ประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา

         อาณาจักรอยุธยาถือกำเนิดขึ้นมาจากการรวมตัวของแว่นแคว้นสุพรรณบุรีและลพบุรี พระเจ้าอู่ทองได้สถาปนาอยุธยาขึ้น เมื่อวันศุกร์ที่ ๔ มีนาคม พ.ศ.๑๘๙๓ ( ค.ศ.๑๓๕๑) โดยตั้งขึ้นในเมืองเก่า "อโยธยา" ที่มีมาก่อน ในบริเวณที่เรียกว่าหนองโสน ซึ่งมีแม่น้ำ ๓ สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำป่าสัก มาบรรจบกัน แล้วตั้งนามพระนครนี้ว่า "กรุงเทพมหานคร บวรทวาราวดีศรีอยุธยา มหาดิลกบวรรัตนราชธานีบุรีรมย์"  คนทั่วไปเรียกตัวเมืองอยุธยาว่า "เกาะเมือง" มีรูปลักษณะคล้ายเรือสำเภา โดยมีหัวเรืออยู่ทางด้านทิศตะวันออก ชาวต่างประเทศในสมัยนั้น กล่าวถึงกรุงศรีอยุธยาว่าเป็นเวนิสตะวันออก เนื่องจากกรุงศรีอยุธยามี การขุดคูคลองเชื่อมโยงสัมพันธ์กันกับแม่น้ำใหญ่รอบเมือง จึงทำให้อยุธยามีสภาพเป็นเกาะมีแม่น้ำล้อมรอบ
    สาเหตุที่มาสร้างพระนครใหม่สันนิษฐานว่า เกิดจากการระบาดของอหิวาตกโรค เจ้านาย ขุนนาง และผู้คนเสียชีวิตกันไปมาก ในพระราชพงศาวดารระบุว่า "เมื่อสร้างพระนครใหม่แล้ว สมเด็จพระรามาธิบดีโปรดให้ขุดศพเจ้าแก้วเจ้าไทย ซึ่งเป็นอหิวาตกโรคสิ้นพระชนม์ ขึ้นมาพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดป่าแก้ว"
    กรุงศรีอยุธยามีกษัตริย์ปกครองทั้งหมด ๓๓ พระองค์ จาก ๕ ราชวงศ์ ได้แก่ ราชวงศ์อู่ทอง ราชวงศ์สุพรรณบุรี ราชวงศ์สุโขทัย ราชวงศ์ปราสาททอง ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
    กรุงศรีอยุธยาเจริญรุ่งเรืองมาเป็นเวลา ๔๑๗ ปี เสียกรุงให้แก่พม่า ๒ ครั้งคือ ครั้งแรก ปี พ.ศ.๒๑๑๒ ในสมัยสมเด็จพระมหินทราธิราช (โอรสของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ) ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าเป็นเวลา ๑๕ ปี และเมื่อปี พ.ศ.๒๑๒๗ พระนเรศวรมหาราชทรงกู้เอกราชกลับคืนมา และเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.๒๓๑๐ กรุงศรีอยุธยาก็ถึงกาลล่มสลาย
       ปัจจุบันจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แบ่งการปกครองออกเป็น ๑๖ อำเภอ ได้แก่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา อำเภอนครหลวง อำเภอบ้านแพรก อำเภอบางซ้าย อำเภอบางไทร อำเภอลาดบัวหลวง อำเภอภาชี อำเภอบางบาล อำเภอมหาราช อำเภอบางปะหัน อำเภอเสนา อำเภออุทัย อำเภอบางปะอิน อำเภอผักไห่ อำเภอท่าเรือ และอำเภอวังน้อย

บันทึกพงศาวดาร

คือ ความตอนหนึ่งจาก เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา ซึ่งไม่ทราบว่ากวีผู้ใด เป็นผู้แต่งและแต่งขึ้นเมื่อใด แต่ลักษณะข้อความน่าจะได้รับอิทธิพลมาจาก "มหาสุบินชาดก" ซึ่งมีข้อความเกี่ยวข้องกับการพูดดึงกาลเวลาอันเป็นวิกฤตที่น่าสนใจ ดังนี้

"คือเดือนดาวดินฟ้าจะอาเพด
อุบัติเหตุเกิดทั่วทุกทีศาน
มหาเมฆจะลุกเป็นเพลิงกาล
เกิดนิมิตพิศดานทุกบ้านเมือง
พระคงคาจะแดงเดือดดั่งเลือดนก
อกแผ่นดินเป็นบ้าฟ้าจะเหลือง
ผีป่าก็จะวิ่งเข้าสิงเมือง
ผีเมืองนั้นจะออกไปอยู่ไพร
พระเสื้อเมืองจะเอาตัวหนี
พระกาลกุลีจะเข้ามาเป็นไส้
พระธรณีจะอกไข้
อกพระกาลจะไหม้อยู่เกรียมกรม..."

"...กรุงประเทศราชธานี

จะเกิดการกุลีทุกแห่งหน
จะอ้างว้างอกใจทั้งไพร่พล
จะสาละวนทั่วโลกหญิงชาย
จะร้อนอกสมณาประชาราช
จะเกิดเข็ญเป็นอุบาทว์นั้นมากหลาย
จะรบราฆ่าฟันกันวุ่นวาย
ฝูงชนจะล้มตายลงเป็นเบือ
ทางน้ำก็จะแห้งเป็นทางบก
เวียงวังก็จะรกเป็นป่าเสือ..."