ผลการเล่นเกมการศึกษาต่อพฤติกรรมทางสังคม

ด้านความเอื้อเฟื้อและด้านความมีระเบียบวินัยของเด็กปฐมวัย

Effect of Playing Educational Games on Pre-school Children’s Social Behaviors in Generosity and Discipline

  นางสาวสงบ สัพโส , Miss. Sa-ngop Sapphaso  +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ความเป็นมา- บีทตี้ (Beaty. 1996 : 238) กล่าวว่า เด็กปฐมวัยอยู่ในช่วงยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง (Egocentric) เด็กอาจจะแบ่งของเล่นคนอื่น วัยนี้พฤติกรรมด้านการแบ่งปัน และการรอคอย ยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร ดังนั้นเด็กวัยนี้จึงได้รับโอกาสฝึกฝนและเรียนรู้โดยการได้ร่วมเล่นกับผู้อื่น ฝึกฝนการอยู่ร่วมกับผู้อื่นสอดคล้องกับที่ อรวรรณ สุ่มประดิษฐ์ กล่าวว่า เด็กปฐมวัยยังยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง จึงทำให้ขาดความเอื้อเฟื้อและขาดระเบียบวินัย แต่ถ้าได้เล่นกับเพื่อน เด็กจะได้เรียนรู้การเอื้อเฟื้อแบ่งปัน เพื่อปรับตัวให้เข้ากับเพื่อน และเป็นที่ยอมรับของเพื่อน ๆ อีกทั้งในการเล่นบางครั้งจะมีกฎเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติร่วมกันส่งผลให้เด็กได้เรียนรู้การปฏิบัติตนตามกฎเกณฑ์ง่าย ๆ เพื่อจะได้เล่นกับเพื่อนอย่างมีความสุข (อรวรรณ สุ่มประดิษฐ์. 2533 : 1-2) จึงเห็นได้ว่าถ้าเด็กมีความเอื้อเฟื้อ และมีระเบียบวินัย จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ยังเป็นการวางรากฐานเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมต่อไป
โรงเรียนอนุบาลเปรียบเสมือนบ้านที่สองของเด็ก เด็กใช้เวลาส่วนใหญ่ในการทำกิจกรรมกับครูและเพื่อนที่โรงเรียนมากกว่าที่บ้าน เฮอร์ลอค (Hurlock) กล่าวว่าสภาพแวดล้อมในโรงเรียนที่เปิดโอกาสให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นยิ่งมากยิ่งทำให้เด็กมีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้น (Hurlock. 1987 : 237) ซึ่งการจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียนเป็นมุมต่าง ๆ ให้เด็กได้เล่นจะช่วยให้เด็กได้มีโอกาสปรับตัวเข้ากับเพื่อนได้ อีกทั้งยังทำให้เด็กเกิดความรู้สึกมั่นคงอบอุ่นและเป็นสุขเกิดความรู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มมีโอกาสตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของตนมีความชื่นชมในสิ่งที่ได้พบเห็น การเล่นตามมุมเด็กจะเกิดการเรียนรู้จากการค้นพบด้วยตนเอง โดยผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าในการแสวงหาความรู้ต่าง ๆ ตามความพอใจและความสนใจของเด็ก เด็กจะสามารถเล่นเป็นกลุ่มหรือรายบุคคลก็ได้ตามความต้องการของตน มุมที่นิยมจัดให้เด็กเล่น เช่น มุมวิทยาศาสตร์ มุมบ้าน มุมหนังสือ มุมเกมการศึกษา มุมบล็อก เป็นต้น (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน. 2539 : 43)
สำหรับเกมการศึกษานี้ สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ให้ความหมายว่า เกมการศึกษา หมายถึง กิจกรรมการเล่นที่มีกระบวนการในการเล่นตามชนิดของเกมประเภทต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความรู้และความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งที่เรียนกิจกรรมเกมการศึกษา เป็นแนวการจัดกิจกรรมอย่างหนึ่งที่บรรจุไว้ในหลักสูตรก่อนประถมศึกษา 2540 เป็นการใช้สื่อประกอบการจัดกิจกรรม เกมการศึกษาเป็นการเล่นที่ช่วยพัฒนาสติปัญญามีหลักเกณฑ์ง่าย ๆ เด็กสามารถเล่นคนเดียวและเล่นเป็นกลุ่มได้ การเล่นเกมการศึกษารายเดี่ยวหรือตา,ลำพัง เป็นการเล่นโดยที่เด็กไม่ได้สนทนาร่วมมือทำกิจกรรมกับเพื่อน ทำให้เด็กไม่ได้เรียนรู้การทำงานกลุ่ม ขาดปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ซึ่งเป็นการขาดลำดับขั้นพัฒนาการทางสังคมของเด็กปฐมวัยเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ทำให้เด็กไม่เรียนรู้พฤติกรรมด้านสังคมกับเพื่อน การเล่นเกมการศึกษารายกลุ่ม เด็กจะได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มให้เด็กรู้จักการสังเกต คิดหาเหตุผล และเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสี รูปร่าง จำนวน ประเภท และความสัมพันธ์เกี่ยวกับพื้นที่ ระยะ เกมการศึกษาเหมาะสมสำหรับเด็กวัย 3-6 ปี เช่น เกมจับคู่แยกประเภท จัดหมวดหมู่ เรียงลำดับ โดมิโน ลอตโต ภาพตัดต่อ เกมการบวก การเล่นเกมการศึกษารายกลุ่ม เป็นการจัดกิจกรรมให้เด็กเล่นเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3-5 คน เด็กจะได้เรียนรู้พฤติกรรมด้านสังคมกับเพื่อนหลายอย่าง ที่จะได้ค้นพบด้วยตัวเอง เช่น ความร่วมมือ ความเอื้อเฟื้อ ความมีระเบียบ (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. 2541 ข : 51)
สืบเนื่องจากสภาพปัญหาและเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะทำการศึกษาพฤติกรรมทางสังคมด้านความเอื้อเฟื้อกับด้านความมีระเบียบวินัยของเด็กปฐมวัย ระหว่างการเล่นเกมการศึกษารายกลุ่มและการเล่นเกมการศึกษารายบุคคลกับกลุ่มที่ได้รับการสอนตามปกติ เพื่อเป็นข้อสนเทศในการวางแผนหรือแก้ไขปรับปรุงเพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมและหาวิธีเล่นเกมการศึกษาที่เหมาะสม ให้เป็นประโยชน์ที่สุดแก่เด็กปฐมวัยตลอดจนครูและผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

