แบบฝึกหัดท้ายบท 4  

 

1. งานวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา math for science ระหว่างนิสิตที่เรียนภาคปกติ และนิสิตที่เรียนภาคพิเศษ

ตัวแปรต้น     การเรียนวิชา math for science ระหว่างนิสิตที่เรียนภาคปกติ และนิสิตที่เรียนภาคพิเศษ

ตัวแปรตาม    ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน.

 

2. งานวิจัยเรื่อง ความสามารถทางทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ระหว่างนิสิตชายกับนิสิตหญิง

ตัวแปรต้น   ทักษะความสามารถทางวิทยาศาสตร์ระหว่างนิสิตชายกับนิสิตหญิง

ตัวแปรตาม  ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

 

3. งานวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบคุณภาพของแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบที่ใช้วิธีตอบ และการตรวจให้คะแนนที่แตกต่างกัน

ตัวแปรต้น    คุณภาพของแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ

ตัวแปรตาม   การเปรียบเทียบใช้วิธีตอบ และการตรวจให้คะแนนที่แตกต่างกัน

 

4. งานวิจัยเรื่อง เจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดบริการแนะแนว ในโรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย

ตัวแปรต้น   การจัดบริการแนะแนว ในโรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย

ตัวแปรตาม  เจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

 

5. งานวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบผลการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่สอน โดยวิธี Skimming และ Scanning

ตัวแปรต้น    การเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5โดยวิธี Skimming และ Scanning

ตัวแปรตาม   การเปรียบเทียบผลการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ

 

6. งานวิจัยเรื่อง มลภาวะของเสียงกับการเรียนการสอน

ตัวแปรต้น  เสียงกับการเรียนการสอน

ตัวแปรตาม  มลภาวะของเสียง

 

7. สมมุติฐานการวิจัย นิสิตที่เรียนภาคปกติมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา Math for Science สูงกว่านิสิตภาคพิเศษ

สมมุติฐานทางสถิติ  : = ค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา Math for Science ของนิสิตที่เรียนภาคปกติ                             := ค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา Math for Science ของนิสิตที่เรียนภาคพิเศษ

 

8. สมมุติฐานการวิจัย นิสิตชายและนิสิตหญิงมีความสามารถทางทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แตกต่างกัน

สมมุติฐานทางสถิติ   : = ค่าเฉลี่ยความสามารถทางทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนิสิตชาย

                                  : = ค่าเฉลี่ยความสามารถทางทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนิสิตหญิง

คำถามท้ายบทที่  5

เครื่องมือและเทคนิคในการรวบรวมข้อมูล 

1. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยสามารถจำแนกออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้กี่ประเภท อะไรบ้าง พร้อมยกตัวอย่างเครื่องมือแต่ละประเภท

ตอบ  เครื่องมือในการวิจัย แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ  

        1.1  เครื่องมือที่เป็นอุปกรณ์  ใช้เพื่อให้กลุ่มตัวอย่างเรียนรู้หรือทำกิจกรรม ได้แก่  สิ่งที่สามารถรับรู้โดยผ่านประสาทสัมผัส เช่น ชุดการเรียนด้วยตนเอง  ชุดการสอน  แผนการสอน  วิดีทัศน์  CAI  เป็นต้น         

1.2  เครื่องมือวัด  ใช้วัดลักษณะหรือคุณสมบัติต่างๆ ของกลุ่มตัวอย่างหรือเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล  ประกอบด้วย  แบบทดสอบ  แบบสอบถาม  แบบวัดเจตคติ  การสัมภาษณ์  และการสังเกต 

2. เครื่องมือและวิธีการที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไปนี้คือ แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบวัดเจตคติ การสัมภาษณ์ และการสังเกต มีลักษณะอย่างไร และแบ่งออกเป็นกี่ชนิดย่อย อะไรบ้าง

ตอบ  เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล แบ่งออกเป็น 5 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้         

2.1  แบบทดสอบ  เป็นชุดของคำถามที่ให้ผู้เข้าสอบเป็นผู้ตอบข้อมูลที่ได้มีทั้งข้อมูลด้านความรู้ ความเข้าใจ  ด้านความรู้สึกและด้านทักษะ  แบ่งออกได้เป็น         

