โสเครตีส (Socrates) เป็นชาวอเธนส์ (Athens) เกิดเมื่อประมาณ 469 ปี ก่อนคริสต์ศักราช จากครอบครัวที่ยากจน เป็นปรัชญาเมธีที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลก เป็นปรัชญาเมธีที่มุ่งเน้นในการแสวงหาและคุณค่าแห่งปัญญาเมื่อสมัยเด็ก โสเครตีสได้รับการศึกษาน้อยมาก แต่เป็นผู้ที่แสวงหาความรู้ โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับศีลธรรมและดวงวิญญาณ ทำให้ท่านมีความรู้แตกฉานประกอบกับเป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่นแสวงหาปัญญาอย่างต่อเนื่อง ท่านจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษด้านศีลธรรมคนหนึ่งของโลก

ในกระบวนการแสวงหาความรู้ของโสเครตีส ที่ใช้ได้ผลมากที่สุดคือ กระบวนการวิภาษวิธี (Dialectic) หลักการที่สำคัญของกระบวนการนี้คือ การนำข้อเสนอที่มีเหตุผล (Thesis) และข้อคัดค้าน (Antithesis) มาหักล้างกัน กระบวนการนี้ทำให้ข้อเสนอที่ไม่มีเหตุผลตกไปคงเหลืออยู่เฉพาะข้อเสนอที่มีเหตุผล ข้อคัดค้านที่มีเหตุผลมากกว่าจะสามารถหักล้างข้อเสนอที่มีเหตุผลน้อยกว่า ในทำนองเดียวกันข้อคัดค้านที่มีเหตุผลด้อยกว่าจะไม่สามารถหักล้างข้อเสนอที่มีเหตุผลมากกว่า ถ้าหากข้อเสนอใดถูกหักล้างไปโดยข้อคัดค้านที่มีเหตุผลมากกว่า ก็จะนำเสนอข้อใหม่เพื่อคิดค้นกันต่อไป ผลลัพธ์ระหว่างข้อเสนอและข้อคัดค้านที่มีเหตุผลคือ เป้าหมายของการแสวงหาคือ ความจริงที่ถูกต้อง (Synthesis)  กระบวนการวิภาษวิธีจึงเป็นกระบวนการสำคัญของโสเครตีสในการแสดงหาและอธิบายองค์ความรู้ที่แท้จริงแห่งชีวิตการเมือง ด้วยวิธีการแสดงหาความรู้แบบวิภาษวิธีทำให้โสเครตีสถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการให้ดื่มยาพิษเสียชีวิต โสเครตีสยอมถูกลงโทษ แต่โดยตีเพื่ออุดมการณ์ของตน

ด้วยโสเครตีสเป็นคนเคร่งด้านศีลธรรมดังกล่าวมาแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของโสเครตีส คือการแสวงหาปัญญาเพื่อเสริมสร้างชีวิตที่ดีและมีความสุขให้แก่ประชาชน โสเครตีสเห็นว่ามนุษย์จะมีชีวิตที่ดีและมีความสุขจะต้องยึดมั่นในคุณธรรม ผู้ปกครองต้องมีคุณธรรมและเสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้และเข้าใจในคุณธรรม เพื่อให้ทุกคนตระหนักในคุณค่าของคุณธรรมและยึดถือเป็นคุณค่าแห่งวิถีชีวิต เพื่อชีวิตที่ดีของสังคม
คุณธรรมของนักการเมืองที่ดีตามแนวคิดของ โสเครตีส ได้แก่

(1) ปัญญา (Wisdoms) หมายถึงความรู้เกี่ยวกับความดี คือรู้ว่าอะไรดีไม่ดี ความดี สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผล และเหตุผลของความดีจะทำให้มนุษย์มีความสุข มนุษย์ส่วนมากทำความชั่วเพราะความโง่เขลา ไม่รู้ว่าความดีคืออะไร ถ้ามนุษย์รู้ว่าความดีคืออะไร จะไม่ทำความชั่ว เพราะความชั่วทำให้เป็นทุกข์ มนุษย์ที่เกิดมาในโลกนี้ต้องการความสุข ถ้ามนุษย์รู้ว่าความดีคืออะไร เขาก็จะทำแต่ความดี เพราะความดีทำให้เกิดความสุข ผู้ปกครองจะต้องเป็นผู้ประพฤติดีและเว้นความชั่วเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม ให้ประชาชนมั่นใจว่าการประพฤติดีละเว้นความชั่วทำให้ชีวิตมีความสุข การประพฤติชั่วถูกปฏิเสธจากสังคมและทำให้ชีวิตเป็นทุกข์