แนวคิดทฤษฎี

- 1. เอกสารและงานวิจัยเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางสังคม
1.1 ความหมายของพัฒนาการทางสังคม
1.2 ทฤษฎีพัฒนาการทางสังคม
1.3 พฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย
ความหมายของพฤติกรรมทางสังคม
ลักษณะพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย
1.4 พฤติกรรมทางสังคมที่ควรปลูกฝังให้เด็ก
พฤติกรรมทางสังคมด้านความเอื้อเฟื้อ
พฤติกรรมทางสังคมด้านความมีระเบียบวินัย
2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเกมการศึกษา
2.1 ความหมายของเกม
2.2 วัตถุประสงค์ของเกมการศึกษา
2.3 ประเภทของเกม
2.4 ประโยชน์และคุณค่าของเกม
2.5 ลักษณะที่ดีของเกม
2.6 เนื้อหา/ขอบข่าย
2.7 หลักการนำเกมมาใช้
2.8 การสอนเกมชุดใหญ่
2.9 บทบาทและหน้าที่ครู
2.10 การประเมินผล
วัตถุประสงค์
- 1. เปรียบเทียบพฤติกรรมทางสังคมด้านความเอื้อเฟื้อและด้านความมีระเบียบวินัยของเด็กปฐมวัยก่อนกับหลังการจัดกิจกรรม ในกลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษารายกลุ่มกับกลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษารายบุคคลและกลุ่มที่ได้รับการสอนตามปกติ
2. เปรียบเทียบพฤติกรรมทางสังคมด้านความเอื้อเฟื้อและด้านความมีระเบียบวินัยของเด็กปฐมวัยระหว่างกลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษารายกลุ่มกับกลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษารายบุคคลและกลุ่มที่ได้รับการสอนตามปกติ

