ความเป็นมาของนางสาวไทย

        การประกวดนางสาวไทยเสมือนเป็นกิจกรรมที่สืบทอดเจตนารมณ์ของรัฐบาลมาโดยตลอดทั้งนี้นับตั้งแต่ยุคที่ 1 และยุคที่ 2 เป็นกิจกรรมของทางราชการโดยหน่วยงานราชการ ผู้จัดและรับผิดชอบ คือ กองการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย การจัดการประกวดนางสาวไทยในสมัยนั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การประกวด เป็นสื่อด้านความบันเทิง ดึงดูดความสนใจ ให้ประชาชนมาเที่ยวงานเฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญอันเป็นงานเผยแพร่อุดมการณ์ประชาธิปไตย

        ต่อมาในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงความ เป็นนายกรัฐมนตรี มีนโยบายต้องการส่งเสริมฐานะสตรีให้เท่าเทียมอารยประเทศ และมีบทบาทในการช่วยเหลือสังคม รัฐบาลในสมัยนั้น จึงใช้เวทีการประกวดนางสาวไทย เป็นสื่อในการสนับสนุนนโยบายรัฐนิยมของรัฐบาล โดยเฉพาะวิวัฒนาการการแต่งกายของสตรี โดยมีการเปลี่ยนแปลงด้านเครื่องแต่งกายของผู้เข้าประกวดนางสาวไทยในยุคแรก ดังนี้

  • พ.ศ. 2477 ผู้เข้าประกวดแต่งกายด้วยชุดไทยห่มสไบเฉียง นุ่งซิ่นยาวกรอมเท้า
  • พ.ศ. 2482 ผู้เข้าประกวดแต่งกายชุดเสื้อกระโปรงติดกัน ตัดเย็บด้วยผ้าไหมของไทย เสื้อเปิดหลัง กางเกง กระโปรงยาวถึงเข่า
  • พ.ศ. 2483 ชุดกีฬา กางเกงขาสั้น เสื้อแขนกุดเปิดหลัง
  • พ.ศ. 2493 ผู้เข้าประกวดสวมใส่ชุดว่ายน้ำในการประกวด

การประกวดนางสาวไทยสามารถแบ่งออกเป็น 5 ยุคได้แก่

ยุดที่ 1 พ.ศ. 2477 - พ.ศ. 2483 +ยุคที่ 2 พ.ศ. 2491 - พ.ศ. 2497+ยุคที่ 3 พ.ศ. 2507 - พ.ศ. 2515

        ยุคที่ 1 ( พ.ศ. 2477 – 2483 ) และยุคที่ 2 ( พ.ศ. 2491 – 2497 ) “ นางสาวสยาม การประกวดนางสาวไทยครั้งแรกได้เริ่มขึ้นในวันที่ 10 ธันวาคม 2477 ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 โดยรัฐบาลได้จัดขึ้นในงานเฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญภายในพระราชอุทยานสราญรมย์ ใช้ชื่อในการประกวดครั้งนั้นว่า นางสาวสยาม

        การประกวดนางสาวไทยเสมือนเป็นกิจกรรมที่สืบทอดเจตนารมณ์ของรัฐบาลมาโดยตลอดทั้งนี้นับตั้งแต่ยุคที่ 1 และยุคที่ 2 เป็นกิจกรรมของทางราชการโดยหน่วยงานราชการผู้จัดและรับผิดชอบ คือกองการต่างประเทศกระทรวงมหาดไทย การจัดการประกวดนางสาวไทยในสมัยนั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การประกวดเป็นสื่อด้านความบันเทิง ดึงดูดความสนใจให้ ประชาชนมาเที่ยวงานเฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญ อันเป็นงานเผยแพร่อุดมการณ์ประชาธิปไตย

