ผู้เขียนได้เข้าไปในบันทึกของ อาจารย์ P  ขจิต ฝอยทอง ท่านได้ให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของท่าน

     และได้แลกเปลี่ยนความรู้ไปบ้างค่ะ  ในบันทึกของท่านอาจารย์  ขจิต  ได้ถามตอนท้ายบันทึกว่า ..'' ในท้องถิ่นของท่าน  มีประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอะไรบ้าง..''

     ทำให้ผู้เขียนอดนึกอยากจะโปรโมทท้องถิ่นของตนเองไม่ได้ค่ะ   จึงได้นำมาเสนอรายละเอียดเพิ่มเติมไว้ในบันทึกของวันนี้

      จังหวัดร้อยเอ็ดมีประวัติศาสตร์ยาวนานพอควรค่ะ  เพราะเป็นเมืองที่เกิดขึ้นมานานตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว

      ผู้เขียนจะบรรยายพอสังเขป  ในเรื่อง ความเป็นมาของ  จังหวัดร้อยเอ็ด  (สาเกตุนคร  101  เมืองสิบเอ็ดประตู)..

     
     ประวัติเมืองร้อยเอ็ดโดยสังเขปนี้ผู้เขียนได้ค้นคว้ามาจาก  ตำนานอุรังคธาตุ   ซึ่งเป็นหนังสือใบลานจารด้วยตัวอักขระ ไทยน้อยจากหอไตร วัดหลวง เมืองหลวงพระบางมีข้อความพิสดาร 13 ผูกใบลานซึ่งเจ้าคุณพระพนมเจติยานุรักษ์ อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครพนม (ฝ่ายธรรมยุต) ได้แปลเป็นหนังสือไทยเมื่อ พ.ศ.2479 มีข้อความเกี่ยวกับเมืองร้อยเอ็ด โดยสังเขป ดังนี้


ประวัติเมืองร้อยเอ็ด แบ่งออกได้เป็น 3 สมัย
1. สมัยพุทธกาล
2. สมัยผาแดง
3. สมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์


สมัยพุทธกาล

       เมืองร้อยเอ็ดปรากฏตามตำนานอุรังคธาตุว่าปางเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน  ได้แปดปีปลาย แปดเดือนนั้นพระกัสสปะอัครสาวกพระอรหันต์เจ้าผู้ใกล้ชิดพระพุทธองค์ได้อัญเชิญอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้าดำเนินไปยังเบื้องบูรพาแห่งชมพูทวีป จากกุฉิ-นารายณ์ - ปาวาย เพื่อประดิษฐาน ณ ดอยกัปปนคีรี (ภูกำพร้า)ตามที่พระพุทธองค์ได้ทรงดำรัสไว้เป็น ปัจฉิมพจน์ ณ เบื้องบูรพาแห่งชมพูทวีปนั้น อดีตกาลนานมาแล้วมีเอกมหานครอยู่ 4 นคร คือ
1. เมืองสกลนคร (จังหวัดสกลนคร)
2. เมืองสาเกตนคร (เมืองร้อยเอ็ด)
3. เมืองมรุกขนคร (เมืองธาตุพนม - เมืองป่าไม้รวก)
4. เมืองอินทรปัฎฐนคร (เมืองนครพนมเปญ)
เบื้องบูรพาแห่งชมพูทวีปนั้น เมืองสาเกตุนครเป็นเมืองใหญ่อยู่ศูนย์กลางเมืองขึ้นใหญ่น้อยทั้งหลายตาม หนังสืออักขระไทยน้อยของท่านเจ้าคุณพระพนมเจติยานุรักษ์มีที่พอจะสันนิษฐานเกี่ยวกับ เมืองร้อยเอ็ดอยู่ 3แห่ง
        เมืองสาเกตุ.................ประตู (ตกขาดลบหายคำว่า ?นคร 101?)
        เมือง...........นคร.........ประตู (ตกคำว่า ?สาเกตุกับ 101?) 
  ................สรุปแล้วอ่านได้ความว่า เมืองสาเกตุนคร 101 ประตู (101 อ่านว่าสิบเอ็ด)
ตามตำนานอุรังคธาตุมีตัวอักขระเขียน (จาร) เมือง 101 เกือบทุกแห่งจึงได้กลายมาเป็นต้นเทวีและท้าว สังขวิชชราชโอรส ไปอยู่เมืองลา (อยู่แขวงเมืองเวียงคุกตรงข้ามห้วยเก้าคดเก้าเลี้ยวอาศัยอยู่กับนางอินทร์สวรรค์ลง- จอด บางแห่งว่านางอินทร์แปง นางอินทร์แปงเป็นราชเทวีของพระเจ้าบุรีจันทร์อ้วยล้วย)ตั้งแต่สมัยพระเจ้ากุลุนฑะ
        จนถึงสมัยพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชนั้น มีเมืองขึ้นอยู่ 11 เมือง มีทางเข้า 11 ประตู สาเกตุนคร (เมืองร้อยเอ็ด) จึงมีเมืองขึ้นปรากฏตามภูมิภาคใกล้เคียง ที่มีชื่อปรากฏอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ คือ
1. เมืองเชียงเหียน (อยู่จังหวัดมหาสารคาม)
2. เมืองสีแก้ว (บ้านสีแก้ว อำเภอเมืองร้อยเอ็ด)
3. เมืองฟ้าแดด (บ้านฟ้าแดดสูงยาง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์)
4. เมืองเปลือย (บ้านเมืองเปลือย อำเภอเมืองร้อยเอ็ด)
5. เมืองทอง (บ้านเมืองทอง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด)
6. เมืองหงษ์ (บ้านเมืองหงษ์ อำเภอจตุรพักตรพิมาน)
7. เมืองบัว (บ้านเมืองบัว อำเภอเกษตรวิสัย)
8. เมืองคอง (อำเภอเมืองสรวง)
9. เมืองเชียงขวง (บ้านจาน อำเภอธวัชบุรี)
10. เมืองเชียงดี (บ้านหัวโนน อำเภอธวัชบุรี)
11. เมืองไพ (บ้านเมืองไพร อำเภอเสลภูมิ)