(2) ความกล้าหาญ (Courage) หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เราควรกลัวและไม่ควรกลัว มีความกล้าหาญที่จะทำความดีในทุกสถานการณ์ ทุกสถานที่ แม้การกระทำความดีนั้นจะเสี่ยงด้วยชีวิตก็ตามไม่ได้กล้าแบบบ้าปิ่น แต่มีเหตุผลที่จะรักษาความดีให้ดำรงอยู่ต่อไป เช่น ผู้ปกครองกล้าที่จะทำในสิ่งที่ดี กล้าปราบปรามในสิ่งชั่วร้ายทั้งหลาย ไม่ทำอะไรที่มีสองมาตรฐาน การที่ปล่อยความชั่วให้คงอยู่เพื่อเอาตัวรอด ทำให้ความดีสูญหายไปเป็นการกระทำที่ไม่ใช่วิสัยของผู้ปกครอง

(3) ควบคุมตนเอง (Temperance) หมายถึง การมีชีวิตตามทำนองคลองธรรมคุณงามแห่งความดี การไม่ปล่อยให้ชีวิตต้องตกเป็นทาสของอารมณ์และความปรารถนาต่างๆ ที่ไม่ใช่ความดี การได้ควบคุมตนเองทำให้ได้ใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหาได้อย่างเต็มที่ การใช้ปัญญาในการแสวงหาเหตุผลเพื่อรักษาตนให้ดำรงความดีอยู่ตลอดเวลา ผู้ปกครองเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน ต้องเป็นคนสาธารณะ ฉะนั้นการได้รู้จักควบคุมตนเองมีโอกาสทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด ผู้ปกครองต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีตลอดเวลา

(4) ความยุติธรรม (Justice) หมายถึง การแสดงออกในรูปของการกระทำที่เคารพสิทธิของคนอื่น และการไม่ยอมทำความชั่วต่อผู้อื่น คนที่ยุติธรรมไม่จำเป็นต้องตอบแทนการกระทำที่อยุติธรรมด้วยความอยุติธรรม ผู้ปกครองต้องแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้รักความยุติธรรม และทำให้สังคมมีความยุติธรรมและสามารถให้ความยุติธรรมกับสังคม กล้าที่จะดำรงความยุติธรรมไว้ให้ได้ ถ้าผู้ปกครองในสังคมใดไม่มีความยุติธรรมหรือไม่กล้าที่จะทำให้ความยุติธรรมเป็นที่เชื่อถือของสังคม หรือมีสองมาตรฐานสังคมนั้นย่อมไม่มีความสุข วุ่นวาย

(4) การปฏิบัติหน้าที่ทางศาสนา (Piety) หมายถึง การกระทำความดี และยกย่องสิ่งที่ควร ยกย่องศาสนาทุกศาสนาสอนให้กระทำความดี ผู้ปกครองต้องนับถือศาสนาและยึดมั่นในหลักศาสนาที่ตนนับถือโดยเคร่งครัด เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสังคม ทะนุบำรุงศาสนาโดยไม่มีอคติให้เจริญรุ่งเรือง

โสเครตีส เชื่อในหลักธรรมและความดี โสเครตีส นั้นเชื่อว่าผู้ปกครองนั้นต้องมาจากผู้ที่มีความรู้หรือเป็นปราชญ์ เพราะผู้ที่มีความรู้หรือปราชญ์ย่อมทำแต่ความดีและรักษาความดี เพราะความดีทำให้สังคมตลอดจนประชากรของสังคมมีความสุข

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้โสเครตีสไม่ชอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในยุคของเอเธนส์ ที่เปิดโอกาสให้พลเมืองที่มีความรู้น้อยเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองประเทศโดยตรง การปกครองที่ดีควรปกครองโดยราชาปราชญ์ หรือการปกครองในระบอบ อภิชนาธิปไตย

