สื่อการเรียนรู้ประเภท : ใบความรู้ วิชาภาษาไทย เรื่องการใช้พจนานุกรม ช่วงชั้นที่ ๒ พจนานุกรม เป็นเครื่องมือสำหรับค้นคว้าหาความหมายของคำและช่วยให้เราสามารถอ่านและเขียนคำต่างๆได้ถูกต้อง พจนานุกรมมีอยู่หลายฉบับด้วยกัน แต่ฉบับที่สำคัญที่สุดคือ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน ซึ่งทางราชการได้กำหนดให้ใช้เป็นบรรทัดฐานในการเขียน สะกดการันต์ถ้อยคำในภาษาไทย ในการใช้พจนานุกรม เราจะต้องเข้าใจวิธิการเรียงลำดับที่บรรจุอยู่ในพจนานุกรมเป็นประการแรก ต่อจากนั้นต้องรู้จักใช้ประโยชน์จากบรรทัดฐานการสะกดการันต์ นิยาม คำอธิบาย และความรู้ทางภาษาแง่ต่างๆที่พจนานุกรมให้ไว้ วิธีการเรียงลำดับคำในพจนานุกรม เพื่อให้นักเรียนสามารถเปิดหาคำในพจนานุกรมได้อย่างรวดเร็ว นักเรียนควรรู้ว่าพจนานุกรมฉบับราชบัณพิตย- สถาน เรียงลำดับคำอย่างไร ดังต่อไปนี้(นักเรียนควรเปิดพจนานุกรมฉบับนี้ไปด้วยขณะที่อ่านคำอธิบาย) ๑.คำในพจนานุกรมเรียงลำดับตามรูปพยัญชนะตัวแรกในคำ ถ้านักเรียนจะหาคำว่า โขมด นักเรียนก็เปิดที่หมวดอักษร ข ซึ่งตามหลังหมวดอักษร ก หรือถ้าหาคำว่า ไฝ ก็เปิดที่หมวดอักษร ฝ ซึ่งตามหลังหมวดอักษร ผ นักเรียนควรสังเกตว่า ฤ ฤๅ ตามหลัง ร และ ฦ ฦๅ ตามหลัง ล ๒.คำในพจนานุกรมไม่เรียงลำดับตามเสียงอ่าน แต่เรียงลำดับตามรูปพยัญชนะดังกล่าวแล้ว ดังนั้น ถ้าจะค้นคำ หญิง หนัง หมวด หลาย ก็ต้องไปค้นในหมวดตัวอักษร ห ถ้าจะค้นคำ ทราบ ทรัพย์ ก็ไปค้นในหมวดอักษร ท ถ้าจะค้นคำว่า อย่า อยาก ก็ต้องไปค้นในหมวดอักษร อ ๓.คำที่อยู่ในหมวดอักษรเดียวกันจะเรียงลำดับตามรูปพยัญชนะตัวถัดไปของคำ เช่น กง มาก่อน กฎ เพราะ ง มาก่อน ฎ กฎ มาก่อน กรดเพราะ ฎ มาก่อน ร ๔.คำที่ขึ้นด้วยพยัญชนะและตามด้วยพยญชนะจะมาก่อนคำที่ขึ้นด้วยพัญชนะและตามด้วยสระ เช่น กร่อย มาก่อน กระ คอ มาก่อน คะ ๕.คำที่ขึ้นด้วยญชนะและตามด้วยสระจะเรียงลำดับตามรูปสระ สำหรับตัว ย ว อ นับลำดับอยู่ในพยัญชนะเสมอ นักเรียนลองเปิดหมวดอักษร ช จะเห็นว่า ชัย มาก่อน ชา เพราะ-ั มาก่อน-า ๖.คำที่มีรูปวรรณยุกต์โดยปกติจะไม่คำนึงถึงรูปวรรณยุกต์ เช่น จะเรียงคำ ไต้ก๋ง ก่อน ไต่ฝุ่น และ ไต้ฝุ่น ก่อน ไต้ไม้ ยกเว้น เมื่อเป็นคำที่สะกดต่างกันเฉพาะรูปวรรณยุกต์เท่านั้น จึงจะเรียงตามลำดับรูปวรรณยุกต์ เช่น ไต ไต่ ไต้ ไต๋ ราย ร่าย ร้าย กระตุ่น กระตุ้น ๗.