้มีดขูดหมากฝรั่งออก  แล้วนำผ้าไปแช่เฉพาะส่วนที่มีรอยเปื้อนในน้ำยาซักแห้งแล้วซักให้สะอาดอีกครั้ง

 - รอยเปื้อนช็อกโกแลตหรือกาแฟ แช่น้ำสบู่อุ่นๆแล้วจึงซักอีกครั้ง

 - รอยเปื้อนหมึกแห้ง วางกระดาษซับใต้รอยเปื้อน หยดน้ำยาซักแห้งลงบนรอยเปื้อน แช่ในน้ำสบู่อุ่นๆแล้วล้างด้วยน้ำเย็น

 - รอยเปื้อนนม ครีม หรือไอศกรีม แช่ในน้ำสบู่หรือผงซักฟอก แล้วซักให้สะอาด

  

   

(4)  กิจกรรมบันทึกแนวคิดหน่วยที่  3  หัวข้อ:  นักเรียนจะนำความรู้เรื่องการทำความสะอาดเสื้อผ้าไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร ?

 1. สามารถดูแลการทำความสะอาดและการซักรีดเสื้อผ้าในบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อย และคงสภาพที่ดี ทำให้เสื้อผ้านั้นสามารถสวมใส่ได้นาน และสามารถสวมใส่ได้บ่อย

 2. สามารถดูแลรักษาเสื้อผ้าได้อย่างถูกวิธี เนื่องจากผ้าแต่ละชนิดมีวิธีการดูแลรักษาที่แตกต่างกันไป

 3.ช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง และเป็นการฝึกฝนให้เรารู้จักช่วยเหลือตนเอง มีความรับผิดชอบมากขึ้น

 4.ทำให้เรารู้จักการวางแผนในการทำงาน และรู้จักบริหารเวลา

 5.ทำให้เราสามารถคำนวณค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดได้ เพราะเราทราบว่าควรใช้ผลิตภัณฑ์ใดในการทำความสะอาด และแบบไหนที่จะช่วยรักษาคุณภาพผ้า ใ้ห้ใช้ได้ยาวนานมากยิ่งขึ้น

 การดูแลรักษาและทำความสะอาดเสื้อผ้า และเครื่องแต่งกายเป็นสิ่งที่สำคัญ ทำให้ผู้ที่สวมใส่ มีทั้งสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และส่งเสริมให้มีบุคคลิกที่ดูดี นอกจากกนี้ การรู้จักเลือกวิธีในการทำความสะอาด ยังทำให้เสื้อผ้า และเครื่องแต่งกายอยู่ในสภาพที่ดีเสมอ เป็นการยืดอายุการใช้งาน และทำให้สามารถบริหารเวลาในการทำความสะอาดได้ เป็นการประหยัดทั้งเวลา และทรัพยากรในการทำความสะอาด

 

 

(5)  ให้นักเรียนตอบคำถามท้ายหน่วยการเรียนรู้หน่วยที่  3  ผ้าและเครื่องแต่งกาย 

 1.) ผู้ที่จะแต่งกายได้งามนั้นมีอะไรที่เป็นพื้นฐานของการแต่งกาย จงอธิบาย

สุขภาพกาย เราควรที่จะดูแลเอาใจใส่ร่างกายของเราให้ดูดีและสะอาด รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง เพื่อให้มีรูปร่างที่สมส่วน เวลาแต่งกายก็จะดูสวยงามขึ้น

สุขภาพจิตที่ดีเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างสภาพร่างกายให้สวยงาม ถ้าเกิดเราหน้าตาสวยก็จริง แต่ถ้าวันนั้นอารมณ์ไม่ดี หน้านิ่วคิ้วขมวดแล้ว เราก็จะหมดความสวย สง่างามทันที ตรงกันข้ามถ้าหน้าดูยิ้มแย้มแจ่มใส ก็จะมีคนชมเราได้ว่าเราเป็นคนสวย น่ารัก อยากที่จะเข้ามาคุยด้วย และที่สำคัญคือ หากเราสวยจากภายใน ภายนอกเราก็จะดูดีไปด้วย 

 

2).  หลักที่ควรยึดถือในการแต่งกายมีอะไรบ้าง  เขียนมาเป็นข้อ ๆ 

1. ควรรู้ว่ารูปร่างลักษณะของเรานั้นมีส่วนดีที่ไหนบ้าง เพื่อจะได้เสริมส่วนดีเหล่านั้นให้เด่นขึ้น

2. ควรรู้ข้อบกพร่องหรือส่วนที่ไม่สมส่วนในรูปทรงของเรา เพื่อจะได้แก้ไขโดยกลบเกลื่อนหรือพรางส่วนนั้นเสีย

3. ควรรู้ว่าตนเองมีบุคลิกลักษณะแบบไหน แล้วเลือกเสื้อผ้าให้เข้ากับบุคลิกของตนเอง.