สมมุติฐานการวิจัย

- 1. เด็กปฐมวัยในกลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษารายกลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมการศึกษารายบุคคล และกลุ่มที่ได้รับการสอนตามปกติก่อนกับหลังการจัดกิจกรรมการเล่นเกมการศึกษา มีพฤติกรรมทางสังคมด้านความเอื้อเฟื้อและด้านความมีระเบียบวินัยแตกต่างกัน
2. เด็กปฐมวัย ระหว่างกลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษารายกลุ่มกับกลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษารายเดี่ยว และกลุ่มที่ได้รับการสอนตามปกติ มีพฤติกรรมทางสังคมด้านความเอื้อเฟื้อและด้านความมีระเบียบวินัยแตกต่างกัน
ระเบียบวิธีวิจัย
- การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research)
ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนอายุ 5 – 6 ปี 2 ห้องเรียน จำนวน 60 คน ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2543 โรงเรียนบ้านห้วยเกิ้ง (วัฒนเสรีราษฎร์บำรุง) สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ที่ได้รับการเสนอชื่อจากครูประจำชั้นว่าพฤติกรรมทางสังคมด้านความเอื้อเฟื้อและด้านความมีระเบียบวินัยต่ำ
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนอายุ 5 – 6 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2543 โรงเรียนบ้านห้วยเกิ้ง “วัฒนเสรีราษฎร์บำรุง” สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ซึ่งได้รับมาจากครูประจำชั้นใช้แบบสังเกตพฤติกรรมทางสังคม คัดมา 50 คน แล้วผู้วิจัยใช้แบบพฤติกรรมทางสังคมคัดเลือกอีกครั้งโดยนำคะแนน 50 คนมาเรียง แล้วจับคู่มา 3 คู่ ได้กลุ่มละ 15 คน รวมทั้งหมด 45 คน
ตัวแปร
-

 

นิยามศัพท์
- เกมการศึกษา หมายถึง กิจกรรมการเล่นที่มีกระบวนการในการเล่นตามชนิดของเกมประเภทต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และความคิดรวบยอดกับสิ่งที่เรียน
พฤติกรรมทางสังคม หมายถึง การแสดงออกในแบบแผนที่สังคมยอมรับรวมทั้งปฏิบัติตนได้เหมาะสมในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น พฤติกรรมทางสังคมที่จะศึกษามีดังนี้
1. ความเอื้อเฟื้อ หมายถึง พฤติกรรมที่เด็กแสดงออกด้วยวาจาหรือการกระทำที่แสดงถึงการให้หรือช่วยเหลือเพื่อน รวมทั้งการแสดงความมีน้ำใจต่อเพื่อน ได้แก่ การแสดงความเห็นอกเห็นใจ การให้กำลังใจ หรือการแสดงความยินดีเมื่อเพื่อประสบความสำเร็จด้วยความเต็มใจ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
2. ความมีระเบียบวินัย หมายถึง พฤติกรรมที่เด็กปฏิบัติตามกฎ คำสั่ง กติกาง่าย ๆ ได้อย่างถูกต้องโดยไม่หวังผลตอบแทน
ผลต่างพฤติกรรมทางสังคม หมายถึง ความแตกต่างของพฤติกรรมทางสังคมด้านความเอื้อเฟื้อและด้ายความมีระเบียบวินัยของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเล่นเกมการศึกษารายกลุ่ม การเล่นเกมการศึกษารายเดี่ยว และไม่ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษา
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
- เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่
1. แผนการจัดประสบการณ์เกมการศึกษา 30 แผน แผนละ 1 คาบ คาบละ 20 นาที ผู้วิจัยเขียนขึ้นจากแผนการจัดประสบการณ์เกมการศึกษา และให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ ทำการปรับปรุงแก้ไขก่อนนำไปใช้
2. ภาพเกมการศึกษาที่มีเนื้อหา จุดประสงค์สอดคล้องกับพฤติกรรมทางสังคม 30 เกม โดยใช้ภาพต้นแบบของแผนการจัดประสบการณ์ ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ของสำนักงานคณะกรรมการศึกษาตามหน่วยการเรียน ในแผนการจัดประสบการณ์ชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 2 ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องและเหมาะสมและปรับปรุงแก้ไขแล้ว
3. แบบสังเกตพฤติกรรมทางสังคม ผู้วิจัยสร้างขึ้นจำนวน 20 ข้อ มี 2 ตอน
ตอนที่ 1 แบบสังเกตพฤติกรรมทางสังคมด้านความเอื้อเฟื้อ 10 ข้อ
ตอนที่ 2 แบบสังเกตพฤติกรรมทางสังคมด้านความมีระเบียบวินัย 10 ข้อ
การหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ นำแบบสังเกตพฤติกรรมทางสังคมที่สร้างขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความถูกต้องเที่ยงตรง ทำการปรับปรุงแก้ไขแล้วนำไปทดลองใช้ วิเคราะห์หาค่าอำนาจจำแนกเป็นรายข้อโดยวิธี Item-total Correlation ได้ค่าตั้งแต่ .30 – .80 วิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นแบบสังเกตพฤติกรรมทั้งฉบับ โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา ตามวิธีของครอนบาค ได้ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .93
4. แบบวัดพฤติกรรมทางสังคม ผู้วิจัยสร้างขึ้นจำนวน 20 ข้อ มี 2 ตอน เป็นแบบวัดพฤติกรรมทางสังคมเชิงสถานการณ์
ตอนที่ 1 แบบสังเกตพฤติกรรมทางสังคมด้านความเอื้อเฟื้อ 10 ข้อ
ตอนที่ 2 แบบสังเกตพฤติกรรมทางสังคมด้านความมีระเบียบวินัย 10 ข้อ
การหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ นำแบบวัดพฤติกรรมทางสังคมที่สร้างขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความถูกต้องเที่ยงตรง ทำการปรับปรุงแก้ไขแล้วนำไปทดลองใช้ วิเคราะห์หาค่าความยาก ได้ค่าตั้งแต่ .20-.80 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .20 ขึ้นไป หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับโดยใช้สูตร KR-20 ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .87
วิธีการรวบรวมข้อมูล
-

