"นวัตกรรมของฉัน"

1.

ข้าพเจ้านายสมเกียรติ เอ่าจี่มิด นักศึกษา ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏสวน

สุนันทา ศูนย์ระนอง เคยได้ศึกษาและจัดทำ สื่อการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียน E-Book โดยใช้ Flip album pro รุ่น 6

นวัตกรรมที่ข้าพเจ้ารู้จัก

2.

สิ่งที่เคยพัฒนาคือ E-Book เพื่อผู้เรียนมีการพัฒนาในการเรียนการสอน

2.2

แนวคิดในการศึกษาหรือพัฒนางาน ประกอบด้วย

2.2.1

รายละเอียดของการพัฒนางาน

2.2.1.1

ความหมายของ e-Book

อีบุ๊ค” (e-book, e-Book, eBook, EBook,) เป็นคำภาษาต่างประเทศ ย่อมาจากคำว่า electronic book หมายถึง หนังสือที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีลักษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ โดยปกติมักจะเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถอ่านเอกสารผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งในระบบออฟไลน์และออนไลน์
       คุณลักษณะของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถเชื่อมโยงจุดไปยังส่วนต่างๆ ของหนังสือ เว็บไซต์ต่างๆ ตลอดจนมีปฏิสัมพันธ์และโต้ตอบกับผู้เรียนได้ นอกจากนั้นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถแทรกภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว แบบทดสอบ และสามารถสั่งพิมพ์เอกสารที่ต้องการออกทางเครื่องพิมพ์ได้ อีกประการหนึ่งที่สำคัญก็คือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยได้ตลอดเวลา ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้จะไม่มีในหนังสือธรรมดาทั่วไป

2.2.1.2

โปรแกรมชุด Flip Album

โปรแกรม DeskTop Author

โปรแกรม Flash Album Deluxe
ชุดโปรแกรมทั้ง 3 จะต้องติดตั้งโปรแกรมสำหรับอ่าน e-Book ด้วย มิฉะนั้นแล้วจะเปิดเอกสารไม่ได้ ประกอบด้วย

โปรแกรมชุด Flip Album ตัวอ่านคือ FlipViewer

โปรแกรมชุด DeskTop Author ตัวอ่านคือ DNL Reader

โปรแกรมชุด Flash Album Deluxe ตัวอ่านคือ Flash Player

โปรแกรมที่นิยมใช้สร้าง e-Book
โปรแกรมที่สามารถใช้สร้าง e-Book มีอยู่หลายโปรแกรม แต่ที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบันได้แก่

2.2.1.3

และการใช้งาน เช่น

หนังสือทั่วไปใช้กระดาษ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่ใช้กระดาษ

หนังสือทั่วไปมีข้อความและภาพประกอบธรรมดา หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถสร้างให้มีภาพเคลื่อนไหวได้

หนังสือทั่วไปไม่มีเสียงประกอบ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถใส่เสียงประกอบได้

หนังสื่อทั่วไปแก้ไขปรับปรุงได้ยาก หนังสื่ออิเล็กทรอนิกส์สามารถแก้ไขและปรับปรุงข้อมูล (update) ได้ง่าย

หนังสือทั่วไปสมบูรณ์ในตัวเอง หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถสร้างจุดเชื่อมโยง (links) ออกไปเชื่อมต่อกับข้อมูลภายนอกได้

หนังสือทั่วไปต้นทุนการผลิตสูง หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ต้นทุนในการผลิตหนังสือต่ำ ประหยัด

หนังสือทั่วไปมีขีดจำกัดในการจัดพิมพ์ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีขีดจำกัดในการจัดพิมพ์ สามารถทำสำเนาได้ง่ายไม่จำกัด

หนังสือทั่วไปเปิดอ่านจากเล่ม

หนังสือทั่วไปอ่านได้อย่างเดียว หนังสืออิเล็กทรอนิกส์นอกจากอ่านได้แล้วยังสามารถสั่งพิมพ์ (print)ได้

หนังสือทั่วไปอ่านได้1 คนต่อหนึ่งเล่ม หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 1 เล่ม สามารถอ่านพร้อมกันได้จำนวนมาก (ออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ต)

หนังสือทั่วไปพกพาลำบาก (ต้องใช้พื้นที่) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์พกพาสะดวกได้ครั้งละจำนวนมากในรูปแบบของไฟล์คอมพิวเตอร์ ใน Handy Drive หรือ CD

