1.ผู้ที่จะแต่งกายได้งามนั้นมีอะไรเป็นพื้นฐานของการแต่งกาย จงอธิบาย

ต้องสารวจตัวเองว่าการแต่งกายของเราเป็นอย่างไร แบบใดเหมาะสมกับรูปร่าง และบุคลิกของตนเอง และมีส่วนดีที่ควรส่งเสริมให้เด่นชัด สะดุดตาตรงส่วนใด หรือมีส่วนบกพร่องที่ควรอาพรางไม่ให้เป็นที่สนใจตรงส่วนใด มีรูปร่าง ใบหน้าและลักษณะท่าทางเฉพาะตัวอย่างไร มีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมอย่างไรและอยู่ในวัยใด เพื่อทาให้การแต่งกายของผู้นั้นดูดีและมีความมั่นใจ ในการที่จะเลือกเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับบุคลิกของตนเอง
 
www.rtc.ac.th/www_km/02/0212/016_2-2554.pdf

2.หลักที่ควรยึดถือในการแต่งกายมีอะไรบ้าง

ความเรียบร้อย เสื้อผ้าที่นามาสวมใส่ต้องมองดูเรียบร้อย ไม่ยับยู่ยี่ ตะเข็บขาด กระดุมหลุด จะทาให้ผู้สวมใส่เสื้อผ้าที่เรียบร้อย มีความรู้สึกมั่นใจ ช่วยส่งเสริมบุคลิกให้ดูดียิ่งขึ้น ความเรียบร้อยของเสื้อผ้าไม่เพียงแต่จะอยู่ที่เสื้อผ้าชั้นนอกเท่านั้น เสื้อชั้นในก็มีความสาคัญเช่นกัน โดยเฉพาะผู้หญิงถ้าสวมเสื้อชั้นนอกบาง เช่น เสื้อที่ตัดด้วยผ้าไนลอน ผ้าป่าน ผ้าชีฟอง ควรสวมเสื้อชั้นในชนิดเต็มตัวหรือสวมเสื้อทับ ส่วนกระโปรงชั้นในก็ควรให้ได้สัดส่วนกับกระโปรงชั้นนอก ไม่สั้นหรือยาวเกินไป

ความสะอาด ความสะอาดเป็นรากฐานที่แท้จริงของความงาม ดังนั้นเสื้อผ้าที่สวมใส่ต้องหมั่นซักให้สะอาดไม่ใส่เสื้อผ้าชุดเดียวกันซ้า 2 – 3 วัน นอกจากนั้นขณะที่สวมใส่ต้องระวังไม่ให้เปื้อนฝุ่น โคลน น้าหวาน กาแฟ หรือเศษอาหารต่าง ๆ

ความเหมาะสม การเลือกแบบ สี ลวดลายและชนิดของเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับรูปร่างและวัยนั้นเป็นสิ่งสาคัญที่จะทาให้ผู้สวมใส่เสื้อผ้าแต่งกายดูดี

www.rtc.ac.th/www_km/02/0212/016_2-2554.pdf

3.เปรียบเทียบศิลปะการแต่งกายที่เหมาะสมของบุคคลต่อไปนี้

3.1คนอ้วนและคนผอม

คนที่มีรูปร่างอ้วนท้วม ควรสวมเสื้อผ้าที่มีสีเข้มจะทำให้ดูเล็กลงและไม่ควรสวมเสื้อผ้าสีอ่อน เพราะจะทำให้แลดูอ้วนมากยิ่งขึ้น สำหรับคนที่มีรูปร่างเล็กผอม ควรสวมเสื้อผ้าสีอ่อนจะทำให้ดูสดใสแลดู อ้วนขึ้น ถ้าใส่สีเข้มจะทำให้แลดูผอมมากยิ่งขึ้น
 
management.aru.ac.th/mnge/images/pdf/e-book/.../eb_chapter4.pdf

3.2คนผิวขาวและคนผิวคล้ำ

ผู้ที่มีผิวขาวสามารถสวมเสื้อผ้าได้เกือบทุกสี ยกเว้นสีอ่อน สีขาว เพราะจะทำให้ดู ซีดเซียว ส่วนคนผิวคล้ำควรใส่เสื้อผ้าที่มีสีเหลืองปน จะทำให้ขับผิวและดูสดใสกว่าการใส่เสื้อสีเข้ม สีที่สามารถใส่ได้ ทุกผิวคือ สีเหลืองทอง สีน้ำทะเล สีฟ้า สีเทาเงิน สีแดงอมส้ม
 
management.aru.ac.th/mnge/images/pdf/e-book/.../eb_chapter4.pdf

3.3คนรูปร่างเล็กและคนรูปร่างใหญ่

สำหรับคนรูปร่างเล็ก เอวสูงก็เป็นไอเท็มอีกชิ้น ทั้งกางเกงขาสั้น กางเกงขายาวเอวสูงหรือกระโปรงเอวสูงก็ตาม เพราะการใส่เอวสูงจะทำให้คนรูปร่างเล็กดูเพรียวขึ้นสูงขึ้น และขายาวขึ้นด้วย ส่วนคนที่มีรูปร่างใหญ่ควรหากางเกงที่ไม่รัดจนเกินไป เอาแบบพอดีกับรูปร่าง และควรหลีกเลี่ยงกางเกงที่มีกระเป๋าเยอะๆ โดยเฉพาะกระเป๋าด้านหลังกางเกง เพราะมันจะทำให้ดูพองมากขึ้น ถ้าเป็นกางเกงแบบเลกกิ้งให้ใส่กับเสื้อที่มีลำตัวยาวหรือจะเป็นเดรสสั้นก็ได้เหมือนกัน

http://www.dek-d.com/nugirl/29047/

http://www.เสื้อผ้าคนอ้วน.com

4.บรรยายรูปร่างลักษณะของนักเรียนเองและอธิบายว่าถ้าจะให้ผ้าเป็นริ้วเป็นลายจะใช้ริ้วลายแบบไหน

รูปร่างอ้วนเตี้ย ควรเป็นลายผ้าที่มีลักษณะแนวตั้งตามยาวลาตัว ความกว้างของลายไม่กว้างมาก สีของลวดลายกลมกลืนจะเหมาะกว่าสีตัดกันและสีส่วนใหญ่ควรเป็นสีเข้มและส่วนน้อยควรเป็นสีอ่อน จะทาให้ดูผอมลงหรืออาจเป็นผ้าพื้นก็ได้ ควรหลีกเลี่ยงผ้าลายขวางขนาดใหญ่ ตาใหญ่ ดอกใหญ่

www.rtc.ac.th/www_km/02/0212/016_2-2554.pdf

5.เครื่องเกาะเกี่ยวที่ใช้ในการตัดเย็บมีอะไรบ้าง เสื้อผ้าที่นักเรียนใส่ส่วนใหญ่ต้องซ่อมแซมอะไรบ้าง

1.ตะขอ คือเครื่องเกาะเกี่ยวใช้สำหรับเกี่ยวผ้า2ชิ้นให้ติดกันเช่นขอบกางเกงขอบกระโปรงขอบแขนเสื้อสตรีเวลาใช้จะต้องติดตะขอไว้เป็นคู่ ๆ เสมอและมีชื่อเรียกตามลักษณะการใช้ดังนี้

-ตะขอเกี่ยวคือตะขอที่