ไขปม ทำไม “แมเนเจอร์มีเดีย” ล้มละลาย

มติชนออนไลน์ - การมีหนี้สินล้นพ้นตัวของ บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จึงไม่เกี่ยวกับการต่อสู้หรือต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตรงกันข้ามนายสนธิกลับนำบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย ไปสนิทสนมใกล้ชิดกับพ.ต.ท.ทักษิณ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันถึงขั้นออกมาเขียนปกป้องพ.ต.ท.ทักษิณหลายครั้งหลายหน
หลังจากศาลล้มละลายกลาพิจารณาเห็นสมควร ให้บริษัท แมเนเจอร์มีเดีย กรุ๊ปจำกัด(มหาชน)เจ้าของหนังสือพิมพ์ผุ้จัดการรายวัน ผู้จัดการรายสัปดาห์ และนิตยสารผู้จัดการรายเดือน ล้มละลาย จึงมีคำสั่งเมื่อบ่ายวันที่ 18 พฤศจิกายน 2551 ให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด บริษัทดังกล่าวดังกล่าว   ผลที่ตามมาทันที นายสนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการตัวจริง ไม่สามารถออกหนังสือพิมพ์ในชื่อผู้จัดการ รายวันได้ต่อไป เพราะ หัวหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เป็นทรัพย์สินของบริษัท แมเนเจอร์มีเดีย กรุ๊ปที่ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดไปแล้ว   ดังนั้นในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2551 นายสนธิ จึงสั่งให้กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันออกหนังสือพิมพ์ในชื่อ ผู้จัดการ 2551” เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกกล่าวหาว่า นำทรัพย์สิน(ชื่อหนังสือพิมพ์)ของผู้อื่นมาใช้   อย่างไรก็ตาม การใช้ชื่อหนังสือพิมพ์ว่า ผู้จัดการ 2551” อาจเป็นการลอกเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นได้   ประกอบกับกระบวนการจดแจ้งก่อตั้งหนังสือพิมพ์รายวันฉบับใหม่ ตาม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ 2550 ยังไม่เสร็จสิ้น ในวันที่ 20 พฤศจิกายน  ทีมงานผู้จัดการจึงออกหนังสือพิมพ์ในชื่อ"สารจาก ASTV โดยทีมงานผู้จัดการ "   ขณะที่พนักงานของบริษัทว่า 500 ชีวิตนั้น ได้รับการชี้แจงจากฝ่ายบริหาร บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ปจะต้องเลิกจ้าง(เนื่องจากถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเพื่อเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย) แต่จะให้ไปสมัครงานใหม่กับบริษัท เอเอสทีวี จำกัดของนายสนิธฺโดยพนักงานจะทำงานในตำแหน่งเดิมและเงินเดิมเท่าเดิมทุกอย่าง   อย่างไรก็ตามสำหรับคนทั่วไปที่มิได้อยู่ในวงการธุรกิจแล้ว อาจสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้น ทำไม บริษัทบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จึงล้มละลาย     แต่สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารทางด้านธุรกิจและผู้คนในแวดวงสื่อสารมวลชนรู้ดีกว่า บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ประสบปัญหาทางด้านธุรกิจมาตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 และมีหนี้สินหลายพันล้านบาทหรือที่เรียกกันว่า หนี้สินล้นพ้นตัว จนต้องการสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการตั้งแต่ปี 2541  

การมีหนี้สินล้นพ้นตัวของ บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จึงไม่เกี่ยวกับการต่อสู้หรือต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร   ตรงกันข้าม ในยุคพ.ต.ท.ทักษิณเรืองอำนาจตั้งแต่ต้นปี 2544 นายสนธิ ลิ้มทองกุล กลับนำบริษัทในเครือ บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ปไปสนิทสนมใกล้ชิดกับพ.ต.ท.ทักษิณ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันถึงขั้นออกมาเขียนปกป้องพ.ต.ท.ทักษิณหลายครั้งหลายหน โดยเฉพาะในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องเผชิญกับคดีซุกหุ้นภาคแรกจนศาลรัฐธรรมนูญให้ พ.ต.ท.ทักษิณรอดคดีหวุดหวิดด้วยเสียง 8 ต่อ 7   ในช่วงดังกล่าวบริษัทในเครือแมเนเจอร์ฯเฟืองฟูอย่างมาก มีเม็ดเงินโฆษณาจากหน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจเข้ามาเป็นจำนวนมาก   เมื่อมีหนี้สินล้นพ้นตัว การที่จะทำให้บริษัทอยู่รอดต่อไปได้ก็คือการนำบริษัทเข้าสู้กระบวนการฟื้นฟูกิจการซึ่งมีเป้าหมายหลัก 2 ประการ คือ  

 1.ฟื้นฟูกิจการของบริษัทให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติที่เรียกกันว่า การออกจากแผนฟื้นฟูกิจการหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ  

 2.สามารถหาเงินมาชำระคืนให้แก่เจ้าหนี้ที่ยื่นขอชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการดังกล่าว    