        ต่อมาในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี มีนโยบายต้องการส่งเสริมฐานะสตรีให้เท่าเทียมอารยประเทศและมีบทบาทในการช่วยเหลือสังคม รัฐบาลในสมัยนั้นจึงใช้เวทีการประกวดนางสาวไทยเป็นสื่อในการสนับสนุนนโยบายรัฐนิยมของรัฐบาล โดยเฉพาะวิวัฒนาการการแต่งกายของสตรีโดยมีการเปลี่ยนแปลงด้านเครื่องแต่งกายของผู้เข้าประกวดนางสาวไทยในยุคแรก ดังนี้

  • พ.ศ. 2477 ผู้เข้าประกวดแต่งกายด้วยชุดไทยห่มสไบเฉียง นุ่งซิ่นยาวกรอมเท้า
  • พ.ศ. 2482 ผู้เข้าประกวดแต่งกายชุดเสื้อกระโปรงติดกัน ตัดเย็บด้วยผ้าไหมของไทย เสื้อเปิดหลัง กางเกง กระโปรงยาวถึงเข่า
  • พ.ศ. 2483 ชุดกีฬา กางเกงขาสั้น เสื้อแขนกุดเปิดหลัง
  • พ.ศ. 2493 ผู้เข้าประกวดสวมใส่ชุดว่ายน้ำในการประกวด

        ในยุคที่ 1 ประเทศไทยมีผู้ได้รับเลือกเป็น นางสาวสยาม จำนวน 5 คน และ นางสาวไทย จำนวน 2 คน เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขครั้งที่ 1 ว่าด้วยนามของประเทศ พ.ศ. 2482 กำหนดเรียกนามของประเทศว่าประเทศไทย ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นใด ซึ่งใช้คำว่า สยาม ให้ใช้คำว่า ไทย แทน ดังนั้นการประกวด นางสาวสยาม จึงเปลี่ยนมาใช้การประกวด นางสาวไทย นับตั้งแต่ พ.ศ. 2482

        การจัดการประกวดนางสาวไทยในยุคที่ 2 ได้ดำเนินการต่อเนื่องจากปี พ.ศ. 2493 – 2497 เป็นปีสุดท้ายที่ รัฐบาลเป็นผู้มีบทบาทในการจัดการประกวด เนื่องจากการประกวดนางสาวไทยได้ถูกยกเลิกการจัดไปพร้อมกับงานเฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญ

ยุคที่ 4 พ.ศ. 2527 - พ.ศ. 2542 +ยุคที่ 5 ยุคที่ 5 ( พ.ศ. 2543 เป็นต้นมา)

        ยุคที่ 4 (พ.ศ. 2527 – 2542)การจัดการประกวดนางสาวไทยในปีที่ผ่านมาสื่อมวลชนและเทคโนโลยีการสื่อสาร มีบทบาทโดยตรงต่อการประชาสัมพันธ์การจัดการประกวดนางสาวไทย ในยุคแรกสื่อมวลชนที่มีบทบาทในการประชาสัมพันธ์การประกวด ได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์ และวิทยุกระจายเสียง ในส่วนของทางสถานีโทรทัศน์นั้น เริ่มมีการถ่ายทอดสดการประกวดนางสาวไทยทางสถานีโทรทัศน์เป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2508 ในงานวชิราวุธานุสรณ์ โดยสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 และต่อมาในปี พ.ศ. 2510 สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์สีแห่งแรกของประเทศไทยได้ทำการทดลองแพร่ภาพถ่ายทอดสดให้ผู้ชมที่อยู่ต่างจังหวัดได้รับชมการประกวดนางสาวไทย

        ในปี 2526 บริษัทมิสยูนิเวิร์สซึ่งเป็นบริษัทจัดการประกวดนางงามจักรวาล ได้เดินทางมาดูสถานที่ในประเทศไทยเพื่อสำรวจความเป็นไปได้ในการจัดการประกวดนางงามจักรวาลขึ้นในประเทศไทย โดยในขณะนั้น คุณชาติเชื้อ กรรณสูต กรรมการผู้จัดการสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ในพระบรมราชูปภัมถ์ จึงได้รื้อฟื้นการจัดขึ้นอีกครั้งในปี 2527 ในงานเทศกาลพัทยา ครั้งที่ 3 ณ เมืองพัทยา โดยสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 และด้วยความร่วมมือสนับสนุนกับการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย

        การจัดการประกวดนางสาวไทยในยุคนี้ นับเป็นยุคแห่งการประชาสัมพันธ์ชื่อเสียงของประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อคัดเลือกสาวไทยเป็นตัวแทนไปประกวดนางงามจักรวาล

        ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยมีนางสาวไทยมาแล้วถึง 36 คน โดยสตรีไทยผู้ได้รับตำแหน่งนางสาวไทยได้ปฏิบัติภาระกิจต่างๆเพื่อประชาสัมพันธ์ชื่อเสียงของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักกับนานาประเทศ นับได้ว่าเวทีการประกวดนางสาวไทยเป็นเวทีแห่งเกียรติยศที่ทรงคุณค่าของสตรีไทย

        ยุคที่ 5 ( พ.ศ. 2543 เป็นต้นมา)ในยุคที่ 5 นี้ สมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้มอบสิทธิ์ให้สถานีโทรทัศน์ไอทีวีเป็นผู้ดำเนินการจัดการประกวด โดยมีการพัฒนารูปแบบการจัดประกวดให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบันมากยิ่งขึ้น อาทิ การยกเลิกการใส่ชุดว่ายน้ำบนเวที, การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการประมวลผลคะแนน, การวัดระดับ IQ และ EQ ตลอดจนการอบรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้ประสบการณ์และความคิดริเริ่มแบบสร้างสรรค์ รวมทั้งการนำความสามารถพิเศษของผู้เข้าประกวดมาใช้ประกอบในการพิจารณาการตัดสิน นอกจากนี้ยังได้จัดให้มีการประกวดรอบคัดเลือกของภูมิภาคต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้หญิงไทยทั่วประเทศได้มีโอกาสเข้าร่วมการประกวดอย่างทั่วถึง ในยุคนี้ผู้ที่ได้รับตำแหน่งนางสาวไทยจะเป็นผู้ดำรงตำแหน่ง ทูตวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ทำหน้าที่เผยแพร่วัฒนธรรมประเพณีของไทยให้ชาวต่างชาติได้รู้จักซึ่งต้องเดินทางไปยังสำนักงานของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่มีสำนักงานสาขาถึง 17 แห่งทั่วโลก รวมถึงการทำกิจกรรมต่างๆ ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยตามจังหวัดต่างๆ ภายในประเทศตลอดทั้งปี นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากองค์กรต่าง ๆ คือ สภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ

        ปัจจุบันสถานีโทรทัศน์ไอทีวีเปลี่ยนชื่อเป็น สถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบยู เอช เอฟ (ทีไอทีวี) ภายใต้การดูแลของกรมประชาสัมพันธ์ ดังนั้นจึงเท่ากับว่า กรมประชาสัมพันธ์จะเป็นอีกองค์กรหนึ่ง ที่จะช่วยส่งเสริมบทบาทของนางสาวไทยในยุคที่ 5 ให้มีศักยภาพที่สูงยิ่งขึ้นจากเครือข่ายของกรมประชาสัมพันธ์ที่มีอยู่ทั่วประเทศ

นางสาวไทย ยุคที่ 1 (พ.ศ. 2477- พ.ศ. 2483)

        ในยุคที่ 1 ประเทศไทยมีผู้ได้รับเลือกเป็น "นางสาวสยาม" จำนวน 5 คน และ "นางสาวไทย" จำนวน 2 คน เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขครั้งที่ 1 ว่าด้วยนามของประเทศ พ.ศ. 2482 กำหนดเรียกนามของประเทศว่าประเทศไทย ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นใด ซึ่งใช้คำว่า "สยาม" ให้ใช้คำว่า "ไทย" แทน ดังนั้น การประกวด "นางสาวสยาม" จึงเปลี่ยนมาใช้การประกวด "นางสาวไทย" นับตั้งแต่ พ.ศ. 2482 รายนามนางสาวไทยยุคที่ 1 มีดังนี้