แนวคิดทางการเมืองของปราชญ์สกุลโสเครตีส

1.ปราชญ์สกุลโสเครติสไม่คัดค้านความไม่เท่าเทียมกันของคน อันเป็นหลักที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งของประชาธิปไตย แม้ว่าพลาโต มีข้อเสนอบางอย่าง เช่น ให้การศึกษาเท่าเทียมกันระหว่างพลเมืองชายและหญิง แต่ว่าพลาโตแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจนในหนังสือเรื่อง กฎ (Laws) ว่า หากนายทาสฆ่าเสียซึ่งทาสของตนนั้น เขาเพียงแค่ต้องผ่านกระบวนการ ฟอกตนให้บริสุทธิ์ (ตามแบบพิธีการที่มาจากเมืองเดลฟี) แต่ถ้าหากฆ่าทาสของผู้อื่นด้วยโทสะ (เสรีชน) ผู้นั้นเพียงแค่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่เจ้าของทาสเป็น 2 เท่าของมูลค่าที่เจ้าของทาสนั้นต้องสูญเสียไป (จากที่ต้องเสียทาส) ในขณะที่หากฆ่าเสรีชน จะต้องรับโทษอย่างอื่น เช่น การเนรเทศจากเมืองในระยะเวลาหนึ่งด้วย ยกเว้นกรณีมิได้ตั้งใจ (Plato; Laws, book IX) ในขณะที่ อริสโตเติลมีแนวคิดว่าเหล่าทาสนั้นต้องถูก ควบคุม จะได้ไม่เป็นอันตรายทั้งต่อตนเองและผู้อื่น เปรียบเสมือน ใจ นั้นคอยคุม กาย ดังที่ได้กล่าวว่า คนเหล่านั้น (ทาส) เป็นผู้ที่ต่ำต้อยกว่าผู้อื่นเฉกเช่นกายกับใจ (ที่กายต่ำต้อยกว่าใจ) ........หากผมพูดถูกต้อง พวกเขานั้นเป็นทาสตามธรรมชาติ และจะเป็นประโยชน์กับพวกเขาถ้าหากถูกปกครอง (Aristotle; Politics.Book 1 chapter 5)

2.ปราชญ์สกุลโสเครตีส เชื่อถือในการปกครองของบุคคลเดียวหรือกลุ่มบุคคล ผู้มีจริยธรรมและความสามารถ มากกว่าการปกครองโดยประชาชนหมู่มาก ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่เห็นด้วยกับการปกครองแบบ ทรราชย์ แต่ว่าปราชญ์กรีกสกุลโสเครตีสต่างล้วนเป็นผู้คัดค้านประชาธิปไตย เนื่องจากพวกเขาเห็นว่า มิอาจมีปัญญาในคนหมู่มาก ใน หนังสือเรื่อง อุตตมรัฐ (The Republic) พลาโตบรรยายถึงสังคมอุดมคติของเขาว่า การปกครองที่ดีที่สุดนั้น ผู้ปกครองคือ ปราชญ์ (ต้อง) เป็นราชา...หรือผู้ที่ถูกเรียกว่าเป็นราชาในเวลานี้....(ต้อง) กลายเป็นปราชญ์อย่างชัดเจนและมากเพียงพอ [philosophers [must] become kingsor those now called kings [must]genuinely and adequately philosophize (Plato;The Republic, 473c).] ปรัชญราชา (Philosopher king) เหล่านี้ต้องผ่านอบรมพิเศษที่เหนือกว่าคนอื่นทั้งทางกายและใจ เพื่อให้กลายเป็น อภิชน ที่ร่างกายและจิตใจดีกว่าผู้อื่น อริสโตเติลเองสรุปในหนังสือเรื่อง นโยบายการปกครอง (Aristotle; Politics: Book 4) ว่ารูปแบบการปกครองที่ถูกต้องชอบธรรม ได้แก่

-Monarchy (ปรัชญราชาเพียงคนเดียวเป็นผู้ปกครอง)

-Aristocracy (กลุ่ม อภิชน ซึ่งมี สติปัญญา และ คุณธรรม จำนวนน้อยเป็นผู้ปกครอง)

-Polity (กลุ่ม อภิชน ซึ่งจำนวนมากกว่าในระบบ Aristocracy บ้าง เป็นผู้ทำการปกครอง แต่ไม่ใช่ประชาชนทั้งหมดเป็นผู้ปกครอง)

