จากกรณีที่กระทรวงสาธารณสุขใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตรในยา 3 ชนิดเมื่อเร็วๆ นี้ ก่อให้เกิดปัญหาเชิงปรัชญาเกี่ยวกับระบบทรัพย์สินทางปัญญาในหลายด้านด้วยกัน

การที่ประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาต้องคุ้มครอง ทรัพย์สินทางปัญญาในระดับสูง เกินเลยศักยภาพทางเทคโนโลยีของประเทศ ก็เป็นเพราะไทยและประเทศเหล่านั้น ไปลงนามเข้าร่วมในองค์การการค้าโลก ทำให้ต้องรับพันธกรณีตามความตกลงทริปส์มาโดยจำใจ

ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา อาจมองได้ว่าเป็นความขัดแย้งของสิทธิมนุษยชนในสองด้าน ด้านแรก การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญานั้นก็เพื่อรับรองสิทธิของผู้สร้างสรรค์งาน ซึ่งได้รับการรับรองไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (มาตรา 27 วรรคสอง) ในอีกด้านหนึ่งการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเกินสมควร เกินความพอเหมาะพอดี ก็อาจมีผลเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้อื่นได้เช่นกัน เพราะทรัพย์สินทางปัญญานั้นมีต้นทุนทางสังคม สิทธิมนุษยชนของสมาชิกในสังคมอาจถูกล่วงละเมิดได้โดยง่าย ดังเช่นสิทธิของผู้ยากไร้ที่ไม่สามารถเข้าถึงยาเพื่อรักษาชีวิต เช่น ยาต้านไวรัสเอดส์ หรือยาโรคหัวใจ อันเป็นการล่วงละเมิดต่อสิทธิในชีวิต (Right to life) และสิทธิในสุขภาพ (Right to health)

แม้ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนจะรับรองสิทธิใน ทรัพย์สินทางปัญญา แต่สิทธิดังกล่าวก็เป็นสิทธิลำดับรอง หาได้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลดังเช่นสิทธิในชีวิต สิทธิในเนื้อตัวร่างกาย และสิทธิในสุขภาพไม่ และยังมีเรื่องกลไกควบคุมและป้องกันผลกระทบที่จะเกิดกับสาธารณชน (ดังเช่นมาตรการบังคับใช้สิทธิ) และเรื่องแนวทางกระจายผลประโยชน์ที่เกิดจากการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็น ธรรม

สมมุติว่านายดำกำลังจะป่วยตายด้วยโรคเอดส์หรือโรค ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งยังไม่มียารักษาให้หายขาด ดำทำใจได้ และพร้อมที่จะตาย ต่อมา บริษัทยาข้ามชาติแห่งหนึ่งได้พัฒนายาที่ยับยั้งโรคนี้ได้สำเร็จ บริษัทขอรับสิทธิบัตรและผลิตยาออกจำหน่ายในราคาแพง ผู้ติดเชื้อที่มีฐานะดีสามารถซื้อยามารักษาโรคและต่อชีวิตออกไปได้ แต่ดำเป็นคนยากจนที่ไม่อยู่ในฐานะที่จะซื้อยา และรัฐก็ไม่มีงบประมาณพอที่จะซื้อยามารักษานายดำ แน่นอนว่าในกรณีนี้ ทรัพย์สินทางปัญญาได้ก่อผลกระทบต่อนายดำอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในด้านจิตใจ นายดำจะต้องรู้สึกว่าโอกาสในการรักษาโรคของตนนั้นมีอยู่ แต่ไม่สามารถเป็นจริงได้ เพียงเพราะรัฐได้ไปลงนามทำสัญญากับต่างชาติว่าจะคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ของบริษัท

อาจมีข้อโต้แย้งกลับมาว่า นายดำมิได้สูญเสียสิ่งใดเลย เพราะหากบริษัทไม่พัฒนายาขึ้น ดำก็ต้องตายอยู่ดี การที่นายดำไม่สามารถเข้าถึงยาได้ (เพราะยามีราคาแพง) ก็ยังคงส่งผลเช่นเดิม (คือดำเสียชีวิตในที่สุด) ดังนั้น ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีทรัพย์สินทางปัญญา ก็ไม่มีผลใดๆ ต่อนายดำ อย่างไรก็ดี ไม่ควรจะลืมว่า ผลกระทบที่เกิดกับบุคคลนั้นมิได้จำกัดอยู่เฉพาะการสูญเสียในเชิงรูปธรรมเท่า นั้น ความตายของดำจากโรคภัยที่ดำทำใจได้ว่าไม่มียารักษาให้หายขาด ย่อมแตกต่างจากความตายของดำเนื่องจากไม่สามารถซื้อหายามารักษาได้เนื่องจาก ยามีราคาแพง และแน่นอน ความตายในกรณีหลังย่อมก่อความสูญเสียและความทุกข์ทรมานต่อดำมากยิ่งกว่าใน กรณีแรก ซึ่งความสูญเสียเช่นนี้เป็นผลมาจากการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญานั่นเอง

โดยสรุป สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เช่น สิทธิในชีวิต สิทธิในสุขภาพ ล้วนแต่เป็นสิทธิตามธรรมชาติที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด (inherent rights) เป็นสิทธิที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ ไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุด อยู่คู่กับมนุษย์ไปจนตาย แต่ทรัพย์สินทางปัญญากลับมีปรัชญาที่ต่างจากสิทธิมนุษยชน เพราะเป็นสิทธิที่มีวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจ ที่อาจแบ่งแยก อาจซื้อขายเปลี่ยนมือกันได้ และที่สำคัญ เป็นสิทธิที่มีกำหนดระยะเวลาจำกัด ขาดความแน่นอน อาจถูกเพิกถอนเสียเมื่อใดก็ได้ ดังนั้น สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานจึงไม่ควรถูกมองว่ามีศักดิ์ที่ต่ำกว่าสิทธิใน ทรัพย์สินทางปัญญา และนโยบายการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ ก็ไม่ควรได้รับความสำคัญยิ่งไปกว่าการปกป้องสิทธิมนุษยชนของบุคคล

การมองทรัพย์สินทางปัญญาจากแง่มุมด้านสิทธิมนุษย ชนเช่นนี้ จะทำให้ระบบทรัพย์สินทางปัญญามีดุลยภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และจะทำให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเป็นไปอย่างมีเป้าหมายชัดเจน มิใช่เพียงแต่คุ้มครองเพื่อสร้างความพอใจต่อนักลงทุนต่างชาติ หรือเพื่อรักษาตลาดส่งออกเท่านั้น








ที่มา http://www.matichon.co.th/matichon