4. ควรรู้ว่าเสื้อผ้าสีอะไร ใช้อย่างไร จึงจะช่วยเสริมผิวพรรณและรูปร่างของผู้สวมใส่ให้สวยขึ้น

5. ควรสวมใส่เสื้อผ้าด้วยความประณีตและกลมกลืนกับตัว

6. ควรพิถีพิถันและประณีตให้มาก ระหว่างที่แต่งตัวควรสำรวจดูว่าทุกสิ่งอยู่ตามที่ที่ควรอยู่

7. ควรรักษา ซ่อมแซมเสื้อผ้า

8. ควรเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะแก่กาลเทศะ

9. การแต่งกายที่ยึดหลักการประหยัด

10. ควรหัดใช้เครื่องตกแต่งประกอบ 

 

3). เปรียบเทียบศิลปะการแต่งกายที่เหมาะสมของบุคคลต่อไปนี้


•  คนอ้วนและคนผอม
   

คนอ้วน ควรเลือกเสื้อผ้าที่มีสีเข้ม เช่น สีน้ำตาล น้ำเงิน ดำ เป็นต้น เพื่ออำพรางหุ่นให้ดูผอมเพรียวลง ส่วนแบบควรเป็นคอแหลม หรือคอวี กระโปรงแคบ รัดรูป ไม่ควรสวมใส่กระโปรงบานและยาว 


คนผอม ควรเลือกใช้เสื้อผ้าที่มีสีอ่อนๆ เช่น ชมพู ฟ้า เหลือง เขียวอ่อน เป็นต้น เพื่ออำพรางหุ่นให้ดูอ้วนขึ้น ส่วนแบบเสื้อผ้าควรมีลวดลาย เช่นมีระบายหรือลูกไม้สวยงาม คอเสื้อควรมีปกตั้ง

 

•  คนผิวขาวและคนผิวคล้ำ

คนที่มีสีผิวขาวเหลือง เหมาะที่จะสวมเสื้อผ้าโทนสีอบอุ่น แลดูอ่อนโยน เช่น สีชมพูสีส้ม ไม่เหมาะที่จะสวมเสื้อผ้าสีเขียวและสีเทาอ่อน มิฉะนั้นจะดูเหมือนเป็นคนขี้โรค

คนที่มีสีผิวคล้ำ เหมาะจะสวมเสื้อผ้าสีอ่อน สว่าง เช่น สีเหลืองอ่อน สีชมพูอ่อน หรือสีขาว เป็นต้น ซึ่งจะสะท้อนความสว่างของสีผิว

•  คนรูปร่างเล็กและคนรูปร่างใหญ่

คนที่มีรูปร่างเล็ก ควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่มีลวดลายตามแนวยาว เพื่อให้ดูสูง ปกเสื้อที่ใส่ไม่ควรใหญ่เกินไป เพราะจะทำให้คอสั้น 

คนที่มีรูปร่างสูงใหญ่ ควรเลือกเสื้อผ้าที่มีลวดลายตามขวาง เพื่ออำพรางหุ่นให้ดูกว้างขึ้นหรือเตี้ยลง เช่น ผู้ชายควรสวมเสื้อตามลายขวาง ผู้หญิงสวมกระโปรงบาน เป็นต้น

 

4).  บรรยายรูปร่างลักษณะของนักเรียน  และอธิบายว่าถ้าจะใช้ผ้าเป็นริ้วเป็นลาย  จะใช้ริ้วลายแบบไหน 

รูปร่างเป็นคนรูปร่างผอม สูง   สำหรับเนื้อผ้าควรเป็นเนื้อผ้าที่ทิ้งตัวดีและเลือกผ้าสีอ่อน เลือกเข็มขัดเส้นหนาจะช่วยพรางให้ดูสมส่วนมากยิ่งขึ้น

 

5).  เครื่องเกาะเกี่ยวที่ใช้ในการตัดเย็บมีอะไรบ้าง  เสื้อผ้าที่นักเรียนใส่ส่วนใหญ่ต้องซ่อมแซมอะไรบ้าง

