ความหมายของผู้ประกอบการ

    ผู้ประกอบการ  (Entrepreneur)  หมายถึง ผู้ที่คิดริเร่มดำเนินธุรกิจขึ้นมาเป็นของตนเอง มีการวางแผนการดำเนินงาน และดำเนินธุรกิจทุกด้านด้วยตนเอง โดยยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพื่อมุ่งหวังผลกำไรที่เกิดจากผลการดำเนินงานของธุรกิจตนเอง

   

            ผู้ประกอบการ  เป็นบุคคลที่มองเห็นโอกาสทางธุรกิจ และสามารถหาช่องทางที่จะสร้างธุรกิจของตนเอง และพร้อมที่จะรับความเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ตั้งแต่ตัดสินใจที่จะเริ่มดำเนินธุรกิจ ในการประกอบธุรกิจขนาดย่อม ต้องการผู้ประกอบการที่มีความสามารถหลาย ๆ ด้านซึ่งอาจพิจารณาลักษณะผู้ปะกอบการจากพฤติกรรมต่าง ๆ ดังนี้

 

1.       มีความคิดสร้างสรรค์ (Creative)  ในการเริ่มต้นธุรกิจ  กล่าวคือ  เป็นคนที่มองเห็น

โอกาสและช่องทางในการสร้างธุรกิจขึ้นมาภายใต้สภาพแวดล้อมต่าง ๆ

2.       เรียนรู้หรือสร้างนวัตกรรม (Innovation) ของการดำเนินธุรกิจ อันจะก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์  หรือบริการรูปแบบใหม่ ๆ รวมถึงกระบวนการผลิต  การตลาด  และการจัดการทรัพยากร  เป็นต้น

3.       ยอมรับความเสี่ยง (Risk) อันอาจจะเกิดขึ้นจากการขาดทุนหรือล้มเหลวในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีความเป็นนักเสี่ยงอย่างมีหลักการ  คือตัดสินใจอย่างฉับไว และรอบคอบด้วยข้อมูลที่เชื่อถือได้

4.       มีความสามารถในการจัดการทั่วไป (General management)  ทั้งด้านการกำหนดแนวทางของธุรกิจและการจัดสรรทรัพยากร

5.       มีความมุ่งมั่นในการดำเนินงาน (Performance  intention)  เพื่อสร้างความเจริญเติบโต และกำไรจากการดำเนินธุรกิจ

2.2  คุณสมบัติของผู้ประกอบการ

                การประกอบธุรกิจขนาดย่อมให้ประสบผลสำเร็จ  จะต้องอาศัยเจ้าของหรือผู้ประกอบการ

ที่มีคุณสมบัติที่ดีเหมาะกับการเป็นผู้ประกอบการธุรกิจ  ภายใต้ความไม่แน่นอนที่มีอยู่ตลอดเวลา

                วิฑูรย์  สิมะโชคดี (วิฑูรย์  สิมะโชคดี  2542 : 33)  ได้อธิบายถึงคุณสมบัติของเถ้าแก่ใหม่

ที่ประสบความสำเร็จได้มี  7  ประการ  ดังนี้

1.       ต้องเป็นนักแสวงหาโอกาส  คือจะต้องเป็นผู้มองเห็นโอกาสและหาช่องทางทางการค้า ได้ตลอดเวลา  แม้จะตกอยู่ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ

2.       ต้องเป็นนักเสี่ยง  ต้องกล้าได้กล้าเสีย  พร้อมที่จะดำเนินการทันทีเมื่อมองเห็นโอกาส อย่ามัวรีรอ  มิฉะนั้น จะสายเกินไป ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ  

3.       ต้องเป็นคนมีความคิดริเริ่ม  หรือสร้างสรรค์  ในการผลิตสินค้าหรือบริการใหม่ ออกสู่ตลาดที่มีสภาพ การแข่งขันสูง  

4.       ต้องเป็นคนที่ไม่ท้อถอยง่าย  มีความอดทน  โดยเฉพาะระยะเริ่มก่อตั้งธุรกิจ  จะต้องประสบกับปัญหามากมาย  เถ้าแก่หรือผู้ประกอบการที่ยืนหยัดอยู่ได้  จะต้องเป็นคนที่มีความอดทนสูง

5.       ต้องเป็นคนที่ใฝ่รู้อยู่เสมอ  เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์  และตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาทำให้สามารถปรับตัวได้เสมอ

6.       ต้องเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล  ทำให้ธุรกิจมีทิศทางชัดเจน  ไม่เดินทางออกนอกลู่นอกทาง  สามารถมุ่งไปสู่อนาคต  ด้วยเป้าหมายที่วางไว้อย่างแน่นอน