              ประตูเมือง 11 ประตูของสาเกตุนคร มีดังนี้
    ด้านทิศเหนือ คือ ประตูเมืองฟ้าแดด เมืองสีแก้ว เมืองเชียงเหียน
   ด้านทิศตะวันตก คือ ประตูเมืองเปลือย เมืองทอง เมืองหงษ์
   ด้านทิศใต้ คือ ประตูเมืองบัว เมืองทอง
   ด้านทิศตะวันออก คือ ประตูเมืองเชียงขวง เมืองเชียงดี เมืองไพ

      อาณาจักรกุลุนฑะจึงเป็นอาณาจักรที่มีการปกครองและรัฐประศาสนศาสตร์แตกต่างกับอาณาจักรอื่นๆ เพราะมีเส้นทางเข้าสู่เมืองหลวง 11 ทาง ซึ่งเป็นของแต่ละเมืองขึ้น สร้างตรงไปยังสาเกตุนคร และมีทางเข้า 11 ประตูมีรหัสควบคุมการเข้าเมืองเข้าใจว่าสมัยพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชก็เป็นชื่อภาษาขอม  มีคำกลอนโบราณ บทหนึ่งที่กล่าวถึงสาเกตุนครว่า ?

       เมืองสิบเอ็ดผักตู สิบแปดป่องเอี้ยม ซาวเก้าแม่ขั่นได?ทั้งนี้เพราะได้มีการสร้าง วิหารสูง 6 ชั้นขึ้นที่กลางเมือง กลางบึงพลาญชัยให้มีบันไดถึง 29 ขั้น มีหน้าต่าง 17 ช่อง และมีประตู 11 ช่อง (โบราณเขียนเป็น 101)

         สมัยผาแดง

      อาณาจักรกุลุนฑะ อันมีเมืองสาเกตุนครเป็นเมืองหลวง เริ่มเสื่อมอำนาจลงจนกระทั่งเสียเมืองพระเจ้า สุริยวงศาธรรมิกราชถูกสำเร็จโทษ นางรัตนเทวี และท้าวสังขวิชชราชโอรส และท้าวกางโฮงหนีไปอยู่เมืองเวียงคุก แขวงเมืองเวียงจันทร์ อาณาจักกุลุนฑะและสาเกตุนครก็ถึงการวิบัติล่มจม

