ปรัชญาไทย  (Thai  Philosophy)

โดยทั่วไปความหมายของคำว่า  ปรัชญา  มีความหมายกว้าง ๆ  อยู่สองความหมาย  คือ  ความหมายตามทางนิรุติศาสตร์หรือความหมายตามตัวอักษร  ซึ่งหมายถึงคำปรัชญาที่ใช้แทนคำว่า  “Philosophy”  ในภาษาอังกฤษที่มีความหมาย  ความอยากในความรู้  ความรักในความรู้  อันหมายถึงความอยากรู้ใคร่ที่จะรู้  มีความกระตือรือร้นที่จะแสวงหาคำตอบจากประสบการณ์ของมนุษย์  ส่วนอีกความหมายหนึ่งเป็นความหมายตามลักษณะของการใช้  ซึ่งหมายถึง  แนวความคิดความเชื่อ  คติ  วัฒนธรรมและค่านิยม  เป็นต้นของมนุษย์  แต่แนวความคิดหรือความนึกคิดต่าง ๆ  อันก่อตัวเป็นปรัชญาดังกล่าวนั้น  ถ้าไม่มีการพัฒนาให้เป็นระบบชัดเจน  ย่อมมีลักษณะกว้างหรือผิดเผินเกินไป  จนไม่อาจแยกออกจากความเชื่อถือทั่ว ๆ  ไป  อันไม่มีระบบไม่ชัดเจนอื่น ๆ  ดังนั้น  จึงมีความจำเป็นที่จะต้องแสดงลักษณะของปรัชญาไทย  ให้มีความหมายชัดเจนซึ่งก็ไม่มีวิธีใดดีไปกว่าการนำเอาหลาย ๆ  ลักษณะอันปรากฏชัดเจน,  กลมกลืนกัน,  ส่งเสริมกันและกัน  และไม่ขัดแย้งกันมาเสมอ  ซึ่งจะทำให้การมองเห็นงานและหน้าที่ของนักปรัชญา  ดังต่อไปนี้

๑.  ปรัชญาคือทัศนะคติและท่าทีความรู้สึกเฉพาะตอนของบุคคลในบุคคลหนึ่งที่มีต่อโลก  และชีวิต  (Philosophy is a personal attitude toward life and the universe)  คำนิยามนี้หมายความว่าปรัชญาเริ่มต้นจากความประหลาดใจ,  สงสัย,  และความอยากรู้อยากเห็น,  จนเติบโต  ออกมาจากการรับรู้ต่อปัญหาต่าง ๆ  ของชีวิตและโลก  ซึ่งพัฒนาขึ้นตามลำดับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

๒.  ปรัชญาคือกรรมวิธีค้นคิด  หรือการคันคว้าด้วยการใช้เหตุผล  (Philosophy  is  a method  of  reflective  thinking and  resound  inquirer)  ข้อนี้อาจเทียบได้กับโยนิโสมนสิการของพระพุทธศาสนา  ซึ่งมีลักษณะมองปัญหาและข้อเท็จจริงอย่างมีวิจารณญาณตลอดจนวิพากษ์วิจารณ์ทุกแง่ทุกมุม

๓.  ปรัชญาคือความพยายามที่จะมองให้เห็นภาพทั้งหมด  (Philosophy  is  an attempt  to gain  a  view  of the  whole)  นี่คือการรวบรวมบทสรุปของศาสตร์ต่าง ๆ  และประสบการณ์ของมนุษย์โดยจัดให้เป็นระบบหรือโลกทัศน์กลมกลืนกันทั้งหมด

๔.  ปรัชญาคือการวิเคราะห์ภาษาตามหลักตรรกวิทยา  และการแจกแจงความหมายของคำและมโนภาพ  (Philosophy  is  the  Logical  analysis  of  Language  and  the  classification  of  the  meaning  of  words  and  conceals)  นี่คือหน้าที่ของปรัชญาซึ่งนักปรัชญาบางคนเห็นว่าเป็นงานหนักทัศนะนี้เกิดขึ้นไม่นานนัก  อันเนื่องมาจากอิทธิพลของวิทยาศาสตร์