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เป็นนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ความแตกต่างของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) กับหนังสือทั่วไป
ความแตกต่างของหนังสือทั้งสองประเภทจะอยู่ที่รูปแบบของการสร้าง การผลิต   หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ต้องอ่านด้วยโปรแกรม ผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์

2.2.1.4

คอมพิวเตอร์ที่เหมาะกับการสร้าง e-Book

-Ram : Minimum 128 MB, Recommended: 256 MB or more

-Hard Disk Space: 20 MB of hard disks space

-Drive: CD writer

-Display: 800x600 pixels screen area with 16-bit display

-Operating System: Microsoft Windows 98/ME/2000/XP

-Peripherals: Mouse, Sound Card and Speakers

-Others: CD Writing Software and CD Writer Drivers

โครงสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book Construction)หน้าปก (Front Cover)
คำนำ (Introduction)
สารบัญ (Contents)
สาระของหนังสือแต่ละหน้า (Pages Contents)
อ้างอิง (Reference)
ดัชนี (Index)
ปกหลัง (Back Cover)

อ้างอิง หมายถึง แหล่งข้อมูลที่ใช้นำมาอ้างอิง อาจเป็นเอกสาร ตำรา หรือ เว็บไซต์ก็ได้

ดัชนี หมายถึง การระบุคำสำคัญหรือคำหลักต่างๆที่อยู่ภายในเล่มโดยเรียงลำดับตัวอักษรให้สะดวก

ต่อการค้นหา พร้อมระบุเลขหน้าและจุดเชื่อมโยง

ปกหลัง หมายถึง ปกด้านหลังของหนังสือซึ่งจะอยู่ส่วนท้ายเล่ม

 

2.2.2

หลักการทฤษฎีที่ใช้ในการพัฒนางาน

2.2.2.1

แนวคิดของการจัดการศึกษาใหม่ มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างพลังความสามารถของแต่ละบุคคลที่มีอยู่ในตนเองให้เจริญเติบโตอย่างเต็มขีดความสามารถ และนำศักยภาพนี้มาพัฒนาตนและสังคมได้อย่างเหมาะสมกับความสามารถแห่งตน  ศักยภาพจะได้รับการกระตุ้นและพัฒนาโดยการจัดกระบวนการเรียนรู้ และการสอนตามสภาพจริง(Authenticity learning) รวมทั้งการประเมินตามสภาพจริง (Authentic evaluation) วิชัย วงษ์ใหญ่ (2543) กล่าวว่า บทบาทของครูเป็นเพียงผู้เอื้ออำนวย กระตุ้นการเรียนรู้ (Facilitator) รวมทั้งการออกแบบกิจกรรมการเรียนให้เหมาะสมกับศักยภาพการเรียนรู้ของแต่ละบุคคลให้เจริญได้ถึงขีดสุด เพื่อเป้าหมายของการจัดการศึกษา ที่มุ่งหวังให้ทุกคนได้รับความรู้ทั่วถึงและความต้องการ

แนวคิดการพัฒนา

         2.2.2.2

ทฤษฎีการวางเงื่อนไขอาการกระทำ (Operant Conditional Theory)

        

สกินเนอร์ (B.F. Skinner) เป็นผู้นำของทฤษฎีการวางเงื่อนไขอาการกระทำ ทฤษฎีนี้เป็นการรวมเอาทฤษฎีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับทฤษฎีพฤติกรรมของวัตสันเข้าด้วยกัน   สุรชัย สิกขาบัณฑิต (2528) กล่าวว่า มนุษย์เรานั้นจะมีสภาวะเป็นกลาง ไม่แสดงพฤติกรรมใด ๆ ออกมา โดยจะแสดงออกมาก็ต่อเมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากระตุ้นให้เกิดการกระทำ  วิธีการตามทฤษฎีนี้จึงตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเสริมแรงการกระทำ(Operant Reinforcement) ซึ่งการเสริมแรงอาจมีทั้งทางบวกและทางลบ การนำความรู้จากทฤษฎีนี้มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนและการผลิตบทเรียน จะเป็นการเสริมแรงที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ

         2.2.2.3

ทฤษฎีการสร้างความรู้ใหม่ด้วยผู้เรียน (Constructionism)

Constructionism  

เป็นทฤษฎีการศึกษาที่พัฒนาขึ้นโดย Professor Seymour Papert  แห่ง M.I.T (Massachusetts Institute of Technology) เป็นทฤษฎีที่มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีของความรู้ (Theory of knowledge) โดย Jean Piaget    ชัยอนันต์ สมุทวาณิช. (2541) กล่าวว่า  ทฤษฎี Constructionism      ยึดหลักการที่ว่า การเรียนที่ทำให้มีกำลังทางความคิดมากที่สุด เกิดขึ้นเมื่อนักเรียนมีส่วนร่วมในการสร้าง   สิ่งที่มีความหมายต่อตนเอง สร้างสิ่งที่เด็กชอบและสนใจ ไม่มีใครที่จะบงการหรือกำหนดว่าสิ่งใดคือสิ่งที่มีความหมายของอีกคนหนึ่ง ด้วยเหตุนี้การมีทางเลือกจึงเป็นส่วนประกอบที่สำคัญส่วนหนึ่งของบรรยากาศและสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ที่ดี

 

2.2.2.4

ระบบการจัดการการศึกษาในอดีต        

ระบบการเรียนการสอนที่ผ่านมา เกิดขึ้นตามลักษณะของความรู้ในอดีตซึ่งมีลักษณะรวมศูนย์ไว้ที่นักปราชญ์และสำนักทางความคิดต่าง ๆ ต่อมาก็รวมศูนย์อยู่ที่โรงเรียนและมหาวิทยาลัย ระบบการเรียนการสอนแบบนั้นจึงมีความเชื่อว่าครูเป็นผู้รู้กว่านักเรียน และนักเรียนเป็นคนที่ไร้ความสามารถที่จะรู้ได้เอง

      หากครูไม่สอนก็ไม่รู้  

         2.2.2.5

ในปัจจุบันครูผู้สอนก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญ แต่บทบาทหน้าที่จะต้องปรับเปลี่ยนไปโดยแทนที่จะสั่งสอนเป็นหลัก ก็ควรจะมีบทบาทใหม่ในการเป็นผู้แนะนำและชี้ทาง ขณะเดียวกันครูผู้สอนจะต้องเป็นผู้ร่วมเรียนไปด้วยกันและจะต้องเรียนรู้ตลอดเวลา  แนวคิดของ Constructionism จึงมีความสำคัญที่แนวคิดและวิธีการทีนำมาใช้เป็นการช่วยให้เราตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนวิธีการหาความรู้ใหม่ จากการที่ครูและโรงเรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอน ไปเป็นการให้เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ การให้เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ หมายถึง การเปิดโอกาสให้เด็กได้แสวงหาและค้นพบสิ่งที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนด้วยตัวเขาเอง เพื่อที่เขาจะได้มีนิสัยความเคยชินที่จะหาความรู้ด้วยตนเองตลอดไป

ระบบการจัดการศึกษาในปัจจุบัน

2.2.2.6

ทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างความรู้ใหม่โดนผู้เรียนเอง           

วารินทร์ รัศมีพรหม (2541) กล่าวว่า ทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างความรู้ใหม่โดยผู้เรียนเอง (Constructionism) จะเป็นการเรียนรู้ที่สังคมสิ่งแวดล้อมเข้ามามีส่วนร่วม และความรู้จะถูกสร้างขึ้นโดยการประนีประนอมระหว่างผู้เรียนและผู้สอน  ภาษาและวัฒนธรรมจะเป็นปัจจัยที่สำคัญสำหรับผู้เรียนที่ใช้เป็นกระบวนการค้นหาความรู้  ผู้เรียนจะสร้างความรู้ใหม่ด้วยตนเองมากกว่าที่จะซึมซาบความคิดความจริงที่เข้ามาสู่ตนเอง  โดยมีมุ่งหมายของการเรียนที่ชัดเจน แต่แนวทางที่จะนำไปสู่ปลายทางนั้น จะเป็นอิสระ หรือเป็นระบบเปิด (Open System) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีสิทธิที่จะเลือกแนวทางของตนได้

2.2.2.7

การสร้างความรู้ใหม่โดยผู้เรียนเอง

2.2.2.7.1

ผู้เรียนจะมีการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม บุคคล เหตุการณ์ และสิ่งอื่น ๆ และผู้เรียนจะปรับตนเองโดยวิธีดูดซึม สร้างโครงสร้างทางปัญญาใหม่ และกระบวนการของความสมดุล เพื่อให้รับสิ่งแวดล้อม หรือความจริงใหม่เข้าสู่ความคิดของตนเองได้

