นโยบาย (ไม่) แก้ไขปัญหาความยากจนของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

การแก้ไขปัญหาความยากจน เป็นนโยบายที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ใช้ในการหาเสียงมาทุกยุคทุกสมัย แต่ความยากจนก็ไม่เคยหมดสิ้นไปจากสังคมไทยจริงๆ เสียที นั่นมิใช่เพราะว่ารัฐบาลไม่ได้ดำเนินการตามนโยบายที่เคยโฆษณาไว้ แต่เป็นเพราะการตีโจทย์ผิด เริ่มตั้งแต่การนิยามความ “ความยากจน” ซึ่งทำให้ไม่ว่าจะมีนโยบายอย่างไรก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนให้หมดสิ้นไปได้
บทความชิ้นนี้จะตรวจสอบวิสัยทัศน์ว่าด้วย “ความยากจน” ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่สะท้อนผ่านนโยบายบางประการในช่วงรอบปีที่ผ่านมา และเปรียบเทียบกับปัญหาความยากจนของสมัชชาคนจน และวิเคราะห์ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาความยากจนที่สะท้อนจากปัญหาและข้อเรียกร้องของสมัชชาคนจนที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
 
ความยากจน นิยามความหมาย
เป็นเวลาไม่น้อยกว่าครึ่งทศวรรษที่ปัญหาความยากจนปรากฏขึ้นในสังคมไทย พร้อม ๆ กับการปรากฏขึ้นของวาทกรรมการพัฒนา กล่าวคือความยากจนเป็นประเด็นหลักของการแก้ไขปัญหาในการพัฒนามาโดยตลอด แต่ก็ปรากฏว่ายิ่งมีการพัฒนาก็กลับพบว่าประชากรโลกที่เป็นคนจน คนไร้ที่ดิน และคนอดอยากหิวโหยเพิ่มจำนวนขึ้นทุกที เพราะแท้ที่จริงแล้วการพูดถึงความยากจน เป็นเพียงกระบวนการหนึ่งของการสถาปนาวาทกรรมการพัฒนา เพื่อทำให้การพัฒนามีความสำคัญและกลายเป็นความจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน
ในระดับโลกประวัติศาสตร์การพัฒนานั้นเริ่มต้นขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากมีการจัดตั้งองค์กรสหประชาชาติขึ้นมาในปี ค.ศ.1943 และเสนอแนวคิดว่าประเทศที่พัฒนาแล้วควรให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ประเทศด้อยพัฒนา สหรัฐอเมริกาซึ่งมีบทบาทสำคัญในองค์การสหประชาชาติเป็นแกนนำสำคัญในการวางแนวทาง “การพัฒนา” ให้แก่ประเทศด้อยพัฒนาทั่วโลก[2] ซึ่งองค์การสหประชาชาติประกาศให้ปี ค.ศ.1960-1970 เป็นทศวรรษแห่งการพัฒนา
สำหรับประเทศไทยคำว่า “การพัฒนา” ถูกใช้เป็นแนวทางหลักในการบริหารประเทศในต้นทศวรรษ 2500 นับจากการที่ประเทศไทยมีแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกในปี พ.ศ. 2504 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับนี้จัดทำขึ้นในสมัยที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี[3]ที่ปราศจากรัฐธรรมนูญรองรับตามระบอบรัฐสภา ในยุคนั้นมีการแพร่หลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ รัฐบาลไทยจึงเห็นความจำเป็นในการพัฒนาประเทศให้ประชาชนพ้นจากความทุกข์ยาก มีความเป็นอยู่ดีขึ้น และไม่เป็นเหตุผลให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์ใช้ในการชักจูงให้ประชาชนฝักใฝ่ในระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ การกู้เงินจากธนาคารโลกเพื่อการพัฒนาประเทศเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลไทยต้องเร่งจัดทำแผนพัฒนาฯขึ้นมาตามเงื่อนไขของธนาคารโลก
ธนาคารโลกเป็นสถาบันการเงินที่สถาปนาขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อแสดงบทบาทในการช่วยเหลือด้านการเงินแก่ประเทศด้อยพัฒนา สำหรับการปรับปรุงโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานอันนำไปสู่การเพิ่มกำลังการผลิต รวมทั้งการให้คำแนะนำในฐานะที่ปรึกษาทางด้านการบริหารประเทศ โดยการส่งผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ไปให้คำแนะนำในการกำหนดนโยบายการพัฒนา ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ รวมทั้งสถาบันทางการเงินอื่น ๆ ได้สนับสนุนเงินทุนให้แก่โครงการพัฒนาในประเทศโลกที่สาม เช่น การสร้างเขื่อน การสร้างถนน พัฒนาแหล่งพลังงานไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ แหล่งทุนเหล่านี้อ้างว่าความช่วยเหลือเหล่านี้เป็นไปเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนยากจน
ภายใต้กรอบคิดเรื่อง “การพัฒนา” ดังกล่าว และการช่วยเหลือของสถาบันการเงินทั้งหลาย นิยามของความยากจน และแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนของรัฐบาลไทยจึงวนเวียนอยู่ในมิติทางเศรษฐกิจโดยเน้นการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน การสร้างอาชีพ และการสร้างรายได้ ดังเช่นสโลแกนที่ว่าการพัฒนานั้นมีเป้าหมายเพื่อให้มี “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ” เป็นไปตามแนวทางการพัฒนาที่ประเทศโลกที่หนึ่งให้การสนับสนุนและช่วยเหลือ
ขณะที่ความช่วยเหลือจากต่างประเทศทำให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้าถึงแหล่งเงินตราต่างประเทศเพื่อซื้อเทคโนโลยีที่จำเป็นในการพัฒนาการเกษตรและอุตสาหกรรมจากประเทศโลกที่หนึ่ง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความช่วยเหลือเหล่านี้ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายทางด้านมนุษยธรรมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการคงไว้ซึ่งอิทธิพลของประเทศมหาอำนาจ และยังช่วยให้อุตสาหกรรมของประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือได้ประโยชน์ในการระบายสินค้า หรือได้รับสัมปทานในธุรกิจที่ตนมีความชำนาญ ซึ่งในที่สุดได้สร้างภาระหนี้สินล้นพ้นตัวให้เกิดขึ้นแก่ประเทศโลกที่สาม ทำให้ประชาชนในประเทศโลกที่สามยังคงเผชิญภาวะอดอยากหิวโหย เจ็บป่วย และยากจน[4] McMichael[5] กล่าวว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศเองก็พยายามสร้างเงื่อนไขให้ประเทศที่กู้เงินให้ยอมรับการถ่ายโอนเทคโนโลยีจากประเทศโลกที่หนึ่ง ที่ทำให้ประเทศโลกที่สามขึ้นอยู่กับประเทศโลกที่หนึ่ง
ขณะที่การแก้ไขปัญหาความยากจนกลายเป็นความจำเป็นของ “การพัฒนา” คนจนก็ถูกทำให้กลายเป็นปัญหาของสังคม ตามความเข้าใจโดยทั่วไปการเป็น “คนจน” มักเป็นปัญหามาจากความเกียจคร้านอันเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคล คนจนจึงต้องได้รับการช่วยเหลือให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ดังที่สะท้อนจากคำขวัญที่ว่า “ไม่มีความยากจนในหมู่ชนที่ขยัน” บ้างก็อธิบายว่าการเกิดมาเป็นคนจนเป็นเรื่องของเวรกรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ “ช่วยไม่ได้”
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา[6] ระบุว่า “คนจน” คือ กลุ่มคนที่ขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต (ซึ่งอาจวัดได้โดยการใช้เส้นความยากจน) โดยสามารถจำแนกได้หลายประเภท ได้แก่
คนจนดักดานและคนจนเรื้อรัง คือคนจนที่มีสภาพความเป็นอยู่แร้นแค้น และที่สำคัญคือมีโอกาสในการหลุดพ้นความยากจนได้น้อย ทั้งนี้อาจเนื่องจากมีศักยภาพในการหารายได้ต่ำจากสาเหตุต่างๆ มีภาระครอบครัวสูง (เด็ก คนชรา ผู้ป่วยเรื้อรังและรุนแรง) ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน เป็นต้น
คนจนทั่วไป คือคนจนที่ถึงแม้ในปัจจุบันจะยังขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานแต่มีศักยภาพในการหลุดพ้นจากความยากจนได้ด้วยตนเอง ได้แก่ การเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตที่มีศักยภาพ มีที่ดินทำกิน เป็นแรงงานที่ตลาดต้องการเพราะมีทักษะ มีการศึกษาและสุขภาพดีพอสมควร
กลุ่มเสี่ยงที่จะจน ได้แก่กลุ่มคนที่ปัจจุบันไม่ใช่คนจน คือ มีปัจจัยขั้นพื้นฐานในการดำรงชีพเพียงพอ แต่มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นคนจนได้หากเกิดความผันแปรในชีวิตส่วนตัว ครอบครัว การงาน หรือสภาพสังคมเศรษฐกิจรอบตัว เช่น ประสบปัญหาตกงาน มีปัญหาการหย่าร้าง มีปัญหาสุขภาพที่รุนแรง เป็นต้น ตัวอย่างเช่น ครอบครัวที่หัวหน้าเป็นหญิงที่หย่าร้างหรือป่วย ซึ่งถึงแม้จะมีงานทำ มีรายได้ แต่ไม่มีการสะสมทุนทรัพย์ทางเศรษฐกิจและสังคมไว้เพียงพอ (เช่น การออมต่ำ ทุนทางสังคมต่ำ เป็นต้น) จึงไม่มีภูมิคุ้มกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
