แนวคิดการปกครองสงฆ์ในสมัยพุทธกาล

สังคมสงฆ์ เป็นสังคมที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งจุดเริ่มต้นที่มีแนวความคิดที่จะปฏิรูปสังคมอินเดียสมัยพุทธกาลที่ผูกโยงชนชั้นทางสังคมเอาไว้กับระบบวรรณะที่ไม่มีความเป็นธรรม จนคนวรรณะต่ำอย่างวรรณะศูทร ไม่สามารถที่จะพัฒนาตัวเองได้, ทางด้านเนื้อหาพระพุทธเจ้าทรงจำลองรูปแบบการปกครองเพื่อให้สังคมได้อยู่ด้วยกันอย่างผาสุก โดยมีรูปแบบของการปกครองสงฆ์ เป็นเหมือนเมืองจำลองให้กับสังคมอื่นๆ นำไปประยุกต์ใช้, ระยะเวลาที่สถาบันสงฆ์ดำรงตั้งมั่นมาอย่างยาวนาน โดยมีผลกระทบ การปรับรูปแบบเพียงเล็กน้อย ตลอดไปถึงวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของวงการสงฆ์ อย่างน่าสนใจ และสังคมสงฆ์นี้เอง เป็นรูปแบบทางการปกครองอีกแนวทางหนึ่งที่จะเป็นทางเลือกให้กับชุมชน, สังคม,สถาบันทางการศึกษาต่างๆ ที่กำลังสับสนในโลกแห่งความวุ่นวายแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันในปัจจุบัน  และอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและถูกทางก็ได้ในอนาคตอันใกล้นี้

อนึ่งพระพุทธเจ้าทรงเห็นความสำคัญของปัจเจกบุคคลแต่ละบุคคลแม้จะรวมกันเป็นคณะสงฆ์  แต่ก็ยังให้อิสรภาพเสรีภาพในการประพฤติปฏิบัติ  ฝึกฝนตนเพื่อให้ถึงเป้าหมายทางพระพุทธศาสนา โดยพระองค์ทรงวางกรอบแห่งพระธรรมวินัยเอาไว้และคอยชี้แนะในหลักการ  แต่จะไม่คอยควบคุมหรือตรวจสอบ เพื่อกดขี่บังคับเอาผลประโยชน์จากผู้ใต้ปกครอง  แต่จะให้ประโยชน์ตลอดไปถึงการให้สิทธิในการตรวจสอบตัวเองด้วยตัวเองของบุคคลนั้นๆ  แทน  สังฆาธิปไตย  คือระบอบการปกครองสงฆ์ในสมัยพุทธกาลที่ทรงได้วางรูปแบบเอาไว้เพื่อให้สงฆ์มีอำนาจและเป็นใหญ่ในการทำกิจการต่างๆ โดยไม่ให้ยึดถือตัวบุคคลเป็นหลัก เป็นที่ตั้งกว่าองค์กรเพื่อต้องการให้เกิดความสามัคคี  ความพร้อมเพียงกันของหมู่คณะ และความคล่องตัวขององค์กร 

เมื่อจะศึกษาระบอบการปกครองสงฆ์แล้ว นักศึกษาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจ  เพื่อให้เข้าถึงทฤษฎีและแนวความคิดของพระพุทธเจ้าเสียก่อนว่าเป็นมาอย่างไร ?  เป้าหมายของการปกครองคืออะไรกันแน่ ?  มีหลักการปกครองเป็นแบบไหนบ้าง ?  เพื่อจะได้เห็นภาพกว้าง ๆ ของกรอบแนวคิดดั้งเดิมและแนวคิดใหม่ๆ ที่ทรงปรับใช้ให้เข้ากับสังคมสงฆ์เป็นระยะ ๆ   ตลอดถึงการบริหารจัดการองค์กรของพระองค์ที่ได้ทรงกำหนดขึ้นไว้ หลังได้สาวกรุ่นแรก ๆ  โดยนักศึกษาควรใช้มุมมองทางรัฐศาสตร์มาศึกษาวิเคราะห์ในแง่มุมต่างๆ ดังนี้

          มุมมองแรก ; ศึกษาจากมุมมองในแง่ทฤษฎีการปกครองสงฆ์ของพระพุทธเจ้า    เช่น ทฤษฎีการปกครองสงฆ์ที่ปรากฏในหลักพระธรรมวินัย เช่นหลักในสาราณียธรรม  หลักอปริหานิยธรรมเป็นต้น

          มุมมองที่สอง ; ศึกษาจากมุมมองในแง่ของโครงสร้างหน้าที่ ที่พระพุทธเจ้าทรงกำหนดให้สงฆ์ทำหน้าที่ในแต่ละด้าน ทั้งหน้าที่ส่วนตัว หน้าที่ต่อสังคม หน้าที่ต่อองค์กร หน้าที่ต่อพระศาสนา และหน้าที่ต่อประชาชน

          มุมมองที่สาม  ;  มุมมองในแง่ของจริยธรรมหรือคุณสมบัติของผู้นำ  คือการศึกษาถึงคุณสมบัติของผู้ที่จะทำหน้าที่ต่างในองค์กรคณะสงฆ์ว่าจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร และคุณสมบัติแต่ละด้านข้อใหนที่ขาดไม่ได้ ข้อไหนที่ถึงแม้จะไม่มีแต่ก็พอจะอนุโลมได้

          มุมมองที่สี่  ;  มุมมองในแง่ของพฤติกรรมศาสตร์   คือ ศึกษาถึงพฤติกรรมของสงฆ์ว่ามีอิทธิพลต่อหมู่คณะอย่างไร  การใช้หลักกัลยาณมิตร การข่มคนที่ควรข่มยกย่องคนที่ควรยกย่อง การบัญญัติพระวินัยเหล่านี้เป็นต้น

๑. ความหมายของสงฆ์

          ก. ความหมายอย่างกว้าง หมายถึงหมู่หรือคณะสงฆ์ทั้งหมดที่รวมกันอยู่เป็นองค์กร

        ข. ความหมายเฉพาะ  หมายถึงคณะสงฆ์ที่อยู่เฉพาะที่ เช่น คณะสงฆ์ไทยเป็นต้น    

          ค. ความหมายที่ใช้ในสังฆกรรม  หมายถึงพระภิกษุ ๔  รูปเรียกจตุรวรรค  ๕ รูป เรียกปัญจวรรค  ๑๐ รูป เรียกทสวรรค ๒๐ รูป เรียกวีสตีวรรค ใช้ทำสังฆกรรมต่างๆ กัน

๒. ประเภทของสงฆ์

๑. สมติสงฆ์ (สมมติ + สงฆ์) สงฆ์โดยสมมติหรือจะเรียกว่าสงฆ์โดยพระวินัย 

๒. อริยสงฆ์ (อริยะ+สงฆ์) หรือสงฆ์โดยคุณธรรมหมายถึงพระสงฆ์ในพระรัตนตรัย  คือ

          ก.พระผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค           ข.พระผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล

          ค.พระผู้ตั้งอยู่ในสกทาคามิมรรค           ง.พระผู้ตั้งอยู่ในสกทาคามิผล

          จ.พระผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิมรรค             ฉ.พระผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิผล

          ช.พระผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค              ซ.พระผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตผล

ดังนั้นจะเห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงจัดตั้งสร้างระบบที่เรียกว่า “สังฆะ”  ขึ้นมาเพื่อเป็นชุมชนแห่งการศึกษาและฝึกฝนพัฒนาชีวิตของมนุษย์นั้นเป็นไปได้ด้วยดี  ความจริงการฝึกฝนพัฒนามนุษย์ก็คือการสร้างปัจจัยที่เอื้อต่อการที่เขาจะพัฒนาตัวเอง  ให้ก้าวหน้าเพื่อบรรลุถึงจุดมุ่งหมายของอุดมการณ์สงฆ์นั่นเอง

๓. กำเนิดสถาบันสงฆ์

          การเกิดของคำว่า สงฆ์ นั้นมาจากจุดเริ่มต้นของการบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา กล่าวคือเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์โดยการแสดงพระธรรมเทศนาเรื่อง  ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร  ณ  ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตกรุงพาราณสี  ภายหลังที่พระองค์ทรงได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว  เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมกัณฑ์แรกจบลง  ท่านอัญญาโกณฑัญญะ  ได้ดวงตาเห็นธรรม  จึงกราบทูลขอบวชต่อพระพุทธเจ้า เป็นการเริ่มต้นของการมีผู้แทนสงฆ์ครั้งแรก ต่อมาจึงอุปสมบทให้กับพระวัปปะ, พระภัททิยะ  และพระมหานามะ, พระอัสสชิ ตามลำดับ เป็นการครบองค์แห่งคำว่า  สงฆ์  อย่างสมบูรณ์ แต่ยังไม่ชัดเจนจนเป็นองค์กรขึ้นมาเพราะพระเถระเหล่านี้ล้วนแล้วเป็นพระอริยบุคคล ไม่มีปัญหามากไม่มีพิธีกรรมมาก