แบ่งตามลักษณะการสร้าง  สร้างขึ้นมาเองหรือเป็นแบบทดสอบมาตรฐานที่มีผู้สร้างแล้ว         

แบ่งตามลักษณะการใช้  ตัวอย่างเช่น  วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  วัดความพร้อม  วินิจฉัยข้อบกพร่อง  วัดเชาว์ปัญญา  เป็นต้น           

2.2  แบบสอบถาม ใช้ในการรวบรวมข้อมูลในการวิจัยเชิงสำรวจ ซึ่งกลุ่มตัวอย่างหรือประชากรอยู่กันอย่ากระจัดกระจาย แบ่งออกเป็น แบบสอบถามปลายเปิดและแบบสอบถามปลายปิด         

2.3  แบบวัดเจตคติ  วัดความรู้สึกที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งในทางบวกหรือทางลบ โดยมีการกำหนดระดับของคำตอบไว้เป็นช่วงๆ ที่นิยมมี 3 ชนิดคือ แบบของเทอร์สโตน  สิเคิร์ท  และออสกูด         

2.4  การสัมภาษณ์  เป็นการซักถามโดยการพูด ผู้ตอบตอบโดยการพูดแล้วผู้สัมภาษณ์เป็นฝ่ายบันทึกคำตอบ แบ่งออกเป็นการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างและแบบมีโครงสร้าง         

2.5  การสังเกต เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ประสาทสัมผัสของผู้สังเกตแล้วบันทึกสิ่งที่สังเกตได้ เหมาะสำหรับการศึกษาพฤติกรรมของบุคคลและปรากฎการณ์ต่างๆ แบ่งออกเป็น การสังเกตแบบไม่มีโครงสร้างและแบบมีโครงสร้าง  

3. จงอธิบายขั้นตอนการสร้างเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล มาโดยสังเขป

ตอบ  ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัย มี 7 ขั้นตอน ดังนี้         

1. กำหนดสิ่งที่ต้องการวัด  เป็นการกำหนดสาระสำคัญ ขอบเขตและโครงสร้างของสิ่งที่ต้องการวัด         

2. เลือกประเภทของเครื่องมือ  ผู้วิจัยจะต้องเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับลักษณะข้อมูลของสิ่งที่ต้องการวัด         

3. เขียนข้อคำถามและจัดฉบับ  ดำเนินการเขียนข้อคำถามที่จะใช้วัดตามลักษณะของเครื่องมือชนิดนั้นๆ รวมทั้งเขียนรายละเอียดของส่วนประกอบอื่นๆ เป็นฉบับร่าง         

4. ตรวจสอบความตรง  เป็นการตรวจสอบความถูกต้องและความครบถ้วนของพฤติกรรมที่ต้องการวัด ความตรงของเครื่องมือ หรือความสามารถวัดได้ในสิ่งที่ต้องการวัด โดยผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 คนขึ้นไป         

5.  ปรับปรุงแก้ไขฉบับก่อนทดลองใช้         

6.  ทดลองใช้เครื่องมือ นำเครื่องมือที่ได้ปรับปรุงไปทดลองกับแหล่งข้อมูลที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่าง แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อหาคุณภาพของเครื่องมือซึ่งได้แก่  ความเที่ยง  อำนาจจำแนกและความยากง่าย         

7.  ปรับปรุงแก้ไขฉบับจริง  เป็นการนำผลการวิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือ ถ้าพบว่าคุณภาพต่ำ ก็ปรับปรุงแก้ไข และนำไปทดลองจนกว่าจะได้คุณภาพ

           ตอบคำถามบทที่ 6 การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย1.จงบอกความหมายของคุณภาพเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยในด้านต่อไปนี้ ความตรง (Validity) ความเที่ยง (Reliability) ความยาก (Difficulty) และอำนาจจำแนก (Discrimination)ตอบ 1.      ความตรง  หมายถึง วัดได้ตรงตามสิ่งต้องการวัด 2.      ความเที่ยง หมายถึง ความคงเส้นคงวาในการวัด3.      ความยาก คือ สัดส่วนที่แสดงว่าข้อสอบนั้นมีคนทำถูกมากหรือน้อย วิธีตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบ ที่เกี่ยวกับสมรรถภาพของสมอง ในระบบอิงกลุ่ม มีลักษณะวิเคราะห์รายข้อ4.      อำนาจจำแนก คือ ความสามารถของเครื่องมือในการจำแนกบุคคลออกเป็น 2 กลุ่มที่ต่างกันคือ กลุ่มเก่ง  กับกลุ่มอ่อน 2.จงอธิบายถึงวิธีการใช้ในการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยในด้านต่อไปนี้ คือ ความตรง, ความเที่ยง, ความยาก,อำนาจจำแนกตอบ  วิธีการใช้ในการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัย มีดังนี้     ด้านความตรง ·       ความตรงเชิงเนื้อหา   ใช้จำแนกสองทางตามเนื้อหาและพฤติกรรมที่ต้องการวัด เช่น แบบวัดเจตคติ แบบวัดบุคลิกภาพ  ·       ความตรงเชิงโครงสร้างทฤษฎี  สามารถวัดได้ตรงตามทฤษฎีโดยตรวจเชิงเหตุผล มีความสอดคล้อง หาความสัมพันธ์  การวิเคราะห์ การเทียบกับกลุ่มที่รู้ ·       ความตรงเชิงเกณฑ์ความสัมพันธ์  ตรวจสอบโดยการหาความตรงตามสภาพการณ์และการหาความตรงเชิงพยากรณ์    
ความเที่ยง - การหาความเที่ยงเชิงคงที่ ทำได้โดยวิธีวัดซ้ำ - การหาความเที่ยงเชิงความเท่าเทียม ใช้แบบทดลองคู่ขนาน - การหาความเที่ยงเชิงความสอดคล้อง ภายในใช้วัดครั้งเดียว และทำได้ 1.วิธีแบ่งครึ่ง 2.วิธีของ Kuder-Richardson 3.วิธีหาด้วยสูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่า     ความยาก   วิธีตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบที่เกี่ยวกับสมรรถภาพของสมองและเป็นแบบทดสอบ แบบอิงกลุ่ม เป็นลักษณะวิเคราะห์รายข้อ สูตร           อำนาจจำแนก การหาอำนาจจำแนกใช้ในการตรวจสอบคุณภาพ มีลักษณะเป็นการวิเคราะห์รายข้อ ใช้ในการวิจัยประเภทแบบทดสอบ  แบบสอบถามและแบบวัดเจตคติ ซึ่งเป็นการจำแนกบุคคล เช่น กลุ่มเก่ง กลุ่มอ่อน            บทที่8เรื่อง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สถิติที่ใช้ในการอธิบายตัวแปรมีอะไรบ้างจงอธิบายตอบ 1. การแจกแจงความถี่ (Frequency Distribution)  เหมาะกับข้อมูลที่เป็นนามบัญญัติ  เช่น  ต้องการทราบเกี่ย;กับตัวแปร   เพศ   ตำแหน่งทางวิชาการโดยการเก็บรวบรวมข้อมูลแล้วใช้ร้อยละเป็นสถิติบรรยาย         2. การวัดแนวโน้มเข้าสู่ศูนย์กลาง (Central Tendency) เป็นการหาค่ากลางๆ ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต  ค่ามัธยฐาน  และฐานนิยม         3. การวัดการกระจาย (Variation)  เป็นค่าที่บอกให้ทราบว่าข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาได้นั้นแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด สถิติที่ใช้วัดการกระจายได้แก่ ค่าพิสัย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน         4. การวัดความสัมพันธ์   วิธีการคำนวณหาความสัมพันธ์อย่างง่ายๆ โดยใช้ตัวแปร  2  ตัว  ได้แก่ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อันดับและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน   2. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐานมีอะไรบ้าง จงอธิบาย ตอบ 1. การทดสอบในกรณีที่มีกลุ่มตัวอย่างเดียว (One Sample test) เป็นการทดสอบความ แตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง ( )กับค่าเฉลี่ยของกลุ่มประชากร ( ) หรือค่าคงที่ ค่าใดค่าหนึ่ง
       สมมติฐาน
              หรือ หรือ
2. กลุ่มตัวอย่างสองกลุ่ม เป็นการทดสอบที่เป็นอิสระต่อกัน·       การทดสอบกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน (Two independent Sample test)
                 สมมติฐาน
                               หรือ หรือ
        1. กลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มตัวอย่างแบบสุ่มที่ได้รับการสุ่มมาจากกลุ่มประชากรที่มีการ แจกแจงเป็นโค้งปกติ
        2. ค่าของตัวแปรตามแต่ละหน่วยนั้นเป็นอิสระต่อกัน
        3. ทราบค่าความแปรปรวนของกลุ่มประชากรทั้งสองกลุ่ม
 ·       การทดสอบกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่เกี่ยวข้องกัน (Two dependent Sample test) เป็นการทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน หรือสองกลุ่มที่สัมพันธ์กัน ลักษณะของความไม่เป็นอิสระต่อกันหรือมีความสัมพันธ์กัน มีลักษณะสำคัญ ๆ3. การใช้สถิติ Z-test กับ T-test มีจุดมุ่งหมายการใช้อย่างไร และมีเงื่อนไขในการใช้ อย่างไร  ตอบ 1. สถิติ Z-test กลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ แบบสุ่ม, ค่าตัวแปรเป็นอิสระต่อกัน ไม่ทราบค่าความแปรปรวน ของกลุ่มประชากร, กลุ่มตัวอย่างมีขนาดตั้งแต่ 100 ขึ้นไป           2. สถิติ T-test กลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก เป็นกลุ่มตัวอย่างแบบสุ่ม,ค่าตัวแปรเป็นอิสระต่อกัน ไม่ทราบค่าแปรปรวนของกลุ่มประชากร ,กลุ่มตัวอย่างมีขนาดน้อยกว่า 100   4. การใช้สถิติT-test ซึ่งเป็น Pooled Variance กับ T-test ซึ่งเป็น Separate Variance มีเงื่อนไขในการใช้ต่างกันอย่างไรตอบ - กลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มมีขนาดเท่ากันใช้ T-test ซึ่งเป็น Pooled Variance t-test            - กลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มมีขนาดแตกต่างกัน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มประชากรสองกลุ่มใช้ Pooled Variance t-test         บทที่ 9การแปลความหมายข้อมูล1. การแปลความหมายข้อมูลหมายถึงอะไรตอบ  การแปลความหมายข้อมูล คือการอธิบายผลของการวิเคราะห์ข้อมูล ให้เกี่ยวโยงกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย2. จงแปลความหมายข้อมูลจากตารางต่อไปนี้
       2.1 ตารางที่ 1 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมีเรื่อง " สมการเคมี" ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสารคามพิทยาคม จ. มหาสารคาม
วิธีสอนNSt
ใช้  CAI2511.284.13-0.265
วิธีปกติ2511.604.41
                           t (0.95) = ±2.02จากตารางแสดงว่า การเรียนวิชาเคมีเรื่อง สมการเคมี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสารคามพิทยาคม จ.มหาสารคาม โดยวิธีสอนแบบ CAI มีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าวิธีการสอนแบบวิธีปกติ       2.2 ตารางที่ 2 ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนของคะแนนทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนกลุ่มทดลองที่ 1 กลุ่มทดลองที่ 2 และกลุ่มควบคุม
แหล่งของความแปรปรวนSSdf MsF
ระหว่างกลุ่ม
ภายในกลุ่ม
635.75
1,144.07
2
8
317.88
16.15
24.17*
รวม24.83142   
* มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ;ตาราง F (0.95)= 3.15จากตารางสรุปว่า  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนอย่างน้อยที่สุด 1 กลุ่มจะมีผลสัมฤทธิ์วิชาคณิตศาสตร์ต่างจากกลุ่มอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05       2.3 ตารางที่ 3 ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ของนักเรียนกลุ่มทดลองที่ 1 กลุ่มทดลองที่ 2 และกลุ่มควบคุมโดยวิธีของ Tukey
กลุ่ม จำนวนนักเรียน S
กลุ่มทดลองที่ 1
กลุ่มทดลองที่ 2
กลุ่มทดลองที่ 3
6
6
6
13.83
17.0
10.90
4.76
3.02
2.76
จากตารางที่ 3 แสดงให้เห็นถึงค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของแต่ละกลุ่ม ซึ่งจากการเปรียบเทียบภายหลังโดยวิธีของ Tukey  ปรากฏว่า กลุ่มทดลองที่ 1 มีคะแนนทดสอบสูงที่สุด รองลงมาเป็นกลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 ตามลำดับ                   