๕.  ปรัชญาคือกลุ่มของปัญหา  และทฤษฎีในการแสวงหาคำตอบคือปัญหาเหล่านั้น  (Philosophy  is  a  group  of  problem  as  well  as  theories  about  the  solution  of  these  problems)  นี่คือความสังสัยของมนุษย์  และความพยายามที่จะแสวงหาคำตอบปัญหาบางอย่างในอดีตอาจได้รับคำตอบแล้ว  บางปัญหาอาจได้คำตอบชั่วคราวและอีกหลาย ๆ  ปัญหายังคงเป็นปัญหา  โลกแตก  ต่อไป[1]

 

ปรัชญาไทยมีจริงหรือไม่

ควรพิจารณาคำว่า  ปรัชญา  อีกครั้งตามความหมายที่เป็นสากลนั้นหมายถึงอะไร  มิฉะนั้น  จะเกิดปัญหาในภายหลังว่าอย่างไร  จึงจะเรียกว่า  ปรัชญา  ขอเสนอความหมายที่มีปรากฏในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พ.ศ.  ๒๕๒๕  ได้ให้ความหมายไว้ว่า  วิชาว่าด้วยหลักแห่งความรู้และความจริง  ตามความหมายนี้มิได้กล่าวถึงความเป็นระบบแห่งความคิด  ด้วยสาเหตุนี้  แนวความคิดใดที่กล่าวถึงความรู้และความจริงก็น่าจะเป็นปรัชญาได้ทั้งนั้น  ถึงแม้ว่าความรู้นั้นอาจจะไม่มีการแสดงออกมาซึ่งสัญลักษณ์ความเป็นระบบเลย  เช่น  กระแสแนวความคิดอันเป็นภูมิปัญญาของคนไทย  ซึ่งเป็นชาติที่เก่าแก่ชาติหนึ่งที่มีนักคิดและนักแสวงหาความรู้ความจริงที่เกี่ยวกับโลกและชีวิต  เป็นจำนวนไม่น้อยนักคิดเหล่านี้เราอาจยกย่องท่านให้เป็นนักปราชญ์ได้ในฐานะที่เป็นผู้แสวงหาคำตอบเกี่ยวกับอันติมสัจจะ  แล้วได้แสดงความรู้นั้นออกมาอย่างเหมาะสมตามสภาพการณ์ของแต่ละยุค  เช่น  อยู่ในลักษณะของนิทานพื้นบ้าน  ตำนาน  วรรณกรรม  และศิลปกรรม  เป็นต้น  อันเป็นผลผลิตซึ่งเกิดจากแนวความคิดสร้างสรรค์ของท่านเหล่านั้น  ได้ให้คำตอบที่น่าพึงพอใจสำหรับคนในยุคนั้น ๆ  และสามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตประจำวัน  จนหล่อหลอมคนไทยหลายเผ่าและคนชาติอื่น ๆ  ที่เข้ามาอาศัยในภายหลังให้เป็นเนื้อเดียวกัน  เกิดจิตสำนึกของความเป็นคนไทยร่วมกัน  ดั้งนั้น  ปรัชญาไทยจึงแตกต่างปรัชญาตะวันตกโดยทั่ว ๆ  ไป  ในประเด็นที่ไม่ใช่การคิดเพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น  แต่ต้องนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน  ในลักษณะเดียวกันกับปรัชญาระบบอื่น ๆ  ที่ปรากฏตามปรัชญาตะวันออกทั่วไป  ซึ่งลักษณะนี้เราน่าจะเรียกว่า  ปรัชญาชีวิต

อีกประการหนึ่ง  ปรัชญาไทยยังมีคุณลักษณะเด่นที่น่าสนใจเป็นพิเศษ  คือ  มีลักษณะของการประนีประนอมเสมอ  ไม่มีลักษณะของการโจมตีกัน  ถึงจะได้รับอิทธิพลจากศาสนาของต่างชาติ  แต่ก็รู้จักนำมาปรับใช้ประสมไปกับความคิดดั้งเดิม  ของบรรพบุรุษ  ความประนีประนอมจึงเป็นอีกลักษณะหนึ่งของปรัชญาไทย

แนวความคิดอันเป็นภูมิปัญญาในลักษณะตามที่กล่าวมานั้น  บรรพบุรุษของคนไทยได้ช่วยกัน  สร้างเสริมเติมแต่งและสั่งสมกันต่อ ๆ  มา  และได้ถ่ายทอดให้แก่อนุชนรุ่นหลัง  ประเด็นปัญหาที่นักปราชญ์ไทยให้ความสนใจค้นคว้าและแสวงหาความจริงกันมาตลอดนั้น  อยู่ในขอบเขตของความรู้ที่เกี่ยวกับโลก  และชีวิต