2.2.2.7.2

ในการนำเสนอหรืออธิบายความจริงที่ผู้เรียนสร้างขึ้นนั้น  ผู้เรียนจะสร้างรูปแบบ หรือตัวแทนของสิ่งของ ปรากฏการณ์ และเหตุการณ์ขึ้นในสมองของผู้เรียนเอง  ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

2.2.2.7.3

ผู้เรียนอาจมีผู้ให้คำปรึกษา (Mentor) เช่น ครูผู้สอนหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้ได้สร้างความหมายต่อความจริง หรือความรู้ที่ผู้เรียนได้รับเอาไว้ แต่อย่างไรก็ตาม ความหมายเหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้

2.2.2.7.4

รุ่ง แก้วแดง (2541) กล่าวถึงรูปแบบการเรียนแบบ Constructionism ว่าการเรียนลักษณะนี้เน้นกระบวนการเรียน โดยจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีความคิดอิสระ แต่ละคนอาจมีวิธีคิด วิธีเรียนที่แตกต่างกัน ความรู้ทีได้ก็เป็นความรู้ของแต่ละบุคคล และสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมาได้เมื่อมีการเปลี่ยนข้อมูลมากกว่าที่จะมีความรู้แต่เพียงอย่างเดียวในการเรียนระบบเดิม นอกจากนี้แล้วจะต้องเป็นการสอนเพื่อที่จะหาวิธีการเรียนรู้ (Learn how to learn) แอนเดอร์สัน และคณะ. (1997) ได้กล่าวถึง ทฤษฎีสร้างความรู้ใหม่โดย

ผู้เรียนจะควบคุมการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Regulated Learning)   ผู้เรียนเอง (Constructionism) ว่า ลักษณะของการเรียนการสอนแบบนี้จะเน้นไปที่ผู้เรียนมากกว่าที่จะเน้นไปที่หลักสูตรการเรียน ซึ่งมีเป้าหมายและหลักการที่ว่า องค์ความรู้ไม่สามารถสอนได้โดยครู แต่จะสามารถสร้างขึ้นได้โดยผู้เรียนเองและสำหรับการเรียนการสอนโดยวิธีการนี้ จะมีการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในห้องเรียนเพื่อช่วยพัฒนาระบบการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นด้วย

2.2.2.8

กระบวนการเรียนรู้ในปัจจุบัน                  

การเรียนรู้ที่แท้จริงนั้นไม่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นในห้องเรียนเหมือนอย่างที่เป็นมาในอดีต และในปัจจุบันโลกในอนาคตมีข้อมูลข่าวสารและสิ่งแวดล้อมที่หลากหลายโดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยสนับสนุน บิลล์ เกตส์ เจ้าของและผู้ผลิตโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไมโครซอฟต์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีของโลกก็ได้ให้ความเห็นไว้ว่า คอมพิวเตอร์จะช่วยให้เราได้ติดต่อกับใครที่ไหน  ก็ได้ทั่วโลกโดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายให้ผู้คนติดต่อกันได้สะดวก  การเรียนในโลกยุคใหม่จะเปลี่ยนแปลงไป ในอนาคตไม่จำเป็นที่จะต้องสร้างห้องเรียนขนาดใหญ่มากมาย ครูจะต้อง

  จัดสื่อและสิ่งแวดล้อมที่จะไปกระตุ้นการเรียนรู้  นักเรียนสามารถติดต่อกับครูได้ผ่านทางระบบเครือข่าย ซึ่ง ไม่จำเป็นจะต้องพบกันทั้งวันแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