 1. พ.ศ. 2477 - กันยา เทียนสว่าง

 

 

 นางสาวสยามคนแรกของประเทศไทย มีชื่อทางบ้านว่าลูซิล เพราะหน้าตาคล้ายฝรั่ง ได้รับการคัดเลือกให้เป็นนางสาวพระนคร ในรอบแรกก่อนจะคว้าตำแหน่งนางสาวสยาม ในรอบสุดท้าย แต่งงานกับ ดร.สุจิต หิรัญพฤกษ์ ปิดฉากชีวิตในวัยเพียง 46 ปี ด้วยโรคมะเร็งในมดลูก

2. พ.ศ. 2478 - วณี เลาหเกียรติ

        สาวน้อยวัย 16 ปี จากอำเภอบางรัก พระนคร ได้รับการคัดเลือกเป็นนางสาวพระนคร ในวันแรกของการประกวด ก่อนจะคว้ามงกุฎนางสาวสยามในวันสุดท้าย เริ่มการศึกษาที่โรงเรียนมาแตร์เดอี จบมัธยมปลายที่เซ็นฟรังซิลซาเวียร์ ไดรับการสวมมงกุฎโดยหม่อมกอบแก้ว อาภากร สมรสกับนายแพทย์มานิตย์ สมประสงค์

3. พ.ศ. 2479 - วงเดือน ภูมิรัตน์

        ธิดาของพระพิชัยบุรินทรา เจ้าเมืองสมุทรสาคร สำเร็จการศึกษาชั้นประถมจากโรงเรียนสตรีประจำจังหวัด เรียนด้านการเรือน การดอกไม้ และจัดโต๊ะอาหารทางไปรษณีย์ที่โรงเรียนภาณุทัต เข้าประกวดด้วยการจัดส่งของหนังสือพิมพ์สยามราษฎร์ และคว้าตำแหน่งในวัยเพียง ๑๕ ปี ต่อมาสมรสกับนายเทียน ฉายะวรรณ

4. พ.ศ. 2480 - มยุรี วิชัยวัฒนะ

        สาวงามตัวแทนของจังหวัดอยุธยา ด้วยความที่เป็นสาวน้อยดวงตาคมวงหน้าหวาน รอยยิ้มละมุน ผิวสีน้ำผึ้ง สมเป็นสตรีไทยอย่างแท้จริง "มยุรี" ได้รับการคัดเลือกเป็นนางสาวสยามคนที่ 4 ขณะอายุ 16 ปี เธอเป็นธิดาของช่างชุบทอง เกิดและเติบโต ย่านเสาชิงช้า เคยย้ายไปใช้ชีวิตอยู่แถวบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ บ้านเดิมของผู้เป็นมารดา จากนั้นอายุ 12 ปี เธอจึงย้ายกลับมายังพระนครอีกครั้งหนึ่ง ก่อนเข้าประกวดนางสาวสยาม จบการศึกษาระดับชั้นมัธยมที่ ๑ หลังจากรับตำแหน่งนางสาวสยามไม่ครบปี มยุรีได้ เข้าพิธีสมรสกับ ร้อยโท อาจ เจริญศิลป์ มีบุตรธิดารวม 5 คน

5. พ.ศ. 2481 - พิศมัย โชติวุฒิ

        ได้รับคัดเลือกและตัดสินให้เป็นนางสาวสยาม คนที่ 5 ด้วยวัย 18 ปี ซึ่งขณะเข้าประกวดเธอมีความสวยเด่นมาแต่ต้น และมีความงามพร้อมกว่าปีก่อน จึงกำชัยชนะไปในที่สุดเธอเป็นบุตร คนสุดท้องของครอบครัวพี่น้องจำนวน 8 คน จบการศึกษาจากโรงเรียนราษฎร์วิทยา หลังจากครองตำแหน่งนางสาวสยามปีเศษ เธอได้เข้าพิธีสมรสกับ นายเล็ก ตันเต็มทรัพย์ ผู้มีอาชีพทนายความในขณะนั้นพิสมัย กำเนิดบุตรชาย 2 คน เธอมีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่น และสมบูรณ์ ก่อนจะปิดฉากชิวิตลงด้วยวัย 67 ปี ด้วยโรคหัวใจ ในปีพ.ศ. 2531