ซึ่งพอจะสามารถสรุปเป็นประเด็นได้ดังนี้  คือ

๑.  ใครเป็นผู้สร้างโลก

๒.  อันติมาสัจจ์คืออะไร

๓.  ธรรมชาติเกิดขึ้นได้อย่างไร

๔.  ชีวิตคืออะไร

๕.  อะไรเป็นสาเหตุให้ชีวิตเกิดมา

๖.  ชีวิตดำเนินไปอย่างไร

๗.  อะไรเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต

๘.  ทำอย่างไรจึงจะทำให้ชีวิตมีความสุข

๙.  ชีวิตหลังจากตายมีหรือไม่  และถ้ามี  ชีวิตหลังความตายแล้วชีวิตเป็นอย่างไร  และจะสิ้นสุดเมื่อใด

ประเด็นของปัญหาตามที่กล่าวมานี้  ส่วนใหญ่นักปราชญ์ไทยได้พยายามแสดงหาคำตอบตลอดมา  และคำตอบเหล่านี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานหลัก    ประการ  คือ

๑.  กระแสความคิดดั้งเดิมก่อนได้รับนับถือศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธ

๒.  กระแสความคิดที่มีศาสนาพราหมณ์เป็นพื้นฐาน

๓.  กระแสความคิดที่มีพระพุทธศาสนาเป็นพื้นฐาน

กระแสแนวความคิดนี้เกิดขึ้นจากความพยายามที่จะคันหาความรู้เกี่ยวกับโลกและชีวิต  จึงได้สังเกตเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่อาศัยดำรงชีวิตอยู่  แล้ก็พยายามหาคำตอบในระยะเวลานั้นคนไทยยังไม่มีศาสนาที่เป็นระบบ  มีแต่ความเชื่อถือในพลังอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบบุคลาธิษฐาน  อันได้แก่แดน  (พระยาแดน)  และผี  (วิญญาณ)  ฉะนั้นหลายคนอาจจะมองได้ว่า  มันเป็นเพียงความเชื่ออย่างหนึ่งเท่านั้น  แต่พิจารณาถึงสิ่งที่ซ้อนเร้นอยู่ในความเชื่อเหล่านั้น  จะมองเห็นกระแสแนวความคิดทางปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับการค้นหาว่าโลกเกิดขึ้นได้อย่างไร  มีใครเป็นผู้สร้างและจะดำเนินอย่างไรให้มีความสุข