2.2.2.9

กว่า 30 ปีที่ผ่านมา เมื่อกล่าวถึงเทคโนโลยีการศึกษา มักจะต้องกล่าวถึงบริบทของ วิทยุ-โทรทัศน์, ฟิล์มสตริป, สไลด์, โอเวอร์เฮด, โอเปคโปรเจคเตอร์, วิทยุเทป และเครื่องถ่าย-อัด วิดีโอคาสเสท เป็นต้น ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและสังคมโลก เทคโนโลยีการศึกษาก็เกิดความเปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกัน ปัจจุบันนี้หากจะกล่าวถึงเทคโนโลยีการศึกษา เรามักจะอ้างอิงถึงความเป็นภาพโดยรวมเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เช่น คอมแพคดิสต์, เครื่องเล่นเพลงแบบคอมแพคดิสต์, เครื่องเล่นวิดีโอดิสต์, ระบบเครือข่าย, ไฮเปอร์มีเดีย, มัลติมีเดีย, แอนิเมชัน, ดิจิทัล, ระบบการสื่อสารและสัญญาน, Video on Demand, Distance Learning, ICT, CAI, Virtual Classroom, Internet, e-Mail, Search Engine, Chat, Webboard, Ftp, WWW, WBI, Web Blog, LMS, CMS, e-Book, e-Learning, m-Learning และอื่นๆ เป็นต้น

ดังนั้นการจัดการหลักสูตรการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยีการศึกษาในสถาบัน การศึกษาจึงควรมีการปรับเปลี่ยนเพื่อความสอดคล้องและทันยุคทันเหตุการณ์กับความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกโดยเราต้องยอมรับว่า ณ ปัจจุบันนี้สื่อบางตัวกลายเป็นอดีตไปแล้ว เช่น ฟิล์มสตริป, สไลด์, วีดีทัศน์แบบตลับ (VHS) แม้กระทั่งฟิล์มถ่ายรูปก็จะกลายเป็นอดีตของการบันทึกภาพในยุคปัจจุบัน

การจัดการหลักสูตรการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยีการศึกษา      แน่นอนว่าเราจะปฏิเสธเทคโนโลยีในอดีตที่ผ่านมาไม่ได้ หากจะศึกษาก็เพื่อให้เข้าใจถึงที่มาและการพัฒนาของสื่อเทคโนโลยี เพราะสื่อหรือเทคโนโลยีในปัจจุบันก็มีพัฒนาการมาจากสื่อต้นแบบในอดีตทั้งนั้น แต่รูปแบบของการศึกษาคงจะต้องปรับเปลี่ยนไปจากเดิม เราคงจะยึดติดกับสิ่งเหล่านั้นตลอดไปไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่แปลว่าเทคโนโลยีในอดีตไม่ดี แต่เทคโนโลยีเหล่านั้นบางตัวมีความเหมาะสมแค่ในยุคนั้นสมัยนั้น เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ก็มีเทคโนโลยีตัวใหม่พัฒนาเข้ามาแทนที่ ข้อสำคัญเราอย่าไปติดยึดกับสื่อหรือเทคโนโลยีตัวใดตัวหนึ่งเป็นอันขาด
      สิ่งสำคัญที่สุดของการใช้เทคโนโลยีก็คือ การรู้จักเลือกและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้สอดคล้องกับความจำเป็นตามสถานการณ์และสภาพแวดล้อมที่มีอยู่ในขณะนั้น ไม่สนับสนุนความคิดที่จะต้องก้าวตามเทคโนโลยีเสมอไป แต่สนับสนุนความคิดที่จะประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เป็นเพียงเครื่องมือ เพื่ออำนวยความสะดวกและก่อให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม...(ไพฑูรย์ ศรีฟ้า, 2550)

2.2.2.10

ในปัจจุบันสื่อหลายประเภทมักผลิตออกมาในรูปอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยเหตุว่ายุคสมัยและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปสู่มิติของระบบการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ด้านไอที เช่นเดียว กับสื่อเพื่อการเรียนการสอนก็เปลี่ยนแปลงไปจากแบบเดิมด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ปัจจุบัน การจัดระบบการเรียนการสอนจะใช้สื่อและนวัตกรรมที่ผลิตจากคอมพิวเตอร์ และมีโปรแกรมช่วยในการจัดการ

หนังสือหรือ Book เปลี่ยนจากเดิมเป็น e-Book (electronic Book) ซึ่งสามารถสร้างและผลิตออกมาให้มีความน่าสนใจและมีลักษณะพิเศษจากหนังสือแบบเรียนในสมัยก่อน เช่น e-Book สามารถปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา สามารถแทรก link เชื่อมโยงเอกสาร แทรกภาพ แทรก Multimedia ได้อย่างน่าสนใจกว่าหนังสือธรรมดา