ลักษณะบางประการของคนจนในประเทศไทยตามคำอธิบายของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา มีดังนี้[7]
1. คนจนร้อยละ 80 อาศัยอยู่ในชนบท
2. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีคนจนมากที่สุดและมีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ด้อยกว่าคนภาคอื่น
3. คนจนส่วนใหญ่มีภาระการเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัวสูง
4. คนจนส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาน้อย
5. คนจนร้อยละ 30 เป็นเด็ก
6. คนจนร้อยละ 10 เป็นคนแก่
7. ร้อยละ 20 ของครัวเรือนที่ยากจนมีหัวหน้าครัวเรือนเป็นหญิง
8. เกษตรกรเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงต่อการกลายเป็นคนจน
 
ประเทศไทยเป็นเช่นเดียวกับในประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย ที่ยิ่งมีการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมไทยกลับตกต่ำลงเรื่อย ๆ ขณะที่ปัญหาความยากจนและปัญหาสังคมด้านต่าง ๆ กลับปรากฏเพิ่มขึ้นทุกที จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่านิยามการพัฒนาและความยากจนนั้นเป็นเพียงวาทกรรมที่ถูกสถาปนาขึ้นมาเพื่อเอื้อให้ผู้มีอำนาจบางกลุ่มใช้สร้างความชอบธรรมในการแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองเท่านั้นเอง
รายงานการพัฒนาโลก 2000/2001 ได้เสนอแนวคิดใหม่ในการแก้ไขปัญหาความยากจนโดยครอบคลุมมิติอื่น ๆ ของความยากจนที่นอกเหนือไปจากตัวเงิน โดยระบุว่า “ความยากจน มิได้จำกัดแต่เพียงการมีรายได้น้อยและการบริโภคน้อยเท่านั้น หากยังครอบคลุมถึงการขาดโอกาสด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล และโอกาสอื่นในการพัฒนาคน การไร้ซึ่งอำนาจ การขาดสิทธิขาดเสียง ตลอดจนการตกอยู่ในความเสี่ยงและความหวาดกลัว”[8]
ปี 2544 คณะทำงานวาระทางสังคม ตีพิมพ์เอกสาร “ความจริงของความจน” ซึ่งรวบรวมความคิดเห็นของชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาของรัฐ ผู้นำชุมชน และนักวิชาการเกี่ยวกับปัญหาความยากจน และบทวิเคราะห์ สังเคราะห์เหตุปัจจัยแห่งความยากจน ประเวศ วะสี เขียนคำนำของเอกสารฉบับนี้ระบุว่า “ความยากจนเกิดจากปัญหาโครงสร้างที่สลับซับซ้อน เช่น โครงสร้างทางทัศนคติที่มีต่อคนจน โครงสร้างของรัฐ โครงสร้างทิศทางการพัฒนา โครงสร้างทางเศรษฐกิจการเงิน โครงสร้างการจัดการทรัพยากร โครงสร้างการศึกษา โครงสร้างการสื่อสาร โครงสร้างทางกฎหมายที่มีอคติกับคนจน โครงสร้างทางความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เป็นต้น” (ประเวศ 2544:2) แต่การเชื่อมโยงความยากจนกับเงื่อนไขปัจจัยเชิงโครงสร้างดังกล่าว ทำให้ดูราวกับว่าการแก้ไขปัญหาความยากจนเป็นเรื่องที่ยากลำบากเพราะต้องไปแก้ไขโครงสร้างสังคมอันสลับซับซ้อนอันเป็นภาระหน้าที่ของรัฐเป็นหลัก  
อย่างไรก็ตาม ในเอกสารฉบับเดียวกันนั้น นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายว่าความยากจนเป็นปัญหาของความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐกับประชาชน ซึ่งแก้ไขได้ด้วยการทำให้คนจนมีอำนาจ นิธิ ชี้ว่าสาเหตุสำคัญสองประการที่ทำให้ความยากจนปรากฏในสังคมปัจจุบัน ได้แก่ ๑. การจัดการทรัพยากรที่รวมศูนย์ของรัฐ และ ๒.ความด้อยอำนาจของคนจน ที่เข้าไม่ถึงกระบวนการตัดสินใจทางการเมือง โดยชี้ว่า “ความด้อยอำนาจของคนจนเป็นเหตุให้เขายิ่งจนลงและก็ไม่มีทางเงยหัวได้เลย” (นิธิ 2544:5) ข้อเสนอของนิธิ สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของสมัชชาคนจนที่ต้องการให้ประชาชนมีอำนาจในการกำหนดอนาคตของตนเอง เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและความไม่เป็นธรรมต่าง ๆ ในสังคม
 