 อย่างไรก็ตามในกรณีของบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป เมื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการแล้ว แม้จะมีการแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการหลายครั้ง แต่ไม่สามารถทำสำเร็จได้ตามแผนทั้งๆที่เวลาผ่านมาเกือบ 10 ปี ยังคงอยู่ในขั้นตอนที่ 1 ของกระบวนการฟื้นฟูกิจการเท่านั้น เมื่อศาลพิจารณาจากรายงานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และพยานหลักฐานต่างๆ จึงเห็นควรให้บริษัทล้มละลาย จึงมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดดังกล่าว  

การมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก็เพื่อมิให้ทรัพย์สินของบริษัทบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ปที่เหลืออยู่เสื่อมค่าลงไปอีก ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีโดยกฎหมายล้มละลายและนำทรัพย์สินที่เหลืออยู่ดังกล่าวออกขายทอดตลาดเพื่อนำมาเฉลี่ยคืนให้แก่เจ้าหนี้ที่ยื่นขอชำระหนี้ไว้แล้วตั้งแต่การยื่นขอฟื้นฟูกิจการและเจ้าหนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างการฟื้นฟูกิจการซึ่งเจ้าหนี้เหล่านั้นต้องมายื่นขอชำระหนี้ใหม่ในคดีล้มละลายภายในเวลา 2 เดือนนับแต่วันประกาศโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดสำหรับเจ้าหนี้ภายในประเทศไทย  และ 4 เดือนสำหรับลูกหนี้นอกประเทศไทย  

 ในปัจจุบัน ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป มีหนี้สินอยู่เท่าไหร่ แต่จากข้อมูลการยื่นขอชำระหนี้ไว้ตั้งแต่การยื่นขอฟื้นฟูกิจการแล้ว ปรากฏว่า มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ 359 ราย เป็นจำนวนหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ 4,726,097,449.67 บาท แต่เมื่อนำทรัพย์สินที่เหลืออยู่ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ คอมพิวเตอร์ ฯลฯมาขายทอดตลาดแล้ว จะเหลือทรัพย์สินเฉลี่ยคืนให้แก่เจ้าหนี้ตามสัดส่วนคนละกี่บาท  

 สำหรับพนักงานบริษัทนั้นมีโอกาสที่จะได้รับการชำระหนี้ในอันดับต้นๆพร้อมกับค่าภาษีที่ต้องชำระภายใน 6 เดือน หลังจากชำระค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ค่าธรรมเนียมของเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์และค่าทนาย ทั้งนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 257 บัญญัติว่า “บุริมสิทธิในเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเพื่อการงานที่ได้ทำให้แก่ลูกหนี้ซึ่งเป็นนายจ้างนั้น ให้ใช้สำหรับค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ค่าชดเชย ค่าชดเชยพิเศษ และเงินอื่นใดที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเพื่อการงานที่ได้ทำให้ นับถอยหลังขึ้นไปสี่เดือน แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกินหนึ่งแสนบาทต่อลูกจ้างคนหนึ่ง”    

 เพื่อให้เห็นภาพว่า บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป มาถึงจุดจบ จึงขอนำขั้นตอนกระบวนการฟื้นฟูกิจการมานำเสนอดังนี้  

 ผู้ร้องขอต่อศาลให้เข้ากระบวนการฟื้นฟูกิจการประกอบด้วย ธนาคาร ทหารไทย จำกัด(มหาชน) ที่ 1 ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ 2 บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) ลูกหนี้ ที่ 3  

 ผู้บริหารแผน น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์  

 ทุนทรัพย์ 2,737,587,388.35 บาท  

 วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอ  9 ตุลาคม 2541  

 ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ  6 พฤศจิกายน 2541  

 มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ 359 ราย เป็นจำนวนหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ 4,726,097,449.67 บาท  

 ที่ประชุมมีมติพิเศษยอมรับแผน และมีมติตั้งคณะกรรมการเจ้าหนี้รวม 7 รายคือ  

 1. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) รายที่ 125  

 2. นายสุวิทย์ จินดาสงวน รายที่ 200  

 3. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) รายที่ 216  

 4. บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ (ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ) รายที่ 262    

 5. บริษัทโรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด รายที่ 61  

 6. ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) รายที่ 44  

 7. บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอสจีสินเอเชีย จำกัด รายที่ 208  

 วันที่ 3 สิงหาคม 2542  ศาลแพ่งมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 90/58 วรรค 1 โดยมี นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นผู้บริหารแผน  อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารแผนซึ่งก็คือมือขวาของนายสนธิไม่สามารถบริหารแผนให้เป็นไปตามเป้าหมายได้ จึงยื่นคำร้องต่อศาลขอขยายระยะเวลาซึ่งศาลนัดพิจารณาไปเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2551 แต่มีการเลื่อนพิจารณามาวันที่ 18 พฤศจิกายน  จนศาลมีคำสั่งให้ บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ปล้มละลายในที่สุด