 

การวิเคราะห์ข้อมูล
- ผู้วิจัยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows วิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
1. การวิเคราะห์เปรียบเทียบพฤติกรรมทางสังคมด้านความเอื้อเฟื้อ และความมีระเบียบวินัยของเด็กปฐมวัยก่อนกับหลังการจัดกิจกรรม ในกลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษารายกลุ่ม กลุ่มที่ได้การจัดกิจกรรมเกมการศึกษารายบุคคล และกลุ่มที่ได้รับการสอนตามปกติโดยใช้การทดสอบ t-test (Dependent Sample)
2. การวิเคราะห์เปรียบเทียบผลต่างพฤติกรรมทางสังคมด้านความเอื้อเฟื้อ และความมีระเบียบวินัยของเด็กปฐมวัน ระหว่างกลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษารายกลุ่ม กลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษารายบุคคล และกลุ่มที่ได้รับการสอนตามปกติ โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way Analysis of Variance) กรณีพบความแตกต่างเป็นรายคู่ ทำการทดสอบหาคู่ต่าง โดยใช้วิธีนิวแมน คูลส์ (Newman Keuls Method)
สรุปผลวิจัย
- 1. เด็กปฐมวัยในกลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษารายกลุ่ม รายบุคคล และกลุ่มที่ได้รับการสอนตามปกติมีพฤติกรรมทางสังคมด้านความเอื้อเฟื้อ และด้านความมีระเบียบวินัยสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2. เด็กปฐมวัยในกลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาต่างกัน มีพฤติกรรมทางสังคม ด้านความเอื้อเฟื้อ และด้านความมีระเบียบวินัย แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยกลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษารายกลุ่มมีผลต่อพฤติกรรมทางสังคม ด้านความเอื้อเฟื้อและด้านความมีระเบียบวินัยสูงกว่านักเรียนกลุ่มอื่น

ข้อเสนอแนะ

- ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้
การที่จะให้เด็กเป็นผู้มีพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสม มีความเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่น และมีระเบียบวินัยควรจัดกิจกรรมให้เด็กได้เรียนรู้เป็นรายกลุ่ม จึงจะช่วยเอื้อต่อการพัฒนาพฤติกรรมดังกล่าวได้ โดยครูผู้สอนต้องให้การดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะอาจเกิดอันตรายได้ และก่อนเล่นต้องกำหนดกติกา ทบทวนข้อตกลงให้เด็กปฏิบัติตามกติกา ถ้าเด็กคนใดฝ่าฝืนต้องมีบทลงโทษตามที่ตกลงกันไว้ และเมื่อมีปัญหาขึ้นมาครูควรให้เด็กตกลงกันก่อน แต่เด็กต้องการให้ครูช่วยก็ให้ยึดกติกาเป็นหลัก และกล่าวชมเชยเมื่อเด็กทำดีหรือแสดงท่าทางชื่นชมยินดี รวมทั้งจัดสถานที่ให้สะอาดและมีความปลอดภัยในการเล่นเกมของนักเรียน
ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมทางสังคมด้านอื่น ๆ ของเด็กปฐมวัย เช่น การร่วมมือ การปฏิบัติตามกติกา จากการจัดกิจกรรมเกมการศึกษา
2. ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กจากการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาของเด็กปฐมวัย