ความยากจนของสมัชชาคนจน
การปรากฏตัวของ “สมัชชาคนจน” ในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2538 ได้ท้าทายนิยามความหมายของความยากจนแบบเดิม ๆ เมื่อสมัชชาคนจนนิยามว่า ความจนของ “คนจน” ทั้งในชนบทและในเมืองนั้นไม่ใช่การ “จนเงิน” แต่เป็นการ “จนสิทธิ” อันเนื่องมาจากทิศทางการพัฒนาประเทศที่ผิดพลาด และทำให้เกิดสงครามการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ ระหว่างภาครัฐ และธุรกิจ กับชาวบ้าน[9] คำอธิบายดังกล่าวสวนทางกับความเข้าใจโดยทั่วไปของสังคมไทยที่เคยมองว่าความยากจนเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล ขณะที่คนจนนั้นน่ารังเกียจเพราะ ล้าหลัง ไร้การศึกษา เกียจคร้าน และเป็นปัญหาหรือเป็นภาระของสังคม โดยชี้ให้เห็นว่าการเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของความจนมีสาเหตุเกี่ยวโยงกับระบบและโครงสร้างต่าง ๆ ในสังคม
แม้ว่าการเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจนและขบวนการประชาชนรากหญ้า ในช่วงแรกจะส่งผลกระทบด้านลบต่อภาพลักษณ์ของคนจน ที่ถูกมองว่าเป็นพวกที่ถูกจ้างมาก่อกวน สร้างความวุ่นวาย เอาแต่เรียกร้องโดยไม่ทำมาหากิน ฯลฯ แต่การยืดหยัดต่อสู้และสร้างความเข้าใจต่อสาธารณะ การสนับสนุนช่วยเหลือจากนักวิชาการและนักกิจกรรมทางสังคมต่าง ๆ และบรรยากาศทางสังคมและการเมืองได้เปิดพื้นที่ทางสังคมให้แก่เข้าใจ “ความจน” ในมิติใหม่ ๆ โดยเห็นว่าความยากจนไม่ได้เป็นเพียงปัญหาระดับปัจเจกแต่เกี่ยวพันกับปัญหาเชิงโครงสร้างและการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างภาครัฐกับประชาชน และทำให้ภาพลักษณ์ของ “คนจน” ในสังคมไทยเป็นบวกมากขึ้น
ปัญหาของสมัชชาคนจนที่ร้องเรียนให้รัฐแก้ไขมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 จัดจำแนกได้เป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่
1.ปัญหาจากการถูกจำกัดสิทธิการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นฐานชีวิต เช่น กรณีที่รัฐประกาศเขตป่าอนุรักษ์ทับพื้นที่อยู่อาศัยและป่าชุมชนของชาวบ้าน กรณีที่ชาวบ้านถูกประกาศพื้นที่สาธารณะประโยชน์ทับพื้นที่ทำกิน
2.ปัญหาจากการที่ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นถูกทำลายอันเนื่องมาจากโครงการพัฒนาต่าง ๆ ที่มุ่งประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ หรือการผลิตเชิงพาณิชย์ของนายทุน เช่น ผลกระทบจากการสร้างเขื่อน จากการปลูกสวนป่ายูคาลิปตัส จากการทำประมงพาณิชย์ของนายทุนด้วยอวนรุนอวนลาก
3.ปัญหาจากการไม่ได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพในการทำงาน
4.ปัญหาจากการไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายการพัฒนา ไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิโดยกฎหมายและนโยบายของรัฐ
 
เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน สมัชชาคนจนไม่ได้เรียกร้องให้รัฐบาล “อุ้ม” ด้วยการแจกเงิน หรือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในระดับครัวเรือน แต่เรียกร้องมาตรการทางกฎหมายและนโยบายเพื่อคุ้มครองสิทธิของคนจนเหนือทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นของตนเอง เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพและการทำงานของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งข้อเรียกร้องเหล่านี้จะทำให้คนจนสามารถทำมาหาเลี้ยงชีวิตต่อไปได้ และมีอำนาจในการกำหนดอนาคตตนเองอย่างแท้จริง
การยืนหยัดต่อสู้เรียกร้องของสมัชชาคนจน ทำให้รัฐบาลและหน่วยงานราชการต่าง ๆ เริ่มยอมรับข้อผิดพลาดและความล้มเหลวของทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยมีมาตรการบางประการเพื่อแก้ไขปัญหาตามข้อเรียกร้องของขบวนการประชาชน และมีการปรับเปลี่ยนนโยบายการพัฒนาประเทศที่หันมาให้ความสำคัญต่อการกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนมากกว่าเดิม