กระดุม (Button) : กระดุม เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวชนิดหนึ่ง ซึ่งทำมาจากวัสดุหลากหลายชนิด นอกจากประโยชน์ การใช้สอยโดยตรง คือใช้เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวแล้ว ยังใช้ประโยชน์ในด้านความสวยงามอีกด้วย เช่น ใช้ตกแต่งเสื้อผ้า เครื่องใช้ เครื่องประกอบการแต่งกาย แล้วยังสามารถนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อการใช้งานต่าง ๆ ได้อีกมากมาย

ซิป (Zipper) : เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวที่สำคัญชนิดหนึ่ง ในการที่จะนำมาต่อผ้าหรือวัสดุ 2 ชิ้น ให้ติดกัน เช่น เสื้อ กระโปรง กางเกง ฯลฯ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นส่วนตกแต่งในเสื้อผ้าได้ นักออกแบบที่มีความคิดสร้างสรรค์ ได้นำเอาส่วนต่าง ๆ ของซิปมาประดิษฐ์เป็นเครื่องประดับ และเครื่องใช้ของสตรีที่สวย

ส่วนใหญ่ที่ต้องซ่อมแซม คือ กระดุมหลุด ยางยืดหมดสภาพ กระโปรงชายหลุด

 

6).  อธิบายการติดกระดุมและติดตะขอมาให้เข้าใจ

การติดกระดุม  

กระดุมมีก้าน คือกระดุมที่มีส่วนยื่นออกมาจากใต้เม็ดกระดุมเพื่อใช้เย็บติดกับเสื้อผ้า การติดกระดุมชนิดนี้จะไม่มีเส้นด้ายเย็บปรากฏบนเม็ดกระดุมวิธีติดกระดุมมี ก้านนิยมใช้เศษผ้ารองใต้ผ้าให้ตรงตำแหน่งก้าน มีขั้นตอนการติดดังนี้  
          1.วางกระดุมลงบนผ้า สอดเข็มหมุดที่ห่วงก้านกระดุมเพื่อยึดไว้ชั่วคราว
          2. แทงเข็มขึ้นด้านบนสอดเข้าไปในห่วงกระดุม แทงเข็มลงให้ทะลุผ้าด้านล่าง ดึงด้ายให้ตึงเอาเข็มหมุดออก
          3.ทำแบบข้อ 2 ซ้ำประมาณ 3 – 4 ครั้ง พันก้านกระดุมด้วยด้าย 3 รอบ แทงเข็มลงใต้ชิ้นผ้าผูกปมให้แน่น ตัดด้ายออก

กระดุมไม่มีก้าน คือกระดุมที่มีรู 2 รู หรือ 4 รู ปรากฏให้เห็นบนเม็ดกระดุม การเย็บกระดุมชนิดนี้ จะมองเห็นเส้นด้ายที่เย็บ วิธีการเย็บกระดุมไม่มีก้านถ้าเป็นกระดุม 2 รู ให้ขมวดปลายหนึ่งของด้ายเย็บให้เป็นปม ทำเช่นเดียวกับเย็บกระดุม 2 รู หรืออาจแทงเข็ม ให้เส้นด้ายด้านบนทแยงไขว้กันก็ได้ มีขั้นตอนการทำดังนี้
          1.กาเครื่องหมายตรงตำแหน่งที่ต้องการจะติดกระดุม
          2.ใช้ด้าย 2 ทบ ร้อยเข็ม เพื่อให้กระดุมแน่นหนาไม่หลุดลุ่ยง่าย ขมวดปลายด้ายทำปม ใช้เข็มแทงขึ้น ตรงบริเวณที่ทำเครื่องหมายไว้ถึงด้ายให้แน่น
          3.วางกระดุมลงตรงกลางแล้วสอดเข็มลอดรูกระดุม รั้งด้ายให้ตึง แทงขึ้นลงตามรูกระดุม กลับไป กลับมาหลายครั้งจนกระดุมแน่น
          4.สอดด้ายใต้กระดุมซ่อนปมอีกครั้งแล้วตัดด้ายออก

การติดตะขอ

1.กำหนดตำแหน่งที่จะติดตะขอ
2.ติดตะขอเกี่ยวหรือตะขอสับบนเส้นกลางขอตะเข็บข้างตัวหรือกลางตัว
3.ติดตะขอรับบนเส้นกลางตะเข็บทางด้านซ้ายมือ
4.ติดตะขอรับให้หัวตะขออยู่บนกลางตะเข็บทางด้านขวามือ
5.สอยพันหรือเย็บแบบรังกระดุม สอยเรียงเส้นด้ายลงในช่องตะขอที่กำหนด
6.เย็บติดตะขอเกี่ยวและขอรับ ที่ขอบเอวเหนือซิป