สื่ออิเล็กทรอนิสก์ หรือ E-Book       ปัจจุบันการสร้างหนังสือสักเล่ม ไม่ใช่เรื่องยากเพียงแต่ท่านศึกษาการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการสร้างสรรค์ผลงานผ่านคอมพิวเตอร์ ท่านก็จะมีหนังสือที่เป็นสื่อการเรียนการสอนให้กับนักเรียนของท่านได้อย่างน่าอัศจรรย์
      ด้วยความสามารถของผู้คิดค้นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ประกอบกับความสามารถของผู้สอนและผู้เรียนเพื่อสร้างองค์ความรู้ แทบจะกล่าวได้ว่าเทคโนโลยีสามารถสร้างงานได้ทุกอย่างตามต้องการและด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำไปอย่างไม่หยุดยั้ง เราคงต้องติดตามความก้าวหน้าและความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อีกทั้งควรเลือกที่จะรับหรือบริโภคข่าวสารข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ... (ไพฑูรย์ ศรีฟ้า, 2549)แหล่งข้อมูลด้าน eBook สำหรับประเทศไทยในปัจจุบันนี้ยังมีน้อยมาก หากพอจะมีอยู่บ้างก็เป็นเอกสาร eBook ประเภท PDF ไฟล์ ซึ่งลักษณะดังกล่าวมิใช่ eBook เสมือน Book ที่แท้จริง เป็นเพียงแค่เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเปิดอ่านได้เท่านั้น
      ด้วยเทคโนโลยีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้าน eBook เราสามารถสร้างเอกสาร PDF เหล่านั้นให้กลายเป็น eBook 3 มิติที่สามารถเปิดอ่านได้เหมือนหนังสือทั่วไป สามารถพลิกหรือเปิดอ่านเอกสารได้ตามต้องการ สามารถเชื่อมโยงเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้ สามารถแทรกเสียง ภาพ เพลง และ Multimedia อื่นๆ ได้แล้วแต่จะออกแบบ (Design) ให้เป็นแบบใดมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น
      คาดว่าเร็วๆ นี้การจัดการศึกษารูปแบบใหม่ที่ใช้นวัตกรรมด้าน ICT คงจะหลีกหนีไม่พ้นคำว่า eBook, eLearning, eNews, ePortfolio, eAlbum และสารพัด electronic อย่างแน่นอน โดยเฉพาะครู-อาจารย์ นักศึกษาผู้คงแก่เรียนและแสวงหา ให้เตรียมรับมือกับนวัตกรรมเหล่านี้กัน

2.2.2.11

โปรแกรม FlipAlbum 6 Pro เป็นโปรแกรมสร้าง eBook, Album ที่น่าสนใจมากทีเดียว เพราะสามารถสร้างผลงานง่ายและรูปร่างหน้าตาใกล้เคียงกับหนังสือหรือ Album 3 มิติจริงๆ สามารถแทรกเพลง, ภาพ, ภาพเคลื่อนไหว ฯลฯ ตลอดจนพัฒนาเป็นสื่อได้ทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ต หากจะมีข้อจำกัดคือไม่สามารถ save เป็นไฟล์ exe, หรือไฟล์ที่สามารถนำไปเปิดอย่างอิสระได้ จำเป็นจะต้องเปิดด้วยโปรแกรม FlipAlbum หรือโปรแกรม FlipViewer ที่ติดตั้งไว้ในเครื่องเท่านั้น

โปรแกรมสร้าง e-Book ที่ใช้ในการพัฒนางาน

2.2.3

ผลการดำเนินงาน

2.2.3.1

ในอดีตยังไม่เคยมีผู้จัดทำ E-Book หรือ ซีดีช่วยสอน ภาษาต่างประเทศเพื่อการสื่อสารและธุรกิจ (ภาษาพม่า) ในประเทศไทย

การดำเนินการในอดีต

2.2.3.2

ในการจัดทำ E-Book หรือ ซีดีช่วยสอน ภาษาต่างประเทศเพื่อการสื่อสารและธุรกิจ (ภาษาพม่า) ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เนื่องจากมีผู้คนต้องการเรียนภาษาพม่าซึ่งอยู่ในพื้นที่แนวชายแดนและต่างจังหวัดที่ไม่สามารถเดินทางไปเรียนที่วิทยาลัยชุมชนได้ และข้าพเจ้าเองมีประสบการณ์สอนภาษาต่างประเทศเพื่อการสื่อสารและธุรกิจ (ภาษาพม่า) มาเป็นเวลานานและเห็นความต้องการของผู้เรียนและต้องการจัดทำ E-Book ช่วยสอนภาษาต่างประเทศเพื่อการสื่อสารและธุรกิจ (ภาษาพม่า) ด้วย ดังนั้นได้จัดทำ E-Book ตามหลักสูตรวิทยาลัยชุมชนระนอง