กระนั้นก็ตาม เมื่อพิจารณาการดำเนินงานของรัฐบาลสมัยต่าง ๆ ในด้านการแก้ไขปัญหาความยากจนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กลับพบว่ายังคงวนเวียนอยู่กับการแก้ไขปัญหาความยากจนในด้านเศรษฐกิจ ด้วยการสร้างงาน กระจายรายได้ ให้การศึกษา ดูแลสุขอนามัย ฯลฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าวิธีคิดรัฐบาลว่าด้วย “ความยากจน” ยังไม่ก้าวพ้นไปจากกรอบนิยามแบบเดิม ๆ ที่เห็นว่าปัญหาความยากจนเป็นเพียงปัญหาทางเศรษฐกิจ  ไม่ใช่ปัญหาอันเนื่องมาจากความด้อยอำนาจของคนจน วิสัยทัศน์ในการแก้ไขปัญหาความยากจนจึงไม่เคยก้าวหน้าไปถึงการส่งเสริมให้คนจนมีอำนาจในการกำหนดอนาคตของตนเอง ทำให้กฎหมายและนโยบายว่าด้วยการกระจายอำนาจและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเป็นเพียงถ้อยความที่เขียนไว้อย่างสวยหรูอยู่ในแผ่นกระดาษ
 
เมื่อนายกฯอภิสิทธ์พูดถึงความยากจน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยกล่าวอภิปรายทั่วไปในเรื่องการแก้ไขปัญหาความยากจนไว้อย่างน่าสนใจว่า
“ …ปัญหาความยากจนนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเฉพาะ ในแง่มุมของเศรษฐกิจ ที่จริงเป้าหมายของเราสุดท้าย  ต้องการให้คนพึ่งตัวเองได้  สิ่งที่เป็นประสบการณ์ต่อหลายของหลายประเทศที่พิสูจน์แล้วก็คือว่าชุมชนและประชาชนต้องมีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะพึ่งตนเองได้  และสิ่งที่พิสูจน์ทั่วโลกก็คือว่าคนและชุมชนที่จะพึ่งตนเองได้นั้น  จะต้องได้รับทั้งโอกาสและอำนาจ  การแก้ไขปัญหาความยากจนจึงต้องผูกอยู่กับนโยบายที่มุ่งเน้นเรื่องการกระจายทั้งความเจริญ  ในแง่ของโครงสร้างพื้นฐาน  โครงการต่างๆ  การกระจายทั้งในแง่ของโอกาส  ไม่ว่าจะเป็นอาชีพการงานการศึกษา และที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนก็คือการกระจายในเรื่องของอำนาจ ให้เขาสามารถที่กำหนดอนาคตของเขาเองได้  จะเป็นเฉพาะตัวหรือเฉพาะชุมชน หรือเฉพาะในท้องถิ่นของเขา…”[10]
และเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2551 ภายหลังจากที่มีการยุบพรรคไทยรักไทย นายอภิสิทธิ์ก็ได้กล่าวถึงกรอบความคิดที่จะใช้ในการแก้ไขปัญหาความยากจน ที่เขาให้ความสำคัญในฐานะ “ปัญหาอันดับหนึ่งของคนส่วนใหญ่ของประเทศ” ไว้ในเวปไซท์ www.abhisit.org
1.  การแก้ปัญหาความยากจน แยกจากนโยบายเศรษฐกิจโดยรวมไม่ได้   ที่ผ่านมามักจะมีการแยกนโยบายเกี่ยวกับความยากจนออกจากนโยบายอื่นๆ  โดยมองข้ามไปว่า  นโยบายเกือบทุกด้านมีผลต่อปัญหาความยากจน  ทั้งในแง่การไปแย่งชิงทรัพยากร  เปลี่ยนวิถีชีวิต  ชักจูงให้เกิดความเสี่ยง  ฯลฯ หากต้องการแก้ปัญหาความยากจนจริง  จากนี้ไปทุกนโยบายจะต้องมีการประเมินผลกระทบต่อคนยากจนด้วย
2.  การหลุดพ้นจากความยากจน คือ การมีงานทำ การมีรายได้ พึ่งตนเองได้  นั่นหมายความว่า  การเติบโตของเศรษฐกิจ และการจ้างงาน  มีความสำคัญ  โดยเฉพาะหากโอกาสของการมีงาน  มีรายได้  สอดคล้องกับวิถีชีวิตเดิม  เช่น ขณะนี้ ต้องสร้างโอกาสให้เกษตรกรผู้ปลูกมัน หรือชาวไร่อ้อย ได้ประโยชน์สูงสุดจากการผลิตพลังงานทดแทน ที่เติบโตอย่างเป็นระบบ ทั่วถึง  ซึ่งจะยั่งยืนกว่า การมาไล่ตามแก้ปัญหาเรื่องการพยุงราคา  การจำนำผลผลิต  เป็นต้น
3.  จัดระบบและปรับปรุงทุกโครงการที่ให้โอกาสและลดภาระคนจน  โดยไม่คำนึงถึงการช่วงชิงทางการเมือง  โครงการที่มีความมุ่งหมายดีต้องสานต่อ  เช่น การรักษาฟรีต้องดำเนินต่อไป โดยจัดระบบงบประมาณให้มีความเพียงพอ  กองทุนหมู่บ้านก็ต้องมีการสนับสนุนให้เดินต่อไปได้อย่างรัดกุม  มีเงินไปให้ประชาชนเพื่อเพิ่มพูนรายได้ เป็นต้น