 

7).  อธิบายการปะเพื่อการตกแต่ง

มักจะนำผ้าที่เป็นผ้าปักสำเร็จรูปหรือผ้าที่เขียนรูปลาย ถ้าจะให้งานที่ได้ออกมามีความคงทนและรวดเร็ว ควรเดินริมด้วยฝีจักรห่างๆ ไม่ต้องถี่มาก นอกจากนี้ยังใช้เศษผ้าสวยๆหรือผ้าลูกไม้มาตกแต่งมาตกแต่งแทนผ้าสำเร็จรูป ผ้าก็สวยงามไปอีกแบบ

 

8).  ถ้ากางเกงที่ใส่ขาดที่หัวเข่าจะแก้ไขดัดแปลงอย่างไรให้ใช้งานได้

ถ้าบริเวณที่ขาด ได้ขาดเพียงเล็กน้อย ก็จะเย็บให้ผ้าไม่ขาดเหมือนเดิม แต่ถ้าขาดมากเกินที่จะเย็บประกบแล้วก็ใช้วิธีการปะ โดยการนำผ้าลายต่างๆมาตกแต่ง ถ้าขาดจน ไม่สามารถซ่อมแซมได้ ก็จะนำมาดัดแปลง ทำเป็นกางเกงขาสั้นไว้สำหรับใส่ไปเที่ยวชายทะเลได้ โดยไม่ต้องเสียเงินไปซื้อกางเกงขาสั้น

 

9).  ถ้านักเรียนดัดแปลงเสื้อผ้าที่ไม่ใช้เป็นผ้ากันเปื้อน  นักเรียนจะใช้ลวดลายและตะเข็บอะไรตกแต่งและมีวิธีทำอย่างไร

จะใช้ลายผ้าที่มีสีออกเป็นโทนดำ เทาอ่อน เพื่อที่จะได้ดูไม่สกปรกง่าย และอาจทำอุปกรณ์ต่างๆมาเย็บตกแต่งบริเวณมุมให้สวยงามมากขึ้น แล้วนำลูกไม้ที่ตนเองชอบมาเย็บบริเวณขอบ ของผ้ากันเปื้อน ก็จะทำให้ดูไม่จืดมากจนเกินไป หรืออาจนำเศษผ้าสวยๆ มาเย็บทำเป็นกระเป๋าด้านหน้าผ้ากันเปื้อนก็ได้

 

10).  อธิบายขั้นตอนการซักรีดเสื้อผ้า

การซักผ้า

1. ตรวจดูความเรียบร้อยของเสื้อผ้าว่ามีเครื่องตกแต่งติดอยู่หรือไม่ ถ้ามีให้เอาออกก่อน หากมีตัวไหนชำรุด ก็ซ่อมให้เรียบร้อย

2. แยกผ้าออกเป็นประเภท

3. กำจัดรอยเปื้อน

4. แช่ผ้าในน้ำธรรมดาก่อนประมาณ 10-20 นาที

5. ละลายผงซักฟอกในน้ำพอท่วมผ้า

6. ถ้าผ้าสกปรกมากให้ใช้น้ำอุ่นช่วยในการซัก และใช้แปรงซักผ้าช่วยแปรงตรงรอยเปื้อนหากเป็นผ้าหนา

7. ล้างน้ำสะอาด

 

การรีดผ้า

1. พรมน้ำผ้าที่จะรีด ตามลักษณะของเส้นใยที่ต้องการความชื้น แล้วทิ้งไว้ประมาณ 5 -10 นาที

2. ปรับอุณหภูมิเตารีด ให้ความร้อนเหมาะสมกับชนิดของผ้า

3. ใช้วิธีรีดที่ถูกต้องตามส่วนต่างๆของเสื้อ รีดตามความยาวของเส้นใย ถ้ารีดตามขวาง ผ้าจะยืดเสียรูปทรง

4. ขณะที่รีดผ้าควรให้สายเตารีดเรียบไม่ม้วนงอ เพราะจะทำให้สายเสียดสีกัน ทำให้ฉนวนหุ้มสายไฟไม่ทน

5. ควรรีดผ้าหลายๆ ชิ้นในครั้งเดียวกัน เพื่อเป็นการประหยัดไฟฟ้า

6. ปิดสวิตช์และถอดปลั๊กทุกครั้งเมื่อรีดผ้าเสร็จแล้ว