การวิเคราะห์ต้นทุนในระยะสั้น (The Short –Run Cost Analysis)
          ต้นทุนการผลิตระยะสั้นประกอบด้วยต้นทุนคงที่และต้นทุนแปรผัน
          ต้นทุนคงที่ คือ ต้นทุนที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามผลผลิตไม่ว่าธุรกิจจะมีการผลิตเป็นจำนวนเท่าใด อันได้แก่ ดอกเบี้ยของเงินลงทุนที่ธุรกิจได้กู้ยืมมา ค่าเช่าโรงงาน ค่าเครื่องจักร ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ประจำ ภาษีเงินได้นิติบุคคลธรรมดา  ดังกล่าวแล้วว่า ในระยะยาวต้นทุนทุกประเภทของธุรกิจสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทั้งสิ้น ต้นทุนคงที่จึงถูกจำกัดอยู่เฉพาะการวิเคราะห์ธุรกิจเพียงในระยะสั้นเท่านั้น
          ต้นทุนแปรผัน คือ ต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไปตามผลผลิตที่เปลี่ยนแปลงไป ต้นทุนแปรผันจะมีจำนวนมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตที่ธุรกิจผลิตได้ ซึ่งได้แก่ รายจ่ายค่าวัตถุดิบ ค่าแรงคนงาน และต้นทุนของปัจจัยการผลิตชนิดอื่นใดที่แปรผันตามผลผลิต อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวแล้ว ต้นทุนทั้งหมดของธุรกิจจะเป็นต้นทุนที่แปรผันทั้งสิ้น
          ต้นทุนกึ่งแปรผัน (Semi-variable cost) ในบางสภาวการณ์ ต้นทุนคงที่และต้นทุนแปรผันอาจไม่มีความแตกต่างกันเลยก็เป็นได้ เช่น เงินเดือนของประธานกรรมการบริษัทจะเป็นจำนวนเงินที่คงที่เสมอ ไม่ว่าธุรกิจจะมีการผลิตเป็นจำนวนเท่าใดก็ตาม แต่ในภาวะที่ธุรกิจมีเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรง เงินเดือนประธานของบริษัทซึ่งเป็นต้นทุนคงที่อาจต้องลดลง ทำให้ต้นทุนค่าแรงเงินเดือนของธุรกิจลดลงตาม  นอกจากนี้ การที่ธุรกิจมีอุปสงค์ของสินค้าผิดปกติไป ย่อมหมายความว่า ต้นทุนคงที่อาจเปลี่ยนแปลงกลายเป็นต้นทุนแปรผันได้ในบางสภาวการณ์  ดังนั้น  จึงก่อให้เกิดเป็นแนวความคิดของต้นทุนกึ่งแปรผัน (Semi-variable cost) ในการวิเคราะห์ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น (IC) จำเป็นจะต้องพิจารณาถึงต้นทุนกึ่งแปรผันที่อาจเกิดขึ้นร่วมด้วย เพราะต้นทุนกึ่งแปรผันอาจคงที่ในช่วงที่ธุรกิจมีผลผลิตเพิ่มขึ้นไม่มากนัก  แต่ต้นทุนดังกล่าวจะเป็นต้นทุนแปรผันถ้าผลผลิตนั้นเพิ่มขึ้นมากเกินระดับที่ธุรกิจกำหนดไว้
          นอกจากนี้ ยังแยกย่อยได้เป็นต้นทุนรวม  ต้นทุนเฉลี่ย  และต้นทุนส่วนเพิ่ม  ดังนี้
          (1) ต้นทุนรวม (Total Cost : TC)  หมายถึงต้นทุนที่ประกอบด้วยต้นทุนคงที่และต้นทุนแปรผันหรือต้นทุนผันแปร  เขียนเป็นสมการได้ดังนี้
                                   TC  =  TFC + TVC
 