4. สร้างระบบสวัสดิการให้ทุกคน โดยถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานเพื่อเป็นหลักประกันให้ผู้ด้อยโอกาส  เรื่อง  การศึกษา  การรักษาพยาบาล  การมีรายได้เมื่อชรา  ไปจนถึงการจัดระบบประกันภัยให้พืชผล  โดยยืนยันว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิทธิของคนไทย  ไม่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นรัฐบาล  ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี
กรอบความคิดเหล่านี้ แม้ว่ามีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้มีรูปธรรมการแก้ไขปัญหาที่มุ่งเพื่อกลุ่มเป้าหมายที่เป็น “คนจน” โดยเฉพาะ ทั้งยังไม่มีแนวทางใดที่จะนำไปสู่การเสริมสร้างให้ “ประชาชนมีอำนาจในการกำหนดอนาคตตนเอง” ดังที่นายอภิสิทธิ์เคยกล่าวไว้ แต่กลับเป็นแนวการแก้ไขปัญหาเชิงสงเคราะห์ ที่ไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่จะทำให้คนยากคนจนเข้าถึงปัจจัยการผลิตและฐานการดำรงชีวิต ปราศจากแนวทางในการคุ้มครองสิทธิของประชาชนเหนือทรัพยากรในท้องถิ่นของตนเอง และปกป้องฐานทรัพยากรและสวัสดิภาพของประชาชนจากการทำลายของนายทุนหรือการผลิตเชิงอุตสาหกรรม 
และที่สำคัญ กรอบความคิดเหล่านี้ก็เป็นเพียงวาทะที่ใช้ในการขายฝัน ซึ่งไม่ได้รับประกันว่าจะทำให้มันเป็นจริงขึ้นมาได้
 
นโยบาย (ไม่) แก้ไขปัญหาความยากจนของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
รัฐบาลที่นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เป็นเช่นเดียวกับรัฐบาลส่วนใหญ่ที่ผ่านมาที่ไม่มีนโยบายที่จะทำให้คนจนมีอำนาจในการกำหนดอนาคตตนเองได้อย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลชุดนี้ยังถูกวิจารณ์ว่าไม่มีนโยบายที่ให้ประโยชน์แก่คนจนโดยตรง นอกจากนโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเดิม ๆ[11] ที่หวังจะเพิ่มผลผลิตมวลรวมประชาชาติหรือจีดีพีให้สูงขึ้น นโยบายส่วนใหญ่เน้นการส่งเสริมการลงทุนต่างประเทศและทุนขนาดใหญ่ไม่แตกต่างจากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทักษิณ[12] ในด้านการเกษตรก็ส่งเสริมการเกษตรเพื่อส่งออก และการเกษตรแบบพันธะสัญญาที่ทำให้วิถีการผลิตและวิถีชีวิตของเกษตรกรรายย่อยขึ้นอยู่กับการกำหนดของบริษัทใหญ่ นโยบายเหล่านี้รังแต่จะทำให้คนจนตกอยู่ในภาวะพึ่งพานายทุน เสียเปรียบ สูญเสียอำนาจการผลิต เป็นหนี้เป็นสิน และสูญเสียความสามารถในการพึ่งพาตนเอง
 
น้ำฟรี ไฟฟรี เมล์ฟรี รถไฟฟรี ไม่ใช่เพื่อคนจน
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมานโยบายบางอย่างของรัฐบาลอภิสิทธิ์เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เช่น การต่ออายุการให้ใช้น้ำและไฟฟรี การบริการรถเมล์และรถไฟฟรี และการให้เบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุคนละ 500 บาท เป็นต้น เมื่อมองอย่างผิวเผินดูราวกับว่าเป็นนโยบายที่มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือคนยากจน แต่ความจริงแล้วผู้ที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้ไม่ได้มีเฉพาะคนจนเท่านั้น แต่คนไม่จนก็ได้รับประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
ตามเกณฑ์ของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คนยากจนคือคนที่มีรายได้น้อยกว่า 1,386 บาทต่อเดือน และไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีคนยากจนอยู่ประมาณ 6 ล้านคน[13] ขณะที่ประชาชนที่เข้าไม่เกณฑ์ “คนจน” ได้รับประโยชน์จากนโยบายช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย มีคนจนจริง ๆ อีกเป็นจำนวนมากที่ตกสำรวจและไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้
นโยบายดังกล่าวของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ถูกมองว่าเป็นนโยบายประชานิยมเพื่อหาเสียง[14] เช่นเดียวกันกับนโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ ซึ่งในกรณีนโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ การสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคม ปี 2545, 2547, และ 2549 โดยสำนักงานเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติชี้ให้เห็นว่า มีเพียงนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค เงินสงเคราะห์คนชรา และโครงการอาหารกลางวันนักเรียนเท่านั้น ที่ให้ประโยชน์แก่คนจนมากกว่าคนไม่จน ส่วนนโยบายอื่น ๆ ของรัฐบาลทักษิณ เช่น กองทุนหมู่บ้าน พักหนี้เกษตรกร ฯลฯ ไม่ได้ให้ประโยชน์แก่คนจนมากกว่าคนไม่จน และบางนโยบาย เช่น ธนาคารประชาชน และประกันสังคม เป็นนโยบายที่คนไม่จนมีโอกาสเข้าถึงมากกว่า[15]
กรอบคิดสำคัญที่ขาดหายไปในการวางนโยบายดังกล่าวคือการมองไม่เห็นว่าประชาชนไม่ว่าจะในระดับประเทศ ระดับท้องถิ่น หรือระดับชุมชน ล้วนมีความแตกต่างและไม่เท่าเทียมกัน มีทุนทางสังคมไม่เท่ากัน มีปัญหาไม่เหมือนกัน และที่สำคัญคือมีสิทธิและโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและบริการของรัฐที่ไม่เท่าเทียมกัน การมีนโยบายเชิงเดี่ยวแบบเหวี่ยงแหจึงไม่ได้รับประกันว่าจะทำให้ผู้ที่ยากจนหรือประสบความเดือดร้อนจริง ๆ ได้รับการแก้ไขปัญหา
 ซ้ำร้ายไปกว่านโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ มีการวิเคราะห์กันว่านโยบายประชานิยมของรัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ได้มีกลุ่มเป้าหมายหลักอยู่ที่คนยากจน แต่เป็นเพียงการหว่านเงินเพื่อมุ่งเป้าหมายที่การกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นหลัก นอกจากนโยบายที่อ้างว่าเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยดังที่กล่าวไปแล้ว รัฐบาลยังหว่านเงินแบบที่ไม่ได้ให้ประโยชน์แก่คนจนเลย นั่นคือ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงิน 2,000 บาท ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายเป็นชนชั้นกลางระดับกลางและระดับสูง ซึ่งเป็นผู้มีงานทำและมีเงินเดือนอยู่แล้ว ซึ่ง ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ชี้ว่านโยบายนี้หวังผลทางการเมืองเพราะให้ประโยชน์แก่ชนชั้นกลางซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์[16]
"นโยบายที่ออกมา ไม่ได้ช่วยเหลือคนจน เพราะส่วนใหญ่ จะอิงกับผู้มีงานทำ ผู้มีเงินเดือนมากกว่า...เพราะเขารู้ว่าเป็นฐานเสียงที่ชัดเจนของเขา…”
 
โฉนดชุมชน นโยบายที่ท่าดีทีเหลว
ในบรรดานโยบายต่าง ๆ นานาของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดูเหมือนกับว่านโยบายการออกโฉนดชุมชนจะตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องคนจนได้อย่างตรงใจมากที่สุด และใกล้เคียงกับปัญหาของสมัชชาคนจนมากที่สุด (ขณะที่นโยบายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขความยากจน เป็นนโยบายที่รัฐบาลกำหนดขึ้นมาเองโดยที่คนจนไม่ได้ร้องขอ)
แนวคิดเรื่องระบบโฉนดชุมชน ได้รับการผลักดันโดยองค์กรประชาชนและนักวิชาการเป็นเวลานานนับสิบปี ในฐานะที่เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินของเกษตรกร และการกระจุกตัวของที่ดินเอกชนซึ่งเป็นที่ดินทำกินนอกเขตป่า ขณะเดียวกันระบบโฉนดชุมชนยังเป็นข้อเสนอเชิงรูปธรรมของการแก้ไขปัญหาการจัดการที่ดินในเขตป่า เพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการจัดการที่ดินในเขตป่าอย่างยั่งยืนอีกด้วย
โฉนดชุมชน เป็นรูปธรรมประการหนึ่งของการปฏิรูปการบริหารจัดการที่ดินของรัฐ เพื่อให้มีการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม โดยการกระจายอำนาจการบริหารจัดการที่ดินจากรัฐสู่ประชาชน ระบบโฉนดชุมชนตั้งอยู่บนหลักการว่าที่ดินเป็นปัจจัยการผลิตและการดำรงชีพของเกษตรกรรายย่อย มิใช่สินค้าที่นายทุนจะสามารถกักตุนเพื่อปั่นราคาหรือเก็งกำไร และที่ดินควรถูกจัดการในฐานะทรัพยากรร่วมของชุมชน ที่สมาชิกในชุมชนมีสิทธิในการบริหารจัดการเพื่อประโยชน์ร่วมกันของคนในชุมชน  