 

 

 

6. พ.ศ. 2482 - เรียม แพศยนาวิน

        ได้รับคัดเลือกเป็นนางสาวไทยคนที่ 6 ของประเทศ ขณะนั้นเธอมีอายุเพียง 16 ปี เป็นบุตรสาวคนโตจากพี่น้องจำนวน 7 คน สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนมหัสดัมอิสลามวิทยาลัย หลังจากรับตำแหน่งนางสาวไทย กว่า 10 ปี จึงได้เข้าพิธีสมรสกับ เอช เอช ซุดพัตรา ชามา ลุลลาอิล ราชาแห่งรัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย มีโอรสธิดารวม 4 องค์ เรียม หรือ รานีซุดพัตรา ชามาลุลลาอิล ตวนมาเรียม ถึงแก่อนิจกรรมอย่างกะทันหันด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน ในปี พ.ศ. 2529 สิริอายุรวม 64 ปี อนึ่งนับจากอดีตจนถึงปัจจุบันนี้ เรียม นับเป็นสาวมุสลิมเพียงคนแรก และคนเดียวเท่านั้นที่ได้ครองตำแหน่งนางสาวไทย

7. พ.ศ. 2483 - สว่างจิตต์ คฤหานนท์

        เป็นธิดาของ พันโท พระแกล้วกลางณรงค์ และ นางสาคร คฤหานนท์ ขณะรับตำแหน่งนางสาวไทยนั้นมีความรู้จบชั้นมัธยมบริบูรณ์ และเป็นนางสาวไทยที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อม ดังที่หญิงไทยพึงมีหลายประการ สว่างจิตต์ เข้าพิธีสมรสกับ เรืออากาศเอก ระริน หงสกุล มีบุตร ธิดารวม 3 คน ปัจจุบัน คุณหญิง สว่างจิตต์ หงสกุล ใช้ชีวิตอย่างสงบ ในวัย 82 ปีท่ามกลางลูกหลานอย่างมีความสุข

นางสาวไทย ยุคที่ 2 (พ.ศ. 2491 - พ.ศ. 2497)

        การจัดการประกวดนางสาวไทยในยุคที่ 2 ได้ดำเนินการต่อเนื่องจากปี พ.ศ. 2493 - พ.ศ. 2497 เป็นปีสุดท้ายที่รัฐบาลเป็นผู้มีบทบาทในการจัดการประกวด เนื่องจากการประกวดนางสาวไทยได้ถูกยกเลิกการจัดไปพร้อมกับงานเฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญ

8. พ.ศ. 2491 - ลัดดา สุวรรณสุภา

        นางสาวไทยคนแรกในยุคที่ ๒ เป็นนางสาวไทยที่สื่อมวลชนบางฉบับ เรียกขานเธอว่า 'บุหงาปัตตานี' เนื่องจากเธอเข้าประกวดในนามของจังหวัดปัตตานี แม้ว่าแท้ที่จริงเธอจะเป็นชาวกรุงเทพฯ ก็ตาม ลัดดาครองตำแหน่งนางสาวไทยขณะอายุ 16 ปี เป็นธิดาของนายดิเรกข้าราชการนครบาลกรุงเทพฯ สำเร็จการศึกษาระดับชั้นมัธยม 4 จากโรงเรียนซางตาครูซ คอนแวนด์ 'ลัดดา' เข้าพิธีสมรสกับนายสนิท พุกประยูร มีบุตรชาย 2 คน