                 ต้นทุนรวม  =  ต้นทุนคงที่รวม + ต้นทุนแปรผันรวมโดยที่
                         TC        = ต้นทุนรวม (Total Cost)
                         TFC      = ต้นทุนคงที่รวม (Total Fixed Cost)
                         TVC      = ต้นทุนแปรผันรวม (Total Variable Cost)
          (2) ต้นทุนรวมเฉลี่ยต่อหน่วย (Average Total Cost: ATC หรือ AC)  ได้แก่  ต้นทุนรวมหารด้วยจำนวนสินค้าที่ผลิต (output)  แต่เนื่องจากต้นทุนรวมประกอบด้วยต้นทุนคงที่และต้นทุนแปรผัน  ดังนั้น  ต้นทุนรวมเฉลี่ยจึงเท่ากับผลบวกของต้นทุนคงที่เฉลี่ย และต้นทุนแปรผันเฉลี่ย  เราสามารถหามูลค่าของต้นทุนต่อหน่วยของสินค้าได้ดังนี้ เมื่อกำหนดให้     Q = ปริมาณผลผลิต
   
          ต้นทุนคงที่เฉลี่ย (Average Fixed Cost:: AFC) คำนวณจากต้นทุนคงที่รวมหารด้วยจำนวนผลผลิต  ต้นทุนคงที่เฉลี่ยจะมีค่าลดลงตามลำดับ  เมื่อจำนวนผลผลิตเพิ่มขึ้น เรื่อย ๆ
           ต้นทุนแปรผันเฉลี่ย (Average Variable Cost:: AVC) คำนวณจากต้นทุนแปรผันรวมหารด้วยจำนวนสินค้าที่ผลิต  ต้นทุนคงที่เฉลี่ยจะมีค่าลดลงตามลำดับ  เมื่อจำนวนผลผลิตเพิ่มขึ้น เรื่อย ๆ
          (3) ต้นทุนส่วนเพิ่มหรือต้นทุนหน่วยสุดท้าย (Marginal Cost: MC) คือ  ต้นทุนรวมที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง  อันเนื่องมาจากผลผลิตเพิ่มขึ้นหรือลดลง 1 หน่วย
          ต้นทุนเพิ่มนับเป็นหัวใจของการวิเคราะห์ต้นทุน  ในทางเศรษฐศาสตร์มักจะคำนึงถึงผลที่เกิดขึ้นระหว่างหน่วยต่อหน่วยของผลผลิตหรือปัจจัยการผลิตเป็นสำคัญ  ด้วยเหตุดังกล่าว  ความคิดในแง่อัตราส่วนเพิ่ม (marginal) จึงเป็นจุดสำคัญของการวิเคราะห์เรื่องต้นทุน รายรับ และกำไร
                    ลักษณะของต้นทุนการผลิตในระยะสั้น
                    ต้นทุนคงที่รวม (TFC) จะไม่เปลี่ยนแปลงไปตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้น และ
                    ต้นทุนแปรผันรวม (TVC) ณ ระดับผลผลิตต่างๆ กันจะมีค่าเท่ากับผลบวกของต้นทุนเพิ่มหรือต้นทุนหน่วยสุดท้าย (MC) ทีละหน่วยจนถึงระดับผลผลิตนั้นๆ  ต้นทุนหน่วยสุดท้ายคือ ต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อผลผลิตเปลี่ยนแปลงไป 1 หน่วย
           เนื่องจากต้นทุนคงที่ (TFC) ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามผลผลิต  ต้นทุนคงที่จึงไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนหน่วยสุดท้ายเลย
                    เส้นต้นทุนคงที่เฉลี่ย (AFC) จะลดลงเรื่อย ๆ เมื่อปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น
                    ความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุนเฉลี่ยและต้นทุนเพิ่ม
                     (1) ตราบใดที่ MC มีค่าน้อยกว่า AVC ค่า AVC  จะลดลงเมื่อการผลิตเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  เส้น MC ช่วงนี้จะอยู่ต่ำกว่าเส้น AVC
                     (2) ตราบใดที่ MC มีค่ามากกว่า AVC ค่า AVC จะเพิ่มขึ้นเมื่อมีการผลิตจำนวนมากขึ้น เส้น MC ช่วงนี้จะอยู่สูงกว่าเส้นAVC (ความสัมพันธ์นี้สามารถศึกษาได้จากตัวอย่างที่ 5.1)

นางสาวอมรรัตน์  เกตุขำ  เลขที่๑๐  การจัดการ

โดยwww.be.neu.ac.th