      ตำนานท้าวผาแดงนั้นจึงไม่มีชื่อเมืองหลายเมืองของอาณาจักรกุลุนฑะไปปรากฏอยู่ในตำนานท้าวผาแดง คงมีแค่เมืองเชียงเหียน เมืองสีแก้ว เมืองฟ้าแดด เท่านั้นที่ปรากฏอยู่ในตำนานท้าวผาแดงนางไอ่ตอนหนึ่งว่าบั้งไฟ ขนาดมหึมาของพระยาขอมตกลงมาจนกลายเป็นบึงพลาญชัยตามประวัติศาสตร์นั้นขอมเริ่มแผ่อำนาจ  เข้ามาสู่ชมพูทวีปทางภาคบูรพาราวๆ ศตวรรษที่ 9 - 13 จากตำนานท้าวผาแดงเป็นการแผ่อำนาจอิทธิพลของขอม

      ตามตำนานท้าวผาแดงกล่าวว่าพระยา ขอมธรรมิกราชเจ้าผู้ครองนครหนองหารหลวง ได้ใช้กุศโลบายทางรัฐประศาสนศาสตร์จัดงานมหกรรมบุญบั้งไฟแสน โดยมีนางไอ่ราชบุตรีเป็นรางวัลเดิมพันอันเป็นสาเหตุแห่งการขัดกันอย่างรุนแรงระหว่าง  ท้าวผาแดงแห่งอาณาจักรผาโฮง (เมืองผาโฮงเป็นเมืองเก่าอยู่แขวงอำเภอพุทไธสงจังหวัดบุรีรัมย์)กับท้าวพังคีแห่งอาณาจักรศรีสัตตนาค  จนเกิดเป็นสงครามชิงนางไอ่ เช่นเดียวกับสงครามชิงนางสีดาในเรื่องรามเกียรติ์

      (เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องผาแดง นางไอ่ได้มาจากฉบับ ใบลานของจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งท่านเจ้าคุณพระอริยานุวัตร วัดมหาชัย จังหวัดมหาสารคาม เป็นผู้แปล)

       เมืองสาเกตุนครแห่งอาณาจักรกุลุนฑะ กับหัวเมืองขึ้นอีก 8 เมือง (เว้นเมืองเชียงเหียนเมืองสีแก้วเมือง ฟ้าแดด)ในตำนานไม่ปรากฏว่าไปร่วมงานมหกรรมบุญบั้งไฟแสนพอสันนิษฐานได้ว่าพระยาขอมธรรมิกราชแห่งอาณาจักรหนองหารหลวง ทำลายอาณาจักรกุลุนฑะได้สำเร็จ เพราะปรากฏตามตำนานอุรังคธาตุว่า ท้าวศรีโคตรพระตะบอง(เจ้าขอมผู้ทรงพลัง) ได้ครองอาณาจักรโคตรบูรด้วยเมืองมรุกขนครเป็นเมืองหลวงแห่งอาณาจักรโคตรบูร เป็นเมืองที่ตั้งอุรังคธาต ุคือ พระธาตุพนมสืบต่อมา

       ณ เมืองธาตุพนมนี้ได้ขุดพบโบราณวัตถุ คือ รูปเสมาธรรมจักรทำด้วยหินจารึกอักษร ?เยธัมมา?ซึ่งมี ปรากฏอยู่ในประเทศไทยเพียง 2 แห่งเท่านั้น คือที่จังหวัดนครปฐม กับที่วัดหัวบึง (วัดศิลามงคล พระธาตุพนม) ท่านผู้รู้สันนิษฐานว่าพระเจ้าอโศกมหาราชคงจะส่งพระธรรมทูต พร้อมทั้งธรรมจักร (เสมาธรรมจักร)ติดตามพระ บรมสารีริกธาตุไปทุกหนทุกแห่งปี่ชาววากับม้าแม่แล (แม่แหล่) ตามตำนานอุรังคธาตุว่า สาเกตุนครแห่งอาณาจักร
กุลุนฑะ มีเมืองขึ้นอยู่ 11 เมือง มีการสื่อสารและการคมนาคมดีเยี่ยม คือ ปี่ซาววา (ยี่สิบวา)เป็นปี่ที่มีเสียงก้องกังวาน ไกลส่งสัญญาาณข่าวสารบอกเหตุการณ์ร้ายดีที่จะเข้ามาสู่นครหลวงสาเกตุนคร ม้าแม่แล (แม่แหล่)ตามตำนาน เป็นม้าพลาหก(เป็นม้าที่มีกำลังหกเท่าของม้าธรรมดา)รูปร่างของม้าพลาหกเป็นอย่างไรนั้น จะไปพิจารณาดูได้ที่รูปสลักลายจุมเจียที่ฝาผนังด้านตะวันตกของเจดีย์พระธาตุพนม มีรูปม้าพลาหกติดอยู่กับลายจุมเจีย ลายจุมเจียเป็นลายเครือเถาโบราณเคยพบเห็นแห่งเดียวที่ฝาผนังพระเจดีย์ ธาตุพนม เมื่ออาณาจักรกุลุนฑะเสื่อมลงแล้ว เมืองสาเกตุนครก็กลายเป็นเมืองร้างมาช้านาน มีต้นกุ่ม (ต้นผักกุ่ม) ขึ้นรอบบึง รอบสระ รอบคูเมืองทั่วไปจนเรียกว่า ?บ้านกุ่มฮ้าง? มาปรากฏเป็นเมืองร้อยเอ็ดขึ้นเมือจารย์แก้ว ท้าวมืด ท้าวธน (ต้นตระกูลธนสีลังกูร-สุวรรณธาดา-ภวภูตานนท์-เรืองสุวรรณเลิศ) ยกบ้านกุ่มขึ้นเป็นเมืองร้อยเอ็ดในภายหลัง

สมัยศรีอยุธยาและรัตนโกสินทร์

      พ.ศ. 2256 สมัยพระเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูรเป็นกษัตริย์ ไปปกครองจำปาศักดิ์ ทราบว่า ร้อยเอ็ด เป็นเมืองร้าง จึงให้จารย์แก้วคุมครัวลาวประมาณ 3,000 คนเศษ มาอยู่ที่ร้อยเอ็ด ครั้งแรกมาอยู่ที่บ้านทุ่ง (คือท้องที่สุวรรณภูมิเดี่ยวนี้) เรียกว่า ?เมืองทุ่ง? ขึ้นกับจำปาศักดิ์เมื่อจารย์แก้วรักษาการอยู่ที่ร้อยเอ็ดได้เพียง 7 ปี ก็ถึงแก่กรรม บุตรของจารย์แก้ว 2 คน คือ ท้าวมืด ซึ่งเป็นบุตรเขยของเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร และท้าวธน ซึ่งเป็นน้อง หลังจากที่พระบิดาถึงแก่กรรม เจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร ได้แต่งตั้งให้ท้าวมืดผู้พี่เป็นเจ้าเมือง ส่วนท้าวธนเป็นอุปฮาด (ที่เรียกว่า ?ท้าวมืด? เพราะเกิดในวันที่มีสุริยุปราคา)ท้าวมืดครองเมืองแทนบิดาจนถึง พ.ศ. 2306 ก็ถึงแก่กรรม ท้าวธนผู้เป็นอุปฮาดก็ขึ้นครองเมืองสืบแทนต่อมาท้าวมืด มีบุตรสองคน คือ ท้าวเซียงและ ท้าวสูนย์ เมื่อท้าวธนครองเมืองได้สี่ปีเกิดบาดหมางโกรธเคืองกับหลานทั้งสอง ท้าวเซียงและท้าวสูนย์จึงได้อพยพ ไปพึ่งพระบรมโพธิสมภาร สมเด็จพระบรมราชาที่ 3 แห่งกรุงศรีอยุธยา ขอกำลังมาปราบปรามท้าวธนสมเด็จพระ บรมราชาที่ 3 จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาพรหม กับ พระยากรมท่า ยกทัพลงมาพร้อมกับท้าวเซียงและท้าวสูนย์ เมื่อท้าวธนทราบข่าว จึงหนีไปอยู่ที่บ้านกุดจอก (บ้านดง-เมืองกุดจอก อยู่ในท้องที่อำเภออาจสามารถในปัจจุบัน) กองทัพจากกรุงศรีอยุธยาจึงเข้าเมืองได้อย่างง่ายดายและได้ตั้งท้าวเซียงเป็นเจ้าเมืองเมื่อพระยาพรหมกับพระยา
กรมท่า กลับไปยังกรุงศรีอยุธยาแล้ว พระบาทสมเด็จพระบรมราชาที่ 3 โปรดให้กลับคืนมายังเมืองทุ่งอีก เพื่อ เกลี้ยกล่อม ให้ท้าวธนคืนดีกับท้าวเซียงและท้าวสูนย์ ตั้งแต่นั้นมาเมืองทุ่งก็ตกเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยา
        พ.ศ. 2315 สมัยพระเจ้าตากสิน ซึ่งได้ครองราชย์ ณ กรุงธนบุรีได้ประมาณ 4 ปี พระยาพรหม พระยากรมท่า เห็นว่าเมืองทุ่งชัยภูมิ ไม่สมควรที่จะตั้งเป็นเมืองเพราะเป็นโนนสูง ลำน้ำเซ (ลำน้ำเสียวในปัจจุบัน) น้ำไหลแรงเซาะตลิ่งพังจะไม่ถาวร ต่อไป จึงปรึกษาท้าวเซียงและท้าวสูนย์ และเห็นพ้องกันว่า ตำบลดงท้าวสาร ห่างจากเมืองทุ่งราว 100 เส้น เป็นเมืองเก่ามีชัยภูมิที่ดี

     (จากประวัติที่กล่าวตอนนี้จะเห็นว่าท้องที่ที่กำลังกล่าวถึงเคย เป็นเมืองร้างมาก่อน) จึงมีไบบอกไปยังกรุงธนบุรี ขอตั้งเมืองดงท้าวสารเป็นเมืองสุวรรณภูมิตั้งแต่นั้นมาในการ สร้างบ้านเมืองสุวรรณภูม ิหรือศรีภูมินี้ ได้สร้างหลักเมืองและวัดพร้อมกันสองวัด คือ วัดกลางและวัดใต้(ปัจจุบันนี้ ยังมีสภาพดีทั้งหลักเมืองและวัดทั้งสองวัด) ต่อมาในราว พ.ศ. 2318 ท้าวธนซึ่งหนีไปอยู่ ณ บ้านกุดจอกได้เข้าเฝ้า พระยาพรหมและพระยากรมท่า พระยาทั้งสอง เห็นว่าท้าวธนเป็นเจ้าเมืองขอขึ้นกับกรุงธนบุรีพระเจ้าตากสินจึงทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งท้าวธนเป็นพระยา ขัติยะวงษา เป็นเจ้าเมืองร้อยเอ็ด ส่วนเมืองสุวรรณภูมิได้ตั้งท้าวโอ๊ะ บุตรท้าวเซียงเป็นพระยารัตนวงศาเจ้าเมือง สุวรรณภูมิ

      ตามประวัติที่ค้นพบแสดงว่าร้อยเอ็ดเป็นเมืองขอมมาแต่ก่อน เพราะมีเทวสถานที่เรียกกันว่า ?กู่?และ ร้อยเอ็ดเคยทำสงครามกับเมืองอื่นๆ หลายครั้ง เช่น พ.ศ. 2368 เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์ เป็นกบฏต่อกรุงเทพฯ ยกทัพมาตีกรุงกาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด สุวรรณภูมิ จนถึงนครราชสีมา ในที่สุดกองทัพเจ้าอนุวงศ์ก็ถูกตีพ่ายกลับไป
      พ.ศ. 2415 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอุปราชเหง้าได้มาขอตั้งบ้านดอนสำโรง ขึ้นเป็นเมืองเกษตรวิสัย และตั้งอุปราชเหง้าเป็นพระศรีเกษตรธิไชยเป็นเจ้าเมือง
      พ.ศ. 2420 ตั้งบ้านโป่งขึ้นเป็นเมืองพนมไพรแดนมฤค ให้เลื่อนหลวงรักษาวงศา (บุญตา)เป็นพระดำรง ฤทธิไกร เป็นเจ้าเมือง ตั้งบ้านเมืองเสือ เป็นเมืองพยัคฆภูมิพิสัย ให้ท้าวขัติยะเป็นเจ้าเมือง
      พ.ศ. 2425 ตั้งบ้านเมืองหงษ์ เป็นเมืองจตุรพักตรพิมาน ให้หลวงพรหมพิทักษ์เป็นเจ้าเมือง

       ในสมัยต่อมาเมืองร้อยเอ็ดได้อยู่ในมลฑลอีสานแต่เนื่องจากร้อยเอ็ดเป็นเมืองที่เจริญมานานและมีความสำคัญ จึงเปลี่ยนจากมณฑลอีสาน เป็นมณฑลร้อยเอ็ด หลังจากนั้นจึงได้ตั้งเป็นจังหวัดร้อยเอ็ดและเมืองต่างๆที่กล่าว มาแล้วยุบเป็นอำเภอขึ้นอยู่กับจังหวัดร้อยเอ็ด