9. พ.ศ. 2493 - อัมพร บุรารักษ์

        อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เธอเป็นบุตรสาวคนโตในจำนวน 7 คน ของ นายบุญส่ง ข้าราชการ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย สำเร็จการศึกษาระดับชั้นมัธยม 6 จากโรงเรียนราษฎร์ประพันธ์กุล และได้รับการทาบทามของผู้ว่าราชการ ส่งเข้าประกวดในนามของจังหวัดเชียงราย นับเป็นนางสาวไทยคนที่ 9 ของประเทศไทย และเป็นเอื้องเหนือคนแรกที่ได้ครองตำแหน่งนางสาวไทย เธอได้รับตำแหน่งขณะอายุ 18 ปีต่อมาได้สมรสกับร้อยตำรวจตรี วิศิษฐ์ พัฒนานนท์ มีบุตรธิดารรวม 4 คน

10. พ.ศ. 2494 - อุษณีย์ ทองเนื้อดี

        นางสาวไทยคนที่ 10 ของประเทศไทย เธอเป็นบุตรีคนที่ 4 จากจำนวนพี่น้องรวม 8 คน สำเร็จการศึกษาระดับชั้นมัธยมจากโรงเรียนสายปัญญา เข้าประกวดนางสาวไทยในนามจังหวัดสมุทรสงคราม ขณะครองตำแหน่งนางสาวไทยเธอมีอายุ 18 ปีเต็ม โดยเข้าร่วมประกวดพร้อมกับพี่สาว นวลละออ ทองเนื้อดี ซึ่งผ่านเข้ารอบรองสุดท้ายในการประกวดปีเดียวกันของ อุษณีษ์ ความหมายที่มงคลต่อตัวเธอ อันมีความหมายว่า มงกุฎ มงกุฎของเธอซึ่งเป็นมงกุฎดิ้นเงินปักบนผ้ากำมะหยี่ ดังเช่นปีที่ผ่านมาและยังมีแหวนเพชรเสียบอยู่บนเรือนมงกุฎอีกด้วย อุษณีษ์เข้าพิธีสมรสกับร้อยโท ม.ร.ว. พงษ์ดิศ ดิศกุล มีบุตรธิดารวม 5 คน

 

 

 

11. พ.ศ. 2495 - ประชิตร์ ทองอุไร

        'ประชิตร์' เกิดและเติบโตแถวถนนรองเมือง กรุงเทพมหานคร บิดาเป็นนายตรวจสายไฟฟ้า กรมรถไฟ สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมต้น จากโรงเรียนโพธิทัต ได้รับการชักชวนจาก ภรรยาของหม่อมหลวงชูชาติ กำภู ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทานในสมัยนั้น โดยเข้าร่วมประกวดนางสาวไทยในนาม กระทรวงเกษตราธิการ หรือกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ในปัจจุบัน ขณะได้รับตำแหน่งนางสาวไทย 'ประชิตร์' อายุ 18 ปี ด้วยรอยยิ้มอันงดงามบนใบหน้าอันคมคาย ทำให้เธอเป็นขวัญใจของวัยรุ่นในสมัยนั้นอย่างไร้ข้อกังขา และนับว่าเป็นนางสาวไทยของประชาชนอย่างแท้จริง

12. พ.ศ. 2496 - อนงค์ อัชชวัฒนา

        ครองตำแหน่งนางสาวไทยขณะอายุ 18 ปีเธอเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด เป็นบุตรสาวคนโตของครอบครัวมีน้องชาย 2 คน ศึกษาที่โรงเรียนสายปัญญาในระดับมัธยมก่อนที่ย้ายไปพำนัก ที่สวรรคโลกและลำปาง ตามลำดับเมื่ออายุ 16 ปี ขณะอยู่ลำปางเธอได้เข้าร่วมประกวดนางสาวลำปาง และพิชิตชัยชนะเป็นนางสาวลำปางก่อน ที่จะเข้าร่วมประกวดนางสาวไทยเพียง 2 ปีต่อจากนั้นจึงเข้าร่วมประกวดนางสาวไทย ในนามของกระทรวงการคลัง ในขณะที่ครองตำแหน่งนางสาวไทย เป็นคนแรกที่ได้รับการขับกล่อมในคืนวันรับตำแหน่งด้วยเพลง นางฟ้าจำแลง โดยมี ครูเอื้อ สุนทรสนาน เป็นผู้ประพันธ์ คำร้องและทำนอง ซึ่งเพลงนางฟ้าจำแลง นับเป็นเพลงอมตะของการประกวดนางสาวไทยมาจวบจนปัจจุบัน