ระบบโฉนดที่ดินชุมชน เป็นการสร้างระบบถ่วงดุลและสนับสนุนระหว่างสิทธิปัจเจกและสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินในชุมชน[17] สิทธิของชุมชนคือสิทธิในการเป็นเจ้าของที่ดิน กล่าวคือชุมชนมีอำนาจในการควบคุมดูแลการใช้ประโยชน์ และสมาชิกผู้ใช้ประโยชน์ในที่ดินให้อยู่ในหลักเกณฑ์เดียวกัน ควบคุมการซื้อขายเปลี่ยนมือที่ดินเพื่อให้มั่นใจได้ว่าผลประโยชน์ในที่ดินจะตกอยู่กับสมาชิกในชุมชน ไม่ใช่บุคคลต่างถิ่น และเก็บผลประโยชน์จากครัวเรือนที่ใช้ที่ดินเพื่อรวบรวมเป็นกองทุนในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของส่วนรวม ส่วนปัจเจกบุคคลซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มปฏิรูปที่ดินจะมีสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินภายใต้เงื่อนไขกฎเกณฑ์ของชุมชน สิทธินั้นจะคงอยู่ตราบเท่าที่มีการใช้ประโยชน์และเคารพกติกาของชุมชนเท่านั้น หากไม่เข้าทำประโยชน์หรือมีการละเมิดข้อตกลง ชุมชนมีสิทธิยึดที่ดินคืนแล้วนำไปให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์ต่อไป[18]
หลักฐานแสดงสิทธิเหนือที่ดิน เรียกว่าโฉนดชุมชน ซึ่งอาจมีลักษณะคล้ายกับโฉนดที่ดินตามกฎหมายที่มีการระบุแผนที่แสดงขอบเขต ขนาดที่ดิน และผู้ทรงสิทธิ แต่ภายในโฉนดมีการจำแนกรายละเอียดเป็นขอบเขตกรรมสิทธิ์พื้นที่ของสมาชิกรายบุคคลและขอบเขตกรรมสิทธิ์ที่ดินสาธารณะหรือที่ส่วนรวมของชุมชน แม้ว่าแต่ละชุมชนอาจพัฒนารูปแบบโฉนดชุมชนที่แตกต่างกันไป แต่ที่สำคัญกระบวนการออกแบบและจัดทำโฉนดชุมชนต้องเกิดจากพิจารณาร่วมกันของสมาชิกภายในชุมชน และได้รับการยอมรับจากชุมชนใกล้เคียงเพื่อมิให้มีการอ้างสิทธิซ้อนทับกันจนเกิดเป็นกรณีพิพาทตามมา[19]
รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขานรับเสียงเรียกร้องโฉนดชุมชนเป็นอย่างดี ดังปรากฏว่าเมื่อวันที่ 30  ธันวาคม 2551 คณะรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งในนโยบายเศรษฐกิจว่าด้วยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตร ระบุว่ารัฐบาลมีนโยบาย ''คุ้มครองและรักษาพื้นที่ที่เหมาะสมกับการทำเกษตรกรรมที่ได้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานแล้ว เพื่อเป็นฐานการผลิตทางการเกษตรในระยะยาว ฟื้นฟูคุณภาพดิน จัดหาที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรยากจนในรูปของธนาคารที่ดิน และเร่งรัดการออกเอกสารสิทธิให้แก่เกษตรกรยากจนและชุมชนที่ทำกินอยู่ในที่ดินของรัฐที่ไม่มีสภาพป่าแล้วในรูปของโฉนดชุมชน รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาการเกษตรในรูปของนิคมการเกษตร''[20]
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ท่าดีทีเหลว เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติผ่านร่าง “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.....” ซึ่งร่างขึ้นโดยปราศจากการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และถูกนักวิชาการและเครือข่ายประชาชนวิจารณ์ว่าไม่ได้มีหลักการและแนวทางการปฏิบัติที่จะนำไปสู่การกระจายการถือครองที่ดินซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของสังคมไทย
ร่างระเบียบดังกล่าวกำหนดให้มีการออกโฉนดชุมชนในที่ดินของรัฐ เช่น ที่ดินในเขตป่า และที่ราชพัสดุ แต่ไม่ได้กระจายที่ดินที่กระจุกอยู่ในมือของเอกชนมาสู่คนยากจน ทำให้คาดว่าผลจากการดำเนินการดังกล่าวจะไม่แตกต่างไปจากการปฏิรูปที่ดินของรัฐไทยที่ผ่านมาภายใต้กฎหมายปฏิรูปที่ดินที่มีอยู่แล้ว กล่าวคือ เป็นการนำเอาที่ดินในเขตป่ามาปฏิรูปให้เกษตรกร แล้วให้เอกสารสิทธิ สปก. ซึ่งในที่สุดที่ดินที่ถูกปฏิรูปก็จะหลุดมือจากเกษตรกรไปสู่ผู้ประกอบธุรกิจการเกษตร พ่อค้า  นายทุน หรือชนชั้นกลางทั้งในและต่างถิ่น เพราะเกษตรกรเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ขาดแคลนปัจจัยการผลิต ถูกเอารัดเอาเปรียบในการทำการเกษตรเชิงพาณิชย์ ฯลฯ ทำให้ไม่สามารถดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการเกษตร เพราะนโยบายการพัฒนาที่ลำเอียง ไม่ได้ดูแลช่วย