อริสโตเติลเห็นว่าการปกครองแบบ Polity เป็นแบบที่สมบูรณ์ที่สุด ด้วยเหตุผลว่าเป็นระบบที่สามารถประนีประนอมมิให้ความขัดแย้งในสังคมระหว่างคนรวยและคนจนถึงขั้นระเบิดออกมา และนักวิชาการไทยบางคนหวังจะนำมาใช้ในสังคมไทยทั้งโดยเปิดเผยและแอบแฝง ทั้งที่จริงแล้ว ทรัพย์สินของคนรวยในสังคมกรีกโบราณก็มิได้มาอย่างสุจริต แต่เกิดขึ้นจากการใช้แรงงานทาสเพื่อทำการผลิตทั้งผลผลิตเกษตรกรรม หัตถการ และสินค้าเพื่อการพาณิชย์

ในขณะที่การปกครองที่อริสโตเติลถือว่า ไม่ดี ได้แก่

-Democracy (ประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นคนจนเป็นผู้ปกครอง)

-Oligarchy (คนส่วนน้อยซึ่งอริสโตเติลหมายถึงคนรวย เป็นผู้ปกครอง)

-Tyranny (ผู้เผด็จอำนาจเพียงคนเดียวเป็นผู้ปกครอง)

เนื่องจากอริสโตเติลคิดว่าจะเกิดความวุ่นวายของกลุ่มผู้เสียอำนาจ โดยเฉพาะการปกครองในระบอบประชาธิปไตย (Democracy) อริสโตเติลเชื่อว่าการปกครองแบบดังกล่าวทำให้คนรวยรู้สึกว่าตนเองมีอำนาจน้อยกว่าที่ควรจะเป็นและก่อความวุ่นวายได้

3.ผลลัพธ์ของปรัชญาสำนักโสเครตีส คือ เป็นเครื่องมือช่วยสร้างความชอบธรรมของรัฐบาล ทรราชย์ และการกดขี่ประชาชน แม้ว่า แนวคิดของปราชญ์กรีกสายโสเครตีสมักอ้างว่าตนเองสนับสนุนให้ผู้ปกครองมี คุณธรรม และ จริยธรรม แต่ว่า ตั้งแต่ในยุคกรีกโบราณ การเถลิงอำนาจของกลุ่มผู้ได้รับอิทธิพลจากสำนักคิดสายโสเครตีส ทำให้เกิดรัฐบาลแบบ ทรราชย์ หลายครั้งขึ้นมา ตัวอย่างที่สำคัญเช่น หลังสงครามเพโลพอนเนเซียนเมื่อ 404 ปีก่อนคริสตกาลระหว่างเอเธนส์และสปาร์ตา เอเธนส์เป็นฝ่ายพ่ายแพ้และถูกยึดครอง สปาร์ตาจึงตั้ง รัฐบาลหุ่นเชิด ซึ่งมีคณะผู้ทำงานทั้งหมด 30 คนขึ้นในเอเธนส์ จึงเรียกกันว่า 30 ทรราชย์ ครีเตียส (Critias) สาวกคนสำคัญของโสเครตีส และลุงของพลาโตเข้าร่วมในคณะ 30 ทรราชย์ เข่นฆ่าชาวเอเธนส์ไปนับร้อยโดยบังคับให้ดื่มยาพิษเฮมล็อคและจำกัดสิทธิในการมีประชาธิปไตยทางตรงของชาวเอเธนส์มากมาย ตัวครีเตียสเองถูกฆ่าโดยกองทัพของธราสิบุลุส (Thrasybulus) และพันธมิตร เมื่อ 403 ปีก่อนคริสตกาล

ต่อมา กลุ่ม 30 ทรราชย์ ถูกพลังของชาวเอเธนส์ทั้งที่ยังอยู่ในเมืองและลี้ภัยอยู่กดดันจนทำให้สปาร์ตาต้องตัดสินใจเลิกสนับสนุน ด้วยเหตุนี้โสเครตีสซึ่งเป็นอาจารย์ของครีเตียสจึงถูกประหารในฐานะ ยุยงส่งเสริมให้เกิดกบฏต่อรัฐ ในขณะที่อริสโตเติลก็ได้เป็นพระอาจารย์และที่ปรึกษาของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งแคว้นมาเซโดเนียเพื่อสร้าง ปรัชญราชา (Philosopher king) ขึ้น การณ์กลับเป็นว่าอเล็กซานเดอร์ก่อสงครามรุกรานตั้งแต่อียิปต์ไปจนถึงลุ่มแม่น้ำสินธุ ทำลายและปล้นสะดมอาณาจักรเปอร์เซียและอาณาจักรอื่นๆ ตามรายทาง เผานครเปอร์เซปโปลิส อันเป็นที่มั่นสุดท้ายในโลกโบราณของอารยธรรมเมโสโปเตเมียจนราบคาบ