๔. อุดมการณ์ของคณะสงฆ์

การเกิดของสงฆ์  คือการหลุดพ้นจากพันธนาการต่าง ๆ ตามแนวทางของพระพุทธเจ้า ส่วนหนึ่งพระองค์ก็ต้องการที่จะทรงมุ่งแก้ปัญหาสังคมอินเดียในยุคนั้น  เช่น  ความไม่เท่าเทียมกัน (ไม่มีสมภาพ)  ความเป็นทาส (ไม่มีเสรีภาพ)  ความไม่มีโอกาสทางการพัฒนาตนเอง (สิทธิ ) ของคนวรรณะต่ำและสตรี  ความอดอยากยากจน  (เศรษฐกิจ) เมื่อพระพุทธเจ้าทรงให้กำหนดสงฆ์ ก็เพื่ออุดมการณ์ต่าง ๆ ซึ่งพอจะประมวลได้ดังต่อไปนี้

๑.เพื่อความสามัคคีหมู่คณะ หรือความผาสุก

๒.เพื่อลดละอัตตา คือความยึดมั่นในตัวตน

๓.เพื่อเป้าหมายชีวิตคือนิพพาน

๔.เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนชาวโลก

๕. คุณสมบัติของสงฆ์ ๙  ประการ คือ

ประการที่  ๑  เป็นผู้ปฏิบัติดี                                  

ประการที่  ๒ เป็นผู้ปฏิบัติตรง

ประการที่  ๓ เป็นผู้ปฏิบัติถูกทาง                   

ประการที่  ๔ เป็นผู้ปฏิบัติสมควร

ประการที่  ๕ เป็นผู้ควรแก่คำนับ                    

ประการที่  ๖ เป็นผู้ควรแก่การต้อนรับ

ประการที่  ๗ เป็นผู้ควรแกทักษิณา(ทาน)          

ประการที่  ๘ เป็นผู้ควรแก่อัญชลี กราบไหว้

ประการที่  ๙ เป็นเนื้อนาบุญของโลก

๖. พัฒนาการเกิดขึ้นและการปกครองของสงฆ์สมัยพุทธกาล

          ประการที่หนึ่ง  ทรงใช้ทฤษฎีธรรมชาติหรือทฤษฎีเอหิภิกขุอุปสมปทา คือ ทรงใช้อำนาจด้วยพระองค์เอง 

          ประการที่สอง  ทรงใช้ทฤษฎีวิวัฒนาการ  หรือทฤษฎีไตรสรณคมน์  ที่พระพุทธเจ้าทรงผ่อนถ่ายพระราชอำนาจไปให้กับพระมหาเถระในระดับต่างๆ

          ประการที่สาม  ทฤษฎีสังฆาธิปไตย         หรือทฤษฎีญัตติจตุตถกรรม  ที่ทรงมอบให้เป็นภารกิจของสงฆ์

. หลักในการปกครองสงฆ์ 

          ๑) ยึดถือพระธรรมวินัยเป็นหลักในการปกครอง   แล้วอาศัยคุณธรรมต่าง ๆ   ของพระอริยาวกเป็นเครื่องสนับสนุนเกื้อกูล

          ๒) เคารพธรรมเนียมนิยมของกันและกัน ตามพระธรรมวินัย

          ๓) มุ่งผลคือความสามัคคี และความผาสุกของคณะสงฆ์ตามพุทธบัญญัติ

๘. เป้าหมายการปกครองคณะสงฆ์

) เพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวมหรือแก่คณะสงฆ์ แบ่งได้เป็น ๒ ประการ คือ

     - สังฆสุฏฐุตายะ  คือ เพื่อความดีงามของสถาบันสงฆ์โดยส่วนรวม

     - สังฆผาสุตายะ เพื่อความอยู่ผาสุขแห่งสงฆ์ หรือส่วนรวม

) เพื่อประโยชน์แก่บุคคล

     - ทุมมังกูนัง ปุคคลานัง นิคคหาย เพื่อกำราบคนหน้าด้าน

     - เปสลานัง ภิกขูนัง ผาสุวิหาราย เพื่อความอยู่ผาสุกของภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก เพื่อส่งเสริมคนประพฤติดีและกำราบคนประพฤติชั่ว

) เพื่อประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไปที่เป็นสังคมใหญ่ เพื่อผลดีแก่จิตใจของประชาชน ทำให้คนมีจิตผ่องใส ด้วยอาศัยความดีงามของพระสงฆ์เป็นสื่อ

     - อัปปสันนานัง ปสาทาย เพื่อความเลื่อมใสของประชาชนที่ยังไม่เลื่อมใส

     - ปสันนานัง ภิยโยภาวาย เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของประชาชนที่เลื่อมใสอยู่แล้ว

) เพื่อประโยชน์แก่ชีวิตมนุษย์เอง คือ คำนึงถึงผลดีและผลร้ายที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตของมนุษย์ เช่น เรื่องของความดี ความชั่ว เป็นต้น