การเรียงลำดับเป็นนามย่อย พจนานุกรมฉบับนี้จัดเรียงไว้ต่างหาก เช่น กระจอก เป็นนามย่อยของนก จะไม่จัดไว้ในกลุ่มของคำ นก แต่จัดไว้ต่างหากในหมวด ก ๘.คำที่เป็นอนุพจน์ (ลูกคำ) ของคำตั้ง (แม่คำ) จัดไว้ใต้คำตั้ง เช่น รุ่ง เป็นแม่คำ มีลูกคำ คือ รุ่งเช้า รุ่งเรือง รุ่งโรจน์ วิธีใช้เครื่องหมายในพจนานุกรม เครื่องหมายจุลภาค ( , ) ๑.ใช้คั่นบทนิยามแต่ละบทที่มีความหายคล้ายๆกัน หรือทำนองเดียวกัน เช่น เร็ว ว. ไว,รีบ,ด่วน ๒.ใช้คั่นบทนิยามก่อนหน้าบอกคำไวพจน์ เช่น เข้าโกศ ก.บรรจุลงในโกศ, ลงโกศก็ว่า. ๓.ใช้คั่นหลังบทนิยามสุดท้ายก่อนหน้าตัวอย่างที่ยกมาประกอบ เพื่อแสดงว่าตัวอย่างที่ยกมาประกอบ เพื่อแสดงว่ ตัวอย่างที่ยกมาประกอบนั้นเป็นตัวอย่างของบทนิยามทุกบทที่อยู่ข้างหน้า เช่น คล้ำ ว. ค่อนข้างดำ, ไม่ผ่องใส, หม่นหมอง, เช่น ผิวคล้ำ หน้าคล้ำ. ๔.ใช้คั่นคำบอกที่มาของคำที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตซึ่งมีรูปคำตรงกับคำตั้ง เช่น ทวิ บอกที่มาของคำท้ายบทนิยามว่า (ป.,ส) หมายความว่า ทวิ มีรูปคำตรงกันทั้งในภาษาบาลีและสันสกฤต เครื่องหมายอัฒภาค ( ; ) ใช้คั่นบทนิยามที่มีความหายแตกต่างกันแต่ยังมีนัยเนื้อเรื่องกับความหมายเดิมเช่น กร้าน ว. มีผิวด้าน, มีผิวไม่สดใส; กระด้าง, แข็ง, หยาบ. เครื่องหมายมหัพภาค ( . ) ๑.ใช้เมื่อจบบทนิยาม เช่น ไหว ก.สั่น, สะเทือน, กระดิก. ว. สามารถทำได้ เช่น เดินไหว. ๒.ใช้หลังอักษรย่อหน้าบทนิยามเพื่อบอกชนิดของคำตามหลักไวยกรณ์ เช่น ว. แสดงว่าบทนิยามนั้นเป็นวิเศษณ์ หรือใช้หลังอักษรย่อที่แสดงไว้ในวงเล็บซึ่งบอกที่มาของคำ เช่น (ม.). แสดงว่าคำนั้นมาจากคำในภาษามลายู เครื่องหมายยติภังค์ ( - ) ๑.ใช้แทนส่วนหน้าของคำที่เข้าคู่กันซึ่งละไว้ เช่น -กระตาก ละคำ กระโตก ซึ่งใช้คู่กับ กระตาก เป็นกระโตกกระตาก ๒.ใช้หลังคำภาษาบาลีหรือสันสกฤตที่เป็นคำตั้งเพื่อแสดงว่ามีคำอื่นมาสมาสหรือสนธิได้ เช่น เบญจม- ๓.ใช้แทนคำอ่านที่ไม่มีปัญหาในการอ่าน เช่น กำจร-[-จอน] หรือ แทนคำอ่านที่ได้บอกไว้ก่อนหน้าแล้ว เช่น สัต- [สัดตะ-] สัตสดก [-สะดก] ๔.ใช้แยกพยางค์ของคำอ่านที่อาจอ่านเป็นอย่างอื่นได้ เช่น เพลา [เพ-ลา] เท่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อแนะ โดย...คุณครูเฟาซีย์ ชายเหร็น กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนบุสตานุดดีน