''นโยบายการคลัง ''

        นโยบายการคลัง หมายถึง นโยบายที่จะเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของรัฐบาล ทางด้านการใช้จ่ายเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ เช่น การเพิ่มหรือลดภาษี และหนี้สิน การตัดสินใจของรัฐ เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ดังกล่าว จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อระดับอุปสงค์รวม เช่น ระดับราคาสินค้า อัตราดอกเบี้ย ระดับรายได้ประชาชาติ ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ประชาชาติ ดุลการชำระเงิน และอัตราแลก

        หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงปี 2540 ผ่านพ้นไป ประเทศไทยโดยการบริหารประเทศโดยรัฐบาล กลับต้องมีภาระหนักในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาลง ให้กลับฟื้นมาเป็นเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง วิธีการในการกระตุ้นเศรษฐกิจสามารถกระทำได้ 3 แนวทางด้วยกัน ผ่าน การกระตุ้นเศรษฐกิจทางด้านอุปสงค์และอุปทาน การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการใช้นโยบายการเงินและการคลัง และสุดท้ายเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการดำเนินนโยบายของรัฐบาลโดยตรง สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สะดวก รัฐบาลสามารถควบคุมดูแลได้มากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจวิธีอื่น อีกทั้งยังเป็นวิธีการที่รัฐบาลชุด นายกฯทักษิณ นิยมทำอย่างมาก นั่นคือ วิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังและนโยบาย

  บทบาทของนโยบายการคลัง

            1. บทบาททางด้านการจัดสรร จะเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจจัดสรรทรัพยากรของรัฐบาล เพื่อใช้ผลิตสินค้าสาธารณะ ( Public Goods ) และ สินค้าเอกชน ( PrivateGoods ) เนื่องจากประเทศมีทรัพยากรในการผลิตและบริการที่จำกัด เพราะฉะนั้นรัฐจึงต้องจัดสรรทรัพยากรเพื่อการผลิตสินค้าเหล่านี้อย่างเหมาะสม นโยบายการคลังยังมีบทบาทในการจัดสรรทรัพยากรในเรื่องของการจัดสรรทรัพยากรเพื่อสนับสนุนการผลิตสินค้าที่ก่อให้เกิดผลกระทบภายนอก ซึ่งก็คือ ผลประโยชน์ที่ตกแก่สังคมนั่นเอง

             2.บทบาททางด้านการกระจาย การตัดสินใจของรัฐบาลในเรื่องของการจัดเก็บภาษี และนำมาใช้จ่ายเป็นเงินโอน (Transfer Payment )เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ด้อยโอกาส เช่น ผู้พิการ เด็ก และคนสูงอายุ ให้มีระดับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จึงเท่ากับเป็นการโอนอำนาจซื้อจากประชาชนผู้มีความสามารถเสียภาษีไปให้แก่ประชาชนผู้ยากจนต่างๆ ซึ่งช่วยให้เกิดการกระจายรายได้ของบุคคลต่างๆในสังคมให้มีความเท่าเทียมกัน

             3. บทบาททางด้านการรักษาเสถียรภาพ การดำเนินนโยบายการคลังเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจควรเป็นนโยบายที่ผู้วางนโยบายได้กำหนดไว้อย่างเหมาะสมในการกระตุ้นอุปสงค์รวมในเวลาที่อุปสงค์รวมของประเทศมีต่ำเกินไป หรือลดอุปสงค์รวมของประเทศในยามที่อุปสงค์รวมมีมากเกินไป

  มาตรการของนโยบายการคลัง

            มาตรการของนโยบายการคลังที่สำคัญซึ่งรัฐบาลนำมาใช้สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆด้วนกันคือ

 1.มาตรการทางด้านการคลังที่ดำเนินไปโดยอิสระ(Nondiscretionary หรือ Automatic Fiscal Policy) )

            หมายถึง การเปลี่ยนแปลงค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการของรัฐบาล รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของอัตราภาษี จะถูกกำหนดขึ้นเองโดยอัตโนมัติตามการเปลี่ยนแปลงของระดับรายได้ประชาชาติ มาตรการทางด้านการคลังนี้ไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้ในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยชะลอไม่ให้รายได้ประชาชาติเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป ทั้งนี้เพื่อช่วยยืดเวลาให้รัฐบาลสามารถนำเอามาตรการทางด้านการคลังที่ใช้ดุลยพินิจ มาใช้ได้ทันเวลา

เครื่องมือที่ช่วยในการชะลอการเปลี่ยนแปลงของรายได้ประชาชาติ ( Built-In Stabilizers ) ที่สำคัญมีดังนี้

                1.1 ภาษีแบบอัตราคงที่ ( Constant Tax Rate ) และภาษีแบบอัตราก้าวหน้า ( Progressive Tax Rate )

 1.2 เงินโอนและเงินช่วยเหลือ  

             เงินโอนและเงินช่วยเหลือจะส่งผลให้รายได้ประชาชาติของระบบเศรษฐกิจไม่ลดลงหรือเพิ่มขึ้นมากนัก สาเหตุเพราะรายจ่ายในรูปของเงินโอนและเงินช่วยเหลือจะมีลักษณะการเปลี่ยนแปลงตรงกันข้ามกับรายได้ กล่าวคือ รายจ่ายในรูปของเงินโอนและเงินช่วยเหลือจะเพิ่มสูงขึ้นในระยะเวลาที่รายได้ประชาชาติลดลง และจะลดลงในช่วงระยะเวลาที่รายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้น ตัวอย่างของรายจ่ายในรูปเงินโอนและเงินช่วยเหลือ ได้แก่ เงินประกันการว่างงาน การประกันราคาพืชผล เป็นต้น

2. มาตรการทางด้านการคลังที่ใช้ดุลยพินิจ

            ถ้าช่วงห่างระหว่างช่องว่างของเงินฝืดและเงินเฟ้อมีขนาดใหญ่ และรัฐบาลไม่สามารถขจัดการเคลื่อนไหวที่ขึ้นลงในระยะสั้นในระบบเศรษฐกิจได้โดยใช้เครื่องมือของมาตรการทางคลังโดยอิสระได้แล้ว ในกรณีนี้รัฐบาลจำเป็นจะต้องนำเอามาตรการทางการคลังที่ใช้ดุลยพินิจมาใช้ อาทิ เช่น การเปลี่ยนแปลงค่าใช้จ่ายในการซื้อสิ้นค้าและบริการของรัฐบาล และการเปลี่ยน

 2.1 ค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการของรัฐบาล

2.2 ภาษี

            ภาษี คือ สิ่งที่รัฐบาลบังคบจัดเก็บกับประชาชน และนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนรวมโดยไม่มีสิ่งตอบแทนโดยตรงแก่ผู้เสียภาษี

                โดยสามารถแบ่งประเภทของภาษีได้ดังนี้

                         ภาษีทางตรง คือ ภาษีที่ผู้เสียภาษีเป็นผู้แบกรับภาระของภาษีนั้นทั้งหมดหรือส่วน ใหญ่ไม่สามารถผลักภาระภาษีไปยังผู้อื่นได้ ภาษีทางตรงมักเก็บจาก                                                      ฐานรายได้และทรัพย์สิน เช่น ภาษีเงินได้ส่วนบุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีการประกันสังคม ภาษีมรดก และ ภาษีการ                                                      ใช้จ่ายเพื่อการบริโภค เป็นต้น

                         ภาษีทางอ้อม คือ ภาษีที่ผู้เสียภาษีมิได้เป็นผู้แบกรับภาษีนั้นไว้ทั้งหมดหรือเป็นส่วนใหญ่ ผู้เสียภาษีสามารถผลักภาระภาษีทั้งหมดหรือส่วนใหญ่ไปยัง ผู้อื่นได้ ภาษีทางอ้อมมักเก็บจากฐานการใช้จ่ายหรือการซื้อขาย เช่น ภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต ภาษีการค้า และภาษีทรัพย์สิน เป็นต้น

 

     สรุปได้ว่า โดยทั่วไป รัฐบาลจะใช้งบประมาณแผ่นดินเป็นเครื่องมือสำคัญของนโยบายการคลัง งบประมาณแผ่นดินเป็นแผนการเงินของรัฐบาล ประกอบด้วยประมาณการรายได้และรายจ่าย รวมทั้งการจัดหาเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายตามประมาณการรายจ่ายในช่วงระยะเวลา 1 ปี การจัดทำงบประมาณแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะคือ

            1. งบประมาณสมดุล คือ งบประมาณที่รายรับและรายจ่ายเท่ากัน ใช้เพื่อการจัดสรรทรัพยากรและเพื่อการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม

            2. งบประมาณเกินดุล คือ งบประมาณที่รายได้มากกว่ารายจ่าย ใช้ในช่วงที่เศรษฐกิจรุ่งเรือง รัฐบาลจะลดค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการของรัฐบาลลงและเพิ่มภาษี เพื่อช่วยดึงเงินออกจากระบบเศรษฐกิจ

            3. งบประมาณขาดดุล คือ งบประมาณที่รายจ่ายมากกว่ารายได้ ใช้ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลจะเพิ่มค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการของรัฐบาลลงและลดภาษี เพื่อเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