     - ทิฏฐธัมมิกานัง อาสวานัง สังราย เพื่อปิดกั้นผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบัน

      - สัมปรายิกานัง อาสวานัง ปฏิฆาตาย เพื่อป้องกันผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

 ๕) เพื่อประโยชน์แก่พระศาสนา

       - สัทัมมัฏฐิติยา เพื่อให้พระสัทธรรมดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงยั่งยืน

       - วินยานุคคหาย เพื่ออนุเคราะห์พระวินัย เพื่อช่วยค้ำจุนให้ระเบียบแบบแผนและระบบการต่าง ๆ ให้เกิดมีการปฏิบัติตามหลักการอย่างหนักแน่นมั่นคง

๙. วิธีการปกครอง

          ในการปกครองสงฆ์ใช้วิธีการปกครอง  ๓ ประการ  คือ

          ๑) ยึดถือพระธรรมวินัยเป็นหลักในการปกครอง   แล้วอาศัยคุณธรรมต่าง ๆ   ของพระอริยาวกเป็นเครื่องสนับสนุนเกื้อกูล

          ๒) เคารพธรรมเนียมนิยมของกันและกัน ตามพระธรรมวินัย

          ๓) มุ่งผลคือความสามัคคี และความผาสุกของคณะสงฆ์ตามพุทธบัญญัติ

          นอกจากนี้ทรงมีพุทธวิธีในการปกครอง คือ

          . ปกครองตนหรือฝึกตนเองให้มีคุณสมบัติที่จะปกครองคนอื่นได้เสียก่อนปกครอง

          ๒. ปกครองบุคคลที่สมควรปกครองหรือฝึกบุคคลที่ควรฝึก    

          ๓. สังคหวิธี   ใช้วิธีการสงเคราะห์ช่วยเหลือ วิธีนี้เป็นอุบายยึดเหนี่ยวจิตใจ 

          ๔. นิคคหวิธี  คือ  การข่มบุคคลที่ควรข่ม 

          ๕.  ปัคคหวิธี  คือ  การยกย่องคนที่ควรยกย่อง

๑๐. ระบบการปกครอง

๑. ระบบอุปัชฌาย์อาจารย์ ที่กำหนดให้อุปัชฌาย์อาจารย์ต้องคอยให้การศึกษาอบรมแก่ศิษย์ของตน

๒. ระบบวัตรต่างๆ ในพระธรรมวินัย เช่น อุปัชฌายวัตร คมิกวัตร อาคันตุกวัตร

๓. ระบบกัลยาณมิตร ให้ทุกคนเป็นกัลยาณมิตรของกันและกัน

ระบบสัทธิวิหาริก ระบบอันเตวาสิก ที่มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติต่อกันตามสมควร

พระพุทธเจ้าทรงวางระบบรูปแบบการบริหารและการปกครององค์กรไว้  ๓ รูปแบบ  คือ                            

๑.ระยะต้น หรือระยะแรก พระองค์ทรงปกครองเองโดยมีพระองค์เป็นพระประมุข  วิธีที่รับผู้เข้ามาอยู่ในปกครอง  เรียกว่า  เอหิภิกขุอุปสัมปทา (พุทธาธิปไตยหรือปิตาธิปไตย)    

.ระยะกลาง หรือ ระยะที่  ๒  ทรงมอบอำนาจให้อภิปูชนียภิกษุ ผู้มีคุณธรรมช่วยกันปกครอง  โดยมีพระพุทธเจ้าทรงเป็นองค์พระประมุข  วิธีรับบุคคลเข้ามาอยู่ในปกครอง  เรียกว่า  ติสรณคมนูปสัมปทา  (อภิปูชนียาธิปไตย)  

๓.ระยะปลาย  หรือ ระยะหลังทรงมอบให้สงฆ์เป็นผู้ปกครอง  โดยมีพระพุทธเจ้าทรงเป็นองค์พระประมุข  วิธีรับผู้เข้ามาอยู่ในปกครอง  เรียกว่า  ญัตติจตุตถกรรมอุปสัมปทา

          เมื่อศึกษาจบหน่วยนี้แล้วนักศึกษาจะต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้

๑. สงฆ์หมายถึงอะไร มีวิวัฒนาการมาอย่างไร ?

๒. สังคมสงฆ์คือระบอบการปกครองรูปแบบใดกันแน่?

๓. องค์ความรู้ทางด้านพุทธศาสนาในด้านการปกครองมีมุมมองอย่างไร

๔. สามารถปรับประยุกต์เพื่อนำไปใช้ในหลักการปกครองในรูปแบบอื่น ๆ ได้อย่างไรบ้าง