คูรเตียส (Curtius) นักประวัติศาสตร์ชาวโรมัน กล่าวไว้ว่า (ในการศึกที่อินเดียนั้น)... นอกจากอเล็กซานเดอร์จะฆ่าล้างคนทั้งเมืองมาสสะคะ (Massaga) แล้ว ยังทำลายสิ่งก่อสร้างในเมืองจนเหลือแต่ซาก หลังจากสมัยของพระองค์ ชาวกรีกที่กระจัดกระจายกันกว้างขวางกว่าในอดีตเพราะการติดตามกองทัพของอเล็กซานเดอร์กลายเป็น ผู้เผด็จอำนาจ หรือ กษัตริย์ ต่อบรรดาอาณาจักรต่างๆ ที่เคยถูกอเล็กซานเดอร์ยึดครอง ชาวกรีกต่างมีฐานะดีขึ้นมาก ซึ่งนอกจากเป็นผลของการค้าที่ขยายตัว และการปล้นสะดมจากอาณาจักรที่พ่ายแพ้อย่างบ้าคลั่งแล้ว ยังตั้งอยู่บนความทุกข์ยากของทาสและประชาชนในประเทศที่ถูกกดเป็นทาสอีกด้วย เช่น ในอเล็กซานเดรีย (ทางตอนเหนือของอียิปต์ปัจจุบัน) ชาวกรีกสกุลปโตเลมีกลายเป็นผู้ปกครองอาณาจักรอียิปต์ และบังคับให้มีการเสียภาษีต่างๆ ในราชอาณาจักรถึง 218 รายการ (ซึ่งผมคิดว่านี่คือ ทรราชย์ ที่แท้จริงที่เป็นผลมาจากการกระทำของ ปรัชญราชา)

ความกระจัดกระจายกันของชาวกรีกและความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นภายในอาณาจักร เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ชาวกรีกไม่สามารถต่อสู้กับอาณาจักรโรมันที่ขยายตัวเข้ามาทดแทนได้ ถึงแม้ว่าอารยธรรมกรีกจะสิ้นสุดลงในเวลาต่อมา แต่ทว่า อิทธิพลของสำนักโสเครตีสนั้นยังคงส่งผลสะเทือนในฐานะกระแสหลักทางความคิดหนึ่งของโลกจนกระทั่งปัจจุบันเนื่องจากเป็นประโยชน์อย่างมากต่อชนชั้นปกครองต่างๆ ที่มีฐานะเหนือกว่าประชาชนทั่วไป เพราะทำให้ประชาชนทั่วไปต้องสยบยอมต่อผู้ปกครองซึ่งอ้างตนว่าเป็นผู้ เป็นปราชญ์และทรงคุณธรรม ตัวอย่างคือ การนำทฤษฎีของอริสโตเติลเข้ามาเป็นส่วนประกอบในจักรวาลของศาสนจักรโรมันคาทอลิกในอดีต อาทิ การที่ Thomas Aquinas ใช้หลักตรรกของอริสโตเติล ใน Summa theologiae เพื่อพิสูจน์ว่าพระเจ้ามีจริง และได้นำเอาแนวคิดเรื่อง ผู้ปกครองที่มีคุณธรรม มาใช้ควบคุมยุโรปหลังอาณาจักรโรมันล่มสลาย ผลลัพธ์คือยุโรปยุคมืดที่ประชาชนยุโรปต้องไปตายในนามของสงครามศาสนา เพียงเพื่อให้ศาสนจักร เจ้าผู้ครองแคว้น และพ่อค้าไม่กี่ตระกูลร่ำรวยและมีอำนาจมากขึ้น และผู้ที่มีความคิดเห็นผิดแผกไปจากศาสนจักรโรมันคาทอลิกทุกคนต้องถูกเผาทั้งเป็นนั่นเอง

 

ขอขอบคุณเวปไซด์ดีดีที่เอื้อเฟื้อข้อมูล

http://www.matichon.co.th

http://news.sanook.com/scoop/scoop_88463.php