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้สามารถศึกษาได้จากนิทานพื้นบ้านและตำนานธรรมที่กล่าวถึงเกี่ยวกับการสร้างโลกและมนุษย์  อาจจะกล่าวได้ว่านี้คือแนวความคิดทางอภิปรัชญาของคนไทยในยุคดั้งเดิม  เช่น  ตำนานพื้นบ้านเรื่องปู่สังกะสาย่าสังกะสี  (ปู่สาย่าสี)  ซึ่งเล่ากันมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย  มีเรื่องเล่าว่า  โลกที่เราอาศัยอยู่นี้  เป็นแผ่นดินโล่งเตียน  มีทะเลเวิ้งว้างว่างเปล่า  ไม่มีพืช,  สัตว์  ดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  และดวงดาว  มีแต่ความเงียบสงัดและความมืด  แดนผู้เป็นหัวหน้าของแดนทั้งหลายเห็นว่า  โลกน่าจะมีสีสันสดชื่นมากกว่าที่เป็นอยู่นี้  จึงมีพระบัญชาให้ปู่สังกะสาและย่าสังกะสี  ซึ่งเป็นแดนด้วยกัน  นำลูกน้ำเต้าวิเศษลงมายังโลกเพื่อสร้างมนุษย์และสรรพสิ่ง  เมื่อปู่สังกะสาย่าสังกะสีลงมาถึงพื้นโลกแล้วก็ทุบลูกน้ำเต้าแตกออกปู่กับย่าจึงนำเอาเม็ดน้ำเต่าวิเศษนั้นหว่านขึ้นไปบนฟ้าและบนแผ่นดิน  จึงทำให้เกิดดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  ดวงดาวภูเขา  แม่น้ำ  และต้นไม่ออกดอกบานสะพรั่ง  แต่ไม่ได้เกิดมนุษย์และสัตว์  ปู่และย่าจึงตกลงกันใช้เวลาประมาณ  ๑๐๐  ปี  สร้างมนุษย์และสัตว์โดยใช้ดินเหนียวมาปั้นรูปคนแต่ละเพศ  เสร็จแล้วได้ให้ชีวิตวิญญาณและพลังแก่พวกเขา  และได้ให้พวกเขาจับคู่เป็นสามีภรรยากันออกลูกหลานต่อมา  แต่ครั้งแรกนั้นยังไม่มีภาษาใช้พูดกัน  ปู่และย่าจึงได้สร้างพวกเขาและตั้งชื่อพวกเขาว่ามนุษย์  จากนั้นปู่และย่า  ได้ใช้ดินเหนียวปั้นรูปสัตว์และแมลง  โลกที่เงียบเหงาก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน  เรื่องในทำนองเดียวกันนี้ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีตำนานเรื่องขุนบรม  ซึ่งกล่าวไว้ว่ามนุษย์และสรรพสิ่งได้เกิดมาจากลูกน้ำเต้าใหญ่    ผล  มนุษย์และสัตว์ได้ออกมาจากรอยรูที่แดนได้เจาะไว้  และรูที่เจาะต่างกัน  ผู้ที่มีผิวดำได้ออกจากรู้ที่แดนใช้สิ่วเจาะน้ำเต้า  ต่อมาขุนบรมผู้เป็นต้นวงศ์กษัตริย์ได้จัดกลุ่มชั้นวรรณะของมนุษย์โดยดูจากผิดเป็นทาส  กรรมกร  พวกผิวขาวจัดให้อยู่ในกลุ่มขั้นสูงได้แก่  เผ่าไทยเลียน  ไทยเลิง  ไทยลอ  นี้คือความเป็นมาของการจัดสังคม  เพื่อให้เกิดความสงบสุขของคนไทยดั้งเดิมที่กล่าวมาพออาจสรุปได้ว่า  แดนก็คือพวกเทพเจ้า  หรือเทวดาที่มีฤทธิ์  ซึ่งจัดอยู่จำพวกผีประเภทหนึ่งเพราะผีก็คือสิ่งที่ไม่สามารถเห็นและจับต้องได้  มีฤทธิ์อำนาจ  ดลบันดาลสารพัดอย่าง  ผีมีทั้งชั้นต่ำและชั้นสูงได้แก่พวกเปรต  อสุรกายและพวกวิญญาณต่าง ๆ  จะอย่างไรก็ตาม  เรื่องเกี่ยวกับแดนและผีนี้  เป็นเรื่องแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางความคิดของมนุษย์ที่มีต่อปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ  และได้พยายามที่จะอธิบายเหตุนั้น ๆ  โดยอาศัยประสบการณ์และสภาพสิ่งแวดล้อมเท่าที่มีอยู่มาเป็นเครื่องสนับสนุนเหตุผลที่จะอธิบายแนวความคิดดังกล่าวแล้วถึงแม้คำตอบนี้ไม่เป็นที่น่าพอใจของคนทั่วไปโดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์  และเนื้อหาเรื่องราวอาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องที่สร้างขึ้นมากกว่าเกิดขึ้นจริง  แต่จุดนี้ไปสำคัญเท่ากับข้อคิดหรือสาระที่แฝงอยู่ซึ่งไม่ต่างไปจากนิยายทั้งหลายของพวกอัตถิภาวนิยม  ที่ไม่ใคร่จะให้ความสนใจว่าเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่  จะสนใจแต่สาระที่แฝงอยู่เท่านั้นว่า  มันได้ทำให้เราได้เกิดปัญญาอะไรบ้าง  และปัญญานั้นจะช่วยแก่ไขชีวิตของคนให้ดีขึ้น  