13. พ.ศ. 2497 - สุชีลา ศรีสมบูรณ์

        ขณะสวมมงกุฎนางสาวไทยเธอมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์และได้รับขนานนามจากหนังสือพิมพ์ว่า 'แสนซนคนสวย' จากการเทรนของเทรนเนอร์อดีตรองนางสาวไทย 2493 คือ ศรีสมร อรรถไกวัลวที หลังจากครองตำแหน่งนางสาวไทย เธอได้ใช้ชีวิตคู่กับนักธุรกิจเจ้าของโรงแรมชากังราว จังหวัดกำแพงเพชร มีบุตรชายรวม 2 คน

นางสาวไทย ยุคที่ 3 (พ.ศ. 2507 - พ.ศ. 2515)

        จากการที่งานเฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญได้ถูกยกเลิกไปนั้น ทำให้การประกวดนางสาวไทยไม่ได้จัดขึ้นด้วย เช่นกัน ถึงแม้จะไม่มีการประกวด นางสาวไทยในช่วงเวลาดังกล่าว แต่มักจะมีการจัดในระดับท้องถิ่น หรือการประกวดเนื่องในโอกาสหรือวาระพิเศษต่าง ๆ เช่น การประกวดเทพีลุมพินี ที่สนามมวยลุมพินี , การประกวดนางสาวไทย โทรทัศน์ช่อง 4 , การประกวดนางงามตุ๊กตาทอง ในงานประกวดภาพยนตร์ตุ๊กตาทอง , การประกวดสาวงาม องค์กฐินชิงถ้วยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้น

        ต่อมาในปี พ.ศ. 2504 สมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ทดลองจัดการประกวด "นางงามวชิราวุธ" ขึ้นในงานวชิราวุธานุสรณ์ ซึ่งเป็นงานที่สมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดขึ้นโดยมี วัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนชาวไทย ได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ องค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และ อีกวัตถุประสงค์คือ เพื่อสร้างความบันเทิง แก่ประชาชนผู้มาเที่ยวงาน ส่วนสถานที่จัดงานคือบริเวณพระราชอุทยานสราญรมย์ จากการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งมีความสัมพันธ์กับ จุดมุ่งหมายของการจัดประกวด นางสาวไทย ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยการใช้ตำแหน่งนางสาวไทย เป็นสื่อเผยแพร่ชื่อเสียง ให้แก่ประเทศ และ ใช้รูปแบบของการเข้าร่วมประกวดนางงาม ระดับชาติทำให้ชาวต่างชาติรู้จักประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ดังนั้นในปี พ.ศ. 2507 คณะกรรมการการจัดงานวชิราวุธานุสรณ์ ได้มีการเปลี่ยนชื่อการประกวดมาเป็นการประกวด "นางสาวไทย "

        การประกวดนางสาวไทยในยุคที่ 3 ถือได้ว่าเป็นยุคแห่งการประชาสัมพันธ์ชื่อเสียงประเทศไทยโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นางสาวไทยเป็นสื่อเผยแพร่ชื่อเสียงของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย และสร้างภาพพจน์ให้ชาวโลกรู้จักประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

14. พ.ศ. 2507 - อาภัสรา หงสกุล

บันทึกนี้เขียนโดย  เมื่อ 

เข้าระบบ ให้ดาว ไม่ให้แล้ว   บันทึกนี้ยังไม่ได้ดาวได้ดาว {{ l3nr.actionable.vote_counter }}
{{ comment.user.fullname }}
{{ comment.name }}
เพิ่มความเห็น
{{ l3nr.current_user.fullname }} - เพิ่มความเห็น