7.       ต้องมีเครือข่ายดี  เพื่อที่จะทำให้ได้ประโยชน์ทั้งด้านข้อมูล  และการได้รับความ ช่วยเหลือด้านต่าง ๆ จากเพื่อน ๆ หรือเครือข่ายได้เป็นอย่างดี  

ทิมโมธี เอส. แฮทเท็น (Timothy S. Hatten)  (Hatten  1997 : 31, 40)  ได้กล่าวถึง ผู้จัดการธุรกิจขนาดย่อมที่ประสบความสำเร็จ  จะต้องเป็นผู้มีลักษณะดังนี้

1.  มีความอุตสาหะ  (Perseverance)

2.  มีความอดทน  (Patience)

3.  มีความสามารถในการคิดและแก้ปัญหา (Critical Thinking Skills)  นอกจากนี้ Hatten  ยังได้กล่าวถึงคุณสมบัติเฉพาะของผู้

ประกอบการที่ประสบความสำเร็จว่า  จะต้องมีคุณสมบัติเฉพาะ ดังนี้

1.       ความมุ่งมั่น  ปรารถนาและพยายามที่จะดำเนินธุรกิจให้สำเร็จให้ได้(Passion)มิฉะนั้นจะทำให้สูญเสียทั้งเงินทุน และเวลา

2.       มีความสามารถในการตัดสินใจในภาวะวิกฤตด้วยการตรวจสอบทุกอย่างอย่างรอบคอบ (Determination)  ไม่ปล่อยให้ตนเองตกอยู่ในโชคชะตาหรือพรหมลิขิตต้องเชื่อมั่นว่าตนเองจะฝ่าฟันอุปสรรคและประสบความสำเร็จได้  หากอุทิศเวลาและทำงานให้หนักเพียงพอ

3.       ต้องมีความรู้จริง  รู้สึก  (Knowledge)  ในธุรกิจที่ลงทุน  เพื่อจะสามารถสนองความต้องการของผู้บริโภคได้                ดังนั้น พอจะสรุปได้ว่า  ลักษณะหรือคุณสมบัติที่ดีของผู้ประกอบการควรจะมีลักษณะดังนี้ 

1.  เป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล  มองเห็นอนาคตหรือโอกาสในการเลือกดำเนินธุรกิจและเห็นหนทางที่จะสร้าง ความเจริญเติบโตให้ธุรกิจนั้น ๆ ได้

2.       เป็นผู้มีความต้องการความสำเร็จสูง  นั่นคือต้องมีความอุตสาหะ  อดทน  มุ่งมั่นไปสู่จุดหมายของธุรกิจ ด้วยความอดทน  และจิตใจที่เข้มแข็ง  ไม่มีคำว่าแพ้และท้อแท้  แม้ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ หรือในสภาพการแข่งขัน ที่รุนแรง จะพยายามใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสเสมอ

3.       เป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตสินค้าและบริการ  ในรูปแบบใหม่ ๆ และมีคุณภาพ  เพื่อนำออกสู่ตลาดได้เสมอ

4.       เป็นผู้มีความรู้และใฝ่รู้  ติดตามความเคลื่อนไหว  หรือเปลี่ยนแปลงสภาพตลอดเวลาเพื่อเตรียมพร้อม และปรับตัวได้ตลอดเวลา

5.       เป็นผู้มีและสร้างเครือข่ายทางธุรกิจตลอดเวลา  นั่นหมายถึงการมีทักษะในด้านมนุษยสัมพันธ์  ซึ่งจะช่วยเกื้อกูลธุรกิจให้อยู่รอดได้อย่างต่อเนื่อง

 

2.3  ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กประสบความสำเร็จ

                เมื่อเปรียบเทียบโอกาสหรือความได้เปรียบทางการแข่งขันระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจขนาดเล็กแล้ว  จะพบว่าธุรกิจขนาดใหญ่จะได้เปรียบและมีโอกาสมากกว่าเสมอ   อย่างไรก็ตามธุรกิจขนาดเล็ก  ก็สามารถเผชิญหน้ากับปัญหาดังกล่าว และดำรงอยู่รอด  พร้อมทั้งสร้างความเจริญเติบโตได้  ด้วยการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน 

การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive Advantage)

                ธุรกิจขนาดเล็กสามารถต่อสู้กับธุรกิจขนาดใหญ่ได้ด้วยการสร้างศักยภาพให้ตนเองมีความได้เปรียบทางการแข่งขันได้  โดยอาศัยองค์ประกอบต่อไปนี้

1.       มีความยืดหยุ่น  (Flexiblity)  จากข้อจำกัดของธุรกิจขนาดใหญ่ที่แม้ว่า  จะได้เปรียบธุรกิจเล็ก  ในด้านการผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมาก  ด้วยต้นทุนการผลิตต่อหน่วยที่ต่ำกว่า แต่ก็ไม่อาจปรับเปลี่ยน การผลิตได้อย่างรวดเร็วเมื่อความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง  เพราะการปรับเปลี่ยนแต่ละครั้งต้องจ่ายค่าใช้จ่ายสูง  ไม่คุ้มทุน  ในขณะที่ธุรกิจขนาดย่อมสามารถปรับตัวได้รวดเร็วกว่า ในการที่จะสนองความต้องการเฉพาะ ของลูกค้าด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่า  ฉะนั้นผู้ประกอบการจะต้องรู้จักใช้โอกาสนี้

2.   สร้างนวัตกรรม  (Innovation)  นวัตกรรมในการผลิตหรือพัฒนาผลิตภัณฑ์  มักมีจุดเริ่มต้นมาจาก นักประดิษฐ์อิสระ และจากกิจการขนาดเล็กในขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ มักจะพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้ว   ซึ่งมีพื้นฐานการประดิษฐ์คิดค้น  จากผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กให้ดีกว่าเดิม  และพยายามทำกำไร หรือหาผลตอบแทน จากการลงทุนในเครื่องจักร อุปกรณ์ และ โรงงาน  ผู้ประกอบกิจการขนาดเล็กจำเป็นต้องสร้างนวัตกรรม  หรือสิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น รวมทั้งการปรับปรุงของเก่าให้ดีขึ้นด้วย  จึงจะสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้

Small Business Administration  (SBA)  (Hatten 1997 : 18) แบ่งออกเป็น  4  ประเภท  คือ

1.        นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Product  innovation) เป็นการสร้างผลิตภัณฑ์ รวมถึงการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าเดิม

2.       นวัตกรรมบริการ  (Service innovation) เสนอบริการที่แตกต่างและดีกว่าเดิมหรือเหนือกว่าคู่แข่งขัน

3.       นวัตกรรมกระบวนการ  (Process innovation)  เป็นการคิดค้นกระบวนการใหม่ ๆ ทั้งการผลิตสินค้าและบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

4.       นวัตกรรมการบริหารจัดการ (Management innovation)  เป็นการคิดหาวิธีการ จัดการที่มีประสิทธิภาพใหม่ ๆ เพื่อจัดการกับทรัพยากรของกิจการให้ได้ประโยชน์สูงสุด

3.  สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า  (Close  Relationship to Customers) ในเมื่อธุรกิจขนาดเล็กอยู่ใกล้ชิดกับลูกค้า  จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการจะสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน  ด้วยการสร้างสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า  และเสนอสินค้าและบริการพิเศษให้เป็นที่พึงพอใจของลูกค้า

4.  ผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ  (Product   Quality)  ภายใต้สภาพการแข่งขันอย่างรุนแรงของธุรกิจ  วิธีที่จะทำให้ธุรกิจขนาดเล็กประสบความสำเร็จได้  จะต้องผลิตสินค้าหรือบริการ ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานในระดับที่ลูกค้า ต้องการ ในราคาที่เต็มใจจะจ่าย  โดยผู้ประกอบการจะต้องรักษาคุณภาพให้มีความสม่ำเสมอ  ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าพอใจ และต้องการ มากกว่าผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งขัน  ดังนั้น  ผู้ประกอบการจะต้องสร้างคุณภาพในตัวสินค้าและบริการให้ได้มาตรฐานเพราะไม่เพียงแต่ จะรักษาลูกค้าเดิมได้ยังเป็นการเพิ่มลูกค้าใหม่ได้อีกมาก            นอกจากนี้ผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ  ถึงสิ่งที่จะทำให้สามารถ ดำเนินการให้ประสบความสำเร็จได้  คือ

1.       ขนาดของตลาดมีมากพอที่จะสร้างกำไรได้เพียงใด

2.       มีเงินทุนหรือแหล่งเงินทุนเพียงพอเพียงใด

3.       สามารถเสาะหาพนักงาน  หรือลูกจ้างที่มีประสิทธิภาพได้หรือไม่  รวมถึงรักษาลูกจ้างที่ดีไว้ในองค์การ

ต่อไปได้อย่างไร

4.       มีข้อมูลที่ถูกต้อง  เชื่อถือได้เพียงใด