การดำเนินการปัจจุบัน

2.2.3.3

ผลการดำเนินงานในครั้งนี้ประกอบด้วย สองส่วนคือส่วนหลักสูตรและส่วน E-Book ช่วยสอน

ผลการดำเนินงานครั้งนี้

2.2.3.3.1

หลักสูตร ภาษาต่างประเทศเพื่อการสื่อสารและธุรกิจ (ภาษาพม่า) ดำเนินการจัดทำโดยข้าพเจ้าและคณะกรรมการจัดทำหลัดสูตรวิทยาลัยชุมชนระนอง ลักษณะของหลักสูตรคือลักสูตรระยะสั้น 60 ชั่วโมง หลักสูตรสนทนา ฝึกการพูดและคุย เรียนวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 17.00 นาฬิกาถึง 20.00 นาฬิกา เป็นเวลา 4 สัปดาห์ รับจำนวนผู้เข้าเรียนรุ่นละ 25 ถึง 35 คน สถานที่เรียน ณ วิทยาลัยชุมชนระนอง หลักสูตรนี้ครอบคลุมด้านต่างๆ เช่นทางด้านการสื่อสารทั่วไป ทางด้านการสื่อสารธุรกิจทั่วไป ทางด้านการสื่อสารทางด้านการสื่อสารเฉพาะด้านเช่นกิจการไม้ กิจการประมง กิจการอุสาหกรรมต่างๆ และทางด้านพยาบาล เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเลือกศึกษาได้ในด้านที่ต้องการและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและในกิจการของตน

ส่วนหลักสูตร

ภาพที่ 2.4 ตัวอย่างบทเรียนหลักสูตรภาษาพม่าเพื่อการสื่อสารและธุรกิจ

ภาพที่ 2.5 ตัวอย่างบทเรียนที่ 9 หลักสูตรภาษาพม่าเพื่อการสื่อสารและธุรกิจ

2.2.3.3.2

ข้าพเจ้าใช้ โปรแกรม FlipAlbum ใช้ในการจัดทำ E-Book ช่วยสอนภาษาพม่าเพื่อการสื่อสารและธุรกิจ มีบทเรียนทั้งหมด 66 บทเรียนด้วยกัน จำนวนหน้า 75 หน้าด้วยกัน ลักษณะคล้าย หนังสือมีหน้ากระดาษทางซ้ายและหน้ากระดาษทางขวา หน้ากระดาษทางซ้ายมีบทเรียนและทางขวามีไฟล์วีดีโอของผู้สอน เวลาเปิดเรียนสามารถเรียนได้พร้อมๆกันทั้งอ่านบทเรียน ฟังเสียงของผู้สอน ไปด้วยกันและสามารถหยุดตรงที่ต้องการ เพื่อทำความเข้าใจและฝึกหัดออกเสียงตามผู้สอนได้เสมอ

ส่วน E-Book ช่วยสอนภาษาพม่าเพื่อการสื่อสารและธุรกิจ

ภาพที่ 2.6 ปกตัวอย่างของ E-Book ช่วยสอนภาษาพม่า

 

 

 

ภาพที่ 2.7 บทเรียนตัวอย่างของ E-Book ช่วยสอนภาษาพม่า

 

2.2.1.5

ลักษณะโครงสร้างของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะมีความคล้ายคลึงกับหนังสือทั่วไปที่พิมพ์ด้วยกระดาษ หากจะมีความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือกระบวนการผลิต รูปแบบ และวิธีการอ่านหนังสือ
สรุปโครงสร้างทั่วไปของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วย

หน้าปก หมายถึง ปกด้านหน้าของหนังสือซึ่งจะอยู่ส่วนแรก เป็นตัวบ่งบอกว่าหนังสือเล่มนี้ชื่ออะไร ใครเป็นผู้แต่ง

คำนำ หมายถึง คำบอกกล่าวของผู้เขียนเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูล และเรื่องราวต่างๆ ของหนังสือเล่มนั้น

สารบัญ หมายถึง ตัวบ่งบอกหัวเรื่