“สวัสดิการ”  คือ สิทธิ :

                 บทความที่มีชื่อเสียงชิ้นหนึ่งซึ่งได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง และอาจเป็นที่มาของข้อเสนอเรื่อง หลักประกันชีวิตคนไทยที่สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เคยหยิบยกเสนอต่อรัฐบาลในปี 2546 ตามนโยบาย แก้ปัญหาความยากจนใน 6 ปีก็คือบทความที่มีชื่อว่า คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอนเขียนโดย ป๋วย อึ๊งภากรณ์อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

                                ที่ข้าพเจ้ายกตัวอย่างบทความดังกล่าวขึ้นมา เพราะถ้าจะว่าด้วยเรื่องสวัสดิการสังคมในประเทศไทยแล้ว  ข้าพเจ้าเห็นว่าบุคคลที่มีส่วนช่วยในการผลักดันแนวคิดเรื่องสวัสดิการสังคมอย่างยิ่งท่านหนึ่งก็คือ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

                ความทรงพลังของบทความนี้ ไม่ได้อยู่ที่กลวิธีการนำเสนอที่เข้าใจง่ายเท่านั้น เพราะแม้แต่เนื้อหาก็เข้าใจง่ายอย่างชนิดง่ายแสนง่ายสำหรับคนยากไร้ที่รักความเป็นธรรม แต่คงยากจะรู้สึกลึกซึ้งได้สำหรับคนที่มั่งมีมาตลอดชีวิต
               เมื่อผมอยู่ในครรภ์มารดา ผมต้องการให้แม่รับประทานอาหาร ที่เป็นคุณประโยชน์ ได้รับความเอาใจใส่ และบริการอันดีในเรื่องสุขภาพของแม่และเด็ก
               “ในระหว่าง 2-3 ขวบแรก ซึ่งร่างกายและสมองผมกำลังเติบโต ในระยะที่สำคัญ ผมต้องการให้แม่ผม กับตัวผม ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์
               “ผมต้องการไปโรงเรียน พี่สาว หรือน้องสาวผมก็ต้องการไปโรงเรียน จะได้มีความรู้หากินได้ และจะได้รู้คุณธรรมแห่งชีวิต ถ้าผมมีสติปัญญาเรียนชั้นสูงๆ ขึ้นไป ก็ให้มีโอกาสเรียนได้ ไม่ว่าพ่อแม่จะรวยหรือจน จะอยู่ในเมือง หรือชนบทแร้นแค้น
               “ผมต้องการสุขภาพอนามัยอันดี และรัฐบาลจะต้องให้บริการป้องกันโรคแก่ผมอย่างฟรี กับบริการการแพทย์ รักษาพยาบาลอย่างถูกอย่างดี เจ็บป่วยเมื่อใด หาหมอหาพยาบาลได้สะดวก
               “เมื่อแก่ผมและเมียก็ควรได้ประโยชน์ตอบแทนจากการประกันสังคม ซึ่งผมได้จ่ายบำรุงตลอดมา
               “ในฐานะที่ผมเป็นกรรมกร ผมก็ควรจะมีหุ้นส่วน หรือมีส่วนในโรงงาน หรือบริษัทห้างร้านที่ผมทำงานอยู่
               “เรื่องอะไรที่ผมทำเองไม่ได้ หรือได้แต่ไม่ดี ผมก็จะขอความร่วมมือกับเพื่อนฝูง ในรูปสหกรณ์ หรือสโมสร หรือสหภาพ จะได้ช่วยซึ่งกันและกัน...

...ที่ผมเรียกร้องนี้ไม่ได้เรียกร้องเปล่า แต่ผมยินดีจะเสียภาษีอากรให้แก่รัฐ ตามอัตตภาพ”
               เหล่านี้คือ ตัวอย่างบางวรรค บางเรื่อง และบางส่วนเสี้ยวเวลาในปฏิทินแห่งชีวิตที่คัดลอกมาจากบทความชิ้นนี้

                              สังคมไทยตระหนักรู้ในภาวะที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และได้พยายามจัดสวัสดิการรูปแบบต่างๆเพื่อดูและประชาชน แต่กระนั้นก็ตาม ยังคงมีช่องว่างอยู่มาก และมีหลายภาคส่วนที่เรียกร้องให้มี นโยบาย “รัฐสวัสดิการ” ด้วยเป้าประสงค์ที่จะให้รัฐมีหน้าที่จัดสวัสดิการขั้นพื้นฐานให้กับทุกคน เพื่อถือว่าเป็นสิทธิชองประชาชนทุกคนที่จะได้รับสวัสดิการขั้นพื้นฐาน

