ดิฉันได้ศึกษางานวิจัย เรื่องการสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาระหว่างปี พ.ศ. 2542-2548 .งานวิจัยนี้มีความน่าสนใจค่ะ ดิฉันจึงนำมาให้ลองอ่านกันค่ะ ซึ่งกล่าวไว้ว่า

 

วัตถุประสงค์การวิจัย

            เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์งานวิจัยที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา  ระหว่างปี พ.ศ. 2542-2548 ประกอบด้วย ข้อมูลพื้นฐานของงานวิจัย ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีดำเนินการวิจัยและข้อค้นพบของงานวิจัยภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา

 

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย

1.  ทำให้ได้สารสนเทศที่เป็นหมวดหมู่ เป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา

2. สามารถนำผลการวิจัยไปใช้เป็นแนวทางในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาให้กว้างขวาง ครอบคลุมเกิดประโยชน์ในการนำผลวิจัยไปใช้ปฏิบัติในสถานศึกษาในอนาคต

 

สรุปผลการวิจัย

            ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของงานวิจัยประกอบด้วยสถาบันการศึกษา ปีที่ทำวิจัยเสร็จ ลักษณะงานวิจัย และวัตถุประสงค์ของการวิจัย พบว่าเมื่อเปรียบเทียบรายสถาบันมหาวิทยาลัยศิลปกรมีการศึกษาเกี่ยวกับภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา ระหว่างปี พ.ศ.2542-2548 มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบรายปีพบว่างานวิจัยมากที่สุดในปี พ.ศ. 2545 ลักษณะของงานวิจัยส่วนมากเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ในภาพรวมวัตถุประสงค์ของงานวิจัยคือ เพื่อศึกษาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา

            ตอนที่ 2  ผลการวิเคราะห์วิธีดำเนินงานวิจัย ประกอบด้วย แหล่งข้อมูล  ประเภทของผู้ให้ข้อมูล ลักษณะการสุ่มตัวอย่าง  ลักษณะการตั้งสมมติฐาน การวิเคราะห์เชิงปริมาณ  การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ  และลักษณะการวิเคราะห์ข้อมูล 1)  จากการวิเคราะห์เชิงปริมาณของงานวิจัยภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า  แหล่งข้อมูลของงานวิจัยคือกลุ่มตัวอย่าง  ประเภทของผู้ให้ข้อมูลมากที่สุดคือ  ครู-อาจารย์  ลักษณะการสุ่มตัวอย่างใช้การสุ่มอย่างง่าย  ลักษณะการตั้งสมมติฐานส่วนมากเป็นลักษณะการตั้งสมมติฐานแบบไม่มีทิศทาง  การวิเคราะห์ข้อมูลในสถิติพื้นฐานใช้ค่าเฉลี่ย  ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลในสถิติอ้างอิงใช้การทดสอบค่าที (t-test) และไม่พบการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content  Analysis)  ลักษณะการวิเคราะห์ข้อมูลของงานวิจัยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล สังกัดของสถานศึกษาของผู้ให้ข้อมูลส่วนมากอยู่ในสังกัดสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานและไม่ได้ระบุขนาดของสถานศึกษาของผู้ให้ข้อมูลแต่ระดับการจัดการศึกษาของสถานศึกษาของผู้ให้ข้อมูลงานวิจัยเกี่ยวกับภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาส่วนมากจัดการศึกษาระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน  2)  การวิเคราะห์เชิงคุณภาพเกี่ยวกับวิธีดำเนินงานวิจัยภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา  จำแนกตามระดับการศึกษา พบว่า  (1) การศึกษาขั้นพื้นฐาน งานวิจัยมีวิธีดำเนินการวิจัยโดยใช้สถิติพื้นฐานเพื่ออธิบายคุณลักษณะของข้อมูล และการวิจัยที่มีลักษณะเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่าง  สำหรับวิธีดำเนินการวิจัยโดยหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ยังมีวิธีดำเนินการวิจัยโดยใช้สถิติขั้นสูงได้แก่ การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน  (2)  ระดับอุดมศึกษา มีสถิติพื้นฐานเพื่ออธิบายคุณลักษณะของข้อมูล  และใช้สถิติขั้นสูงได้แก่การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน

            ตอนที่ 3  ผลการวิเคราะห์ข้อค้นพบของงานวิจัยภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา  ประกอบด้วย  แบบภาวะผู้นำ  ผลกระทบที่เกิดจากภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาจากการสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาพบว่า  1) แบบภาวะผู้นำที่ใช้ในการงานวิจัยเกี่ยวกับผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมสามารถจัดกลุ่มตามแบบภาวะผู้นำได้  1.1)  แบบภาวะผู้นำตามแนวคิดของบาส  (Bass)  1.2)  แบบภาวะผู้นำตามแนวคิดของเซอร์จิโอวานนี (Sergiovanni)  1.3) แบบภาวะผู้นำตามแนวคิดของเรดดิน  (Reddin)  1.4)  แบบภาวะผู้นำอื่น ๆ ได้แก่  แบบภาวะผู้นำตามแนวคิดของ อับรามสัน (Abramson)  แบบภาวะผู้นำตามแนวคิดของ Kenneth  Leithwood  &  Dariel  Duke  แบบภาวะผู้นำตามแนวคิดของ Hallinger & Murphy  และ แบบภาวะผู้นำตามแนวคิดของ เลวิน,  ลิปปิทท์และไวท์  (Lewin,  Lippitt  &  White)  2) ผลกระทบของงานวิจัยต่อภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา  พบว่า  2.1)  ระดับการศึกษาของผู้บริหาร  คือ  วุฒิการศึกษามีอิทธิพลทางตรงต่อแบบภาวะผู้นำ  2.2)   ด้านสังกัดสถานศึกษาทุกสังกัดสถานศึกษา  มีการศึกษาและใช้ภาวะผู้นำในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา  2.3) ขนาดสถานศึกษา พบว่า  ขนาดของโรงเรียนเล็ก  กลาง  และขนาดใหญ่มีความสัมพันธ์ กับภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียน

            ตอนที่ 4  ผลการวิเคราะห์ข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา     จากรายงานการวิจัยประกอบด้วย  ข้อเสนอแนะจากการทำวิจัย  และข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป  พบว่า  1)  ข้อเสนอแนะจากการทำวิจัย  1.1)จำแนกตามขนาดสถานศึกษาเห็นว่า ผู้บริหารโรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่  ต้องตระหนักและให้ความสำคัญและ ผู้บริหารโรงเรียนควรได้รับการพัฒนาปรับปรุงตนเองในการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับภาวะผู้นำ     1. 2)  จำแนกตามสังกัด โดยรวม  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอบรมพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนควรส่งเสริมให้ผู้บริหารโรงเรียนมีแบบภาวะผู้นำที่เหมาะสม  คือ  ผู้บริหารต้องมีความรู้ความสามารถ  มีทักษะในการบริหารงานที่ดี  ควรสร้างทักษะและวิสัยทัศน์ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  ซึ่งจะส่งผลต่อการบริหารงานที่มีคุณภาพ   2)  ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไปจำแนกตามวัตถุประสงค์ของข้อเสนอแนะ  2.1)  ควรศึกษา/เปรียบเทียบ เช่น  เสนอแนะควรศึกษาเปรียบเทียบภาวะผู้นำทางการนิเทศของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนกับโรงเรียนของรัฐ    2.2)  ควรหาความสัมพันธ์/ปัจจัยที่ส่งผล  เช่น  ควรศึกษาภาวะผู้นำทางการนิเทศของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการพัฒนางานวิชาการในโรงเรียนเอกชน  สังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย  2.3)  ควรวิจัยเชิงปฏิบัติการ  เช่น  ควรมีการวิจัยเชิงปฏิบัติการ  โดยใช้เครื่องมือหลาย ๆ รูปแบบ  ซึ่งอาจจะพบปัจจัยใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น  และได้ข้อมูลเชิงลึกมากกว่าเดิม

 

ที่มา : นฤมล  มากหมื่นไวย์. การสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาระหว่างปี

            พ.ศ. 2542-2548.ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต  สาขาการบริหารการศึกษา