สัปดาห์นี้อาจารย์สำราญ ปิ่นทองได้มาให้ความรู้แก่นักศึกษาป.บัณฑิตห้อง 1 อย่างน่าสนใจพอสรุปได้ดังนี้

ประเภทของการวิจัยคือ

1. วิจัยชั้นเรียน

2. วิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน คือการเอาเอาชั้นเรียนเป็นตัวตั้ง เพื่อลดปัญหาในชั้นเรียนและต้องลงมือทำโดยผ่านกระบวนการ

การวิจัยคือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องทำตามขั้นตอน

หลักการวิจัยคือการเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์  รวบรวม และประเมินผล

นวัตกรรที่ใช้ในการวิจัยเช่น เสริมแรงด้านคะแนน หรือใบกิจกรรม

ครูควรเสริมแรงบวกให้นักเรียนเป็นประจำเพราะเมื่หยุดเสริมแรงบวกพฤติกรรมเดิมจะกลับมา ครูจะต้องหาวิธีใหม่ ๆมาใช้ เพราะฉนั้นครูต้องไม่หยุดนิ่ง

หัวใจของการปฏิรูปการเรียนรู้คือการปฏิรูปการเรียนการสอน

การเปลี่ยนแปลงแนวคิดเป็นการเปลี่ยนที่ยากมาก

   ครั้งที่ 5 

อาจารย์พูดถึงเนื้อหาเกี่ยวกับในหนังสือ"การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนตามแบบจำลองคุณภาพ" อาจารย์พูดถึงเนื้อหาใน

บทที่ 4 เรื่อง"กิจกรรมการวิจัย"ซึ่งมี 7 กิจกรรม ผลลัพธ์ของ7กิจกรรมเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ใช้ได้ผล

บทที่5เรื่อง"เครื่องมือการวิจัย" มี 7 ประเภทคือ 1.แผ่นตรวจสอบ 2. ผังฮีสโตแกรม 3. กราฟ(เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลง) 4. ผังพาเรโต (ใช้จัดลำดับความสำคัญ)5. ผังเหตุผล(ผังก้างปลา) 6. ผังกระจาย 7. ผังควบคุม

บทที่ 6 เรื่อง"เรื่องราวการวิจัย" การเขียนวิจัยเขียนเป็นเรื่องเล่า(บนข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง) การเขียนรายงานการวิจัยมี 3 แบบคือ 1.รายงานการวิจัยหน้าเดียว 2. เรื่องราวการวิจัย(มี8-10หน้า)3.รายงานผลการวิจัย 5บท

รายงานวิจัยหน้าเดียวความยาวไม่เกิน 1หน้ากระดาษ มี 3 ย่อหน้า

ย่อหน้าที่ 1 พูดถึงปัญหา ,นวัตกรรมที่ใช้ ,เวลาที่ใช้ในการแก้ปัญหา

ย่อหน้าที่ 2 พูดถึงวิธีดำเนินการวิจัย บอกขั้นตอน หรืออธิบายวิธีทำ

ย่อหน้าที่ 3 พูดถึงผลหรือข้อค้นพบ

 

ครั้งที่ 6

วันนี้หนูก็ไปเรียนตามปกติ อาจารย์มาบรรยายเรื่องเกี่ยวกับงานวิจัยที่