                                ปัจจุบัน ประเทศไทยมีสวัสดิการดูแลประชาชนในหลายรูปแบบ เพื่อให้ประชาชนทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่ม ได้มีโอกาสดำรงชีวิตที่มีคุณภาพขั้นพื้นฐานได้เป็นอย่างน้อยที่สุด การจัดสวัสดิการของประเทศไทยมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเป็นลำดับ โดยเริ่มจากการดูแลประชาชนเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่ประสบปัญหาทางสังคม และผู้ด้อยโอกาส ในลักษณะการสงเคราะห์เป็นหลัก และขยายขอบเขตไปสู่การสร้างหลักประกันเรื่องสวัสดิการสำหรับประชาชนทุกคน เน้นการให้หลักประกันในเรื่องของสิทธิ

                                ในทางกฎหมาย ประเทศไทยได้มีการตรากฎหมายขึ้นหลายฉบับซึ่งรองรับการจัดสวัสดิการให้ประชาชน เช่น                 พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.๒๕๓๓

                                                                พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.๒๕๓๗

                                                                 พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญ

                                                                พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒

                                                                พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๕

                                                                พ.ร.บ.ส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ.๒๕๔๖

                ส่งผลให้มีการจัดสวัสดิการพื้นฐาน ครอบคลุมเรื่องกาศึกษา และการดูและสุขภาพความเจ็บป่วยได้ทุกคน นอกจากนั้นยังเกิดระบบการประกันสังคมสำหรับคนทำงานในระบบอีกด้วย

                พระราชบัญญัติส่งเสริมสวัสดิการสังคม พ.ศ.๒๕๔๖ ได้ให้ความหมายของคำว่า “สวัสดิการสังคม” หมายความว่า “ระบบการจัดบริการ ทางสังคมซึ่งเกี่ยวกับการป้องกัน การแก้ปัญหา การพัฒนาและการส่งเสริมความมั่งคงทางสังคม เพื่อตอบสนองความจำเป็นขั้นพื้นฐานของประชาชน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี พึ่งตันเองได้อย่างทั่วถึง เหมาะสม เป็นธรรม และให้เป็นไปตามมาตรฐานทั้งทางด้านการศึกษา สุขภาพอนามัย ที่อยู่อาศัย การทำงาน และการมีรายได้ นันทนาการ กระบวนการยุติธรรม และบริการทางสังคมทั่วไป โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิที่ประชาชนจะต้องได้รับ และการมีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการสังคมทุกระดับ” 

                จากบทบัญญัติดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ในการจะจัดให้มีสวัสดิการสังคมได้นั้น อันดับแรก คือต้องมีผู้ให้บริการ กับ ผู้รับบริการ ซึ่งคำถามมีอยู่ว่า  ใครเป็นผู้ให้ หรือใครเป็นผู้รับ?

                จาก พ.ร.บ. ส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม ได้บัญญัติไว้ว่า “ผู้รับสวัสดิการสังคม” หมายความว่า บุคคลหรือกลุ่มบุคคลซึ่งอยู่ในสภาวะยากลำบากหรือที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ เช่น เด็ก เยาวชน คนชรา ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือผู้ทุพพลภาพ ผู้ด้อยโอกาส ผู้ถูกละเมิดทางเพศ หรือกลุ่มบุคคลอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด

                จะเห็นได้ว่า ผู้ที่มีสิทธิได้รับสวัสดิการสังคม ได้กำหนดขอบเขตไว้กว้างมาก เพื่อที่ว่าจะได้หาช่องทางเยียวยาช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในสภาวะยากลำบากหรือจำเป็นที่ต้องได้รับความช่วยเหลือ  เป็นต้นว่า หากเกิดโรคระบาดขึ้นในพื้นที่ใดในประเทศ รัฐต้องจัดการทางด้านสาธารณสุขเพื่อป้องกัน แก้ไข และเยียวยาผลที่เกิดกับราษฎรในเขตนั้น แม้ว่ารัฐจะต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าที่รัฐได้คืนจากราษฎรก็ตาม

                อย่างไรก็ตาม เรามักจะเข้าใจว่า สวัสดิการมีความหมายไปในทางสิ่งที่รัฐบาลจัดให้ หรือสิ่งที่บริษัท โรงงาน ที่ตัวเองสังกัดจัดให้ แต่ไม่ใช่แค่นั้น สวัสดิการยังสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการจัดการของครอบครัว ชุมชน องค์กรการกุศล เองด้วยก็ได้

                อาจจะถึงเวลาที่เราจะต้องทวงถามกันแล้วว่า สวัสดิการที่แปลว่า ภาวะการกินดีอยู่ดี เพื่อดำรงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ จะเป็นแค่เรื่องที่รอให้นักการเมืองแจกเรียกคะแนนนิยม หรือเป็นสิทธิที่รัฐต้องจัดให้