และมีความสุขมากขึ้นได้อย่างไรและอีกประการหนึ่งยังสามารถแสดงให้คนเห็นถึงความกล้าหาญทางความคิด  และพยายามที่จะเรียนรู้ชีวิตรอบตัวที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน  จึงแสวงหาความรู้และค้นหาคำตอบเท่าที่สิ่งแวดล้อมจะอำนวยให้ได้เพื่อเป็นพื้นฐานให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้าต่อไปนอกจากเรื่องแดนและผีแล้ว  เรื่องขวัญยังเป็นอีกกระแสแนวความคิดหนึ่งที่มีความเก่าแก่เช่นกัน  แต่การอธิบายในเรื่องขวัญนั้นยังได้ความสับสนอยู่พอสมควร  เพราะมีผู้อธิบายในลักษณะที่เป็นพลัง  ซึ่งเป็นพลังธรรมชาติที่ไม่มีตัวตน  แต่มีอำนาจบันดาลให้เกิดสุขและทุกข์แก่มนุษย์ได้  แต่โดยทั่ว ๆ  ความเชื่อในเรื่องขวัญนั้นมักจะมีการอธิบายที่ออกมาในรูปของบุคลาธิษฐานเหมือนกับวิญญาณที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกคน  ถ้าขวัญหนีไปหรือหายไปอาจทำให้เกิดเหตุร้ายแก่เจ้าของร่างได้  จึงเป็นที่มาของประเพณีและวัฒนธรรมของการเรียกขวัญผูกขวัญและทำขวัญ  ความหมายของขวัญตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน  ๒๕๐๕  มีว่า  ขวัญ  หมายถึงผมหรือขนที่ขึ้นเวียนเป็นก้อนหอย  มิ่ง,  มงคล,  สิริ,  ความดี  เช่นขวัญช้าง  ขวัญเรือน  สิ่งที่ไม่มีตัวตนนิยมกันว่า  มีอยู่ประจำชีวิตของคนตั้งแต่เกิดมา  จิตใจมั่นคงถ้าตกใจหรือเสียขวัญ  ขวัญก็จะออกจากร่างไปเสีย  ซึ่งเรียกว่า  ขวัญหาย  ขวัญหนี  ขวัญบิน  ในเรื่องแดน  ผี  และขวัญนี้  ถ้ามองในแง่มุมหนึ่ง  เรื่องนี้เป็นความเชื่อมากกว่าปรัชญา  แต่ถ้าหากมองอีกในแง่มุมหนึ่ง  โดยพิจารณาเฉพาะคำว่าแด่น,  ผี  และขวัญแล้วก็จะเห็นว่า  มีปัญหาไม่ต่างไปจากปัญหาที่ว่าวิญญาณคืออะไร  จิตคืออะไร  ผีคืออะไร  และมีจริงหรือไม่  ปัญหาเหล่านี้ปัจจุบันยังถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่  แต่ถ้ามาพิจารณาสิ่งที่แฝงอยู่ในความเชื่อเหล่านี้  จะเห็นความพยายามสูงมากของคนโบราณ  ที่จะค้นหาความรู้และความจริงที่เกี่ยวกับโลกและชีวิต  โดยได้ตั้งข้อสมมติฐานแล้วผูกเรื่องเป็นนิยายหรือนิทานอันเกี่ยวกับโลกและชีวิต  เป็นเรื่องเล่าสืบ ๆ  กันมาแบบปากต่อปาก  ซึ่งบางเรื่องอาจจะมีจริยธรรมและศีลธรรมสอดแทรกอยู่ด้วย  เพื่อจะได้เป็นอนุสติเตือนใจให้ประพฤติดีประพฤติชอบในสังคมนอกจากที่กล่าวแล้วยังมีแนวความคิดที่สำคัญอันมีค่าควรแก่การศึกษา  และควรยกย่องได้ว่า  เป็นปรัชญาไทยอีกรูปแบหนึ่งในยุคดั้งเดิม  อันแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของคนโบราณที่รู้จักวิธีสอนจริยธรรมและศีลธรรมแก่ลูกหลาน  แต่ออกมาในรูปลักษณะของคำคมและสุภาษิต  ที่คนโบราณนิยมคิดขึ้นมาเพื่อเป็นคติเตือนใจให้เป็นแนวทางของการดำเนินชีวิต  ละเป็นหลักจริยธรรมและศีลธรรมที่มุ่งสอนบุคคลให้ประพฤติตนอยู่ในทำนองครองธรรมในขณะเดียวกันก็ได้แสดงให้เห็นถึงถ้อยคำอันหลักแหลมลึกซึ้ง  ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น  ได้อนุรักษ์แนวความคิดนี้ไว้เป็นอย่างดี  โดยมีผู้สืบทอดกันมาแบบปากต่อปากและให้ชื่อเรียกว่า  ผญา  คำว่า  ผญา  มีความหมายในทำนองเดียวกันกับคำว่า  ปัญญา  หรือ  ปรัชญา  เพราะเสียง    หรือ  ปร  คือเสียง    ในภาษาอีสาน  ซึ่งเป็นดั้งเดิมของคนไทย  เช่น  คำว่า  เปรต  เป็น  เผด  เป็นต้น  ดังนั้น  คำว่า  ปัญญา  จึงกลายเสียงเป็น  ผญา  ผญาคือ  คำพูดที่หลักแหลมได้สาระ  ทำให้ผู้ฟังมองเห็นสติปัญญาของผู้พูด  และมองปรัชญาที่แฝงอยู่ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ขึ้นหน้าไม้บ่ทันเห็นกระฮอก  = หวังความสำเร็จก่อนที่จงลงมือทำ

ตกหมู่แฮ้ง  เป็นแฮ้ง  ตกหมู่กา   เป็นกา = คบกับคนใดจะเหมืนคนนั้น

อย่าฟังความเบา  อย่าเอาความหง่าย  =  อย่าฟังความข้างเดียว

วัวบ่กินหญ้าอย่าสิข่มเขาหัก  หมูบ่กินฮำอย่าสิดีดังเว้อ  บังคับให้ผู้อื่นทำตามต้องการ

คันได้กินปลาแล้วอย่าลืมปู  ปะปล่อยลางเทื่อปลาขาดข้องยังสิได้ป่นปู 

นอกจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือแล้วยังมีคำสุภาษิตทางภาคเหนือที่ให้แง่คิดทางปรัชญาชีวิตเช่นเดียวกันคือ

ข้าจะเลี้ยงหลาย  คนจะผ่านเพราะนอนอุ่น  =  เป็นลางบอกเหตุให้รู้ล่วงหน้า

อู้กับคนใบ้เหมืนผ่ไม่ต่ำตา  อู้กับคนผญา  เหมือนผ่าไม้โล๋งข้อ  =  พูดกับคนโง่เหมือนผ่าไม้ติดตา  พูดกับคนมีปัญญาเหมือนผ่าไม่มีข้อ

คำสุภาษิตทางภาคใต้ที่ให้แง่คิดทางปรัชญาชีวิตเช่นเดียวกันคือ

กวางเข้าไร่  ไปทำรั่วที่นา

ความหมาย  เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุดไม่มีประโยชน์

 ยิ่งหยุดยิ่งไกล  ยิ่งไปยิ่งแค่

ความหมาย  ไม่ว่าการศึกษาหรือการเดินทาง  ถ้าเราทำอย่างต่อเนื่องมันก็จะใกล้ความสำเร็จได้โดยเร็ว

 

กระแสความคิดที่มีศาสนาพราหมณ์เป็นพื้นฐาน   ศาสนาพราหมณ์ได้เข้ามาเผยแผ่ในดินแดนสุวรรณภูมิหรือประเทศไทยในปัจจุบันพร้อมกับการอพยพของคนอินเดีย  ซึ่งสันนิษฐานจากศิลปวัตถุที่ค้นพบทางภาคใต้  แล้คาดกันว่าน่าจะเข้ามาก่อนพระพุทธศาสนา  เพราะมีศิลปวัตถุรูปนารายณ์หรือพระวิษณุ  ซึ่งพบที่วัดศาลาทึง  อ.ไชยา  จงสุราษฏร์ธานี  (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร)  เป็นประติมากรรมที่แสดงถึงอิทธิพลอินเดียที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งพบได้ในคาบสมุทรของไทย  และยังมีประติมากรรมรูปพระวิษณุที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาตินครศรีธรรมราช  มีอายุราว ๆ  พุทธศตวรรษที่  ๑๐  ต่อมาลัทธิไศวะเข้ามาแพร่หลาย  มีการสร้างรูปเคารพของพระศิวะ  และศิวลึงค์  เพื่อบูชาได้พบที่สถานีรถไฟหนองหวาย  อ.ไชยา  จ.สุราษฎร์ธานี  มีอายุประมาณ  กลางพุธศตวรรษที่  ๑๑  ถึงกลางสตวรรษที่  ๑๒

นอกจากที่กล่าวแล้วยังมีแนวความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องพระเป็นเจ้าองค์อื่น ๆ  เช่น  พระพรหม  พระพิรุณ  พระพิฆเนศ  พระอินทร์และพระอัคนี

บันทึกนี้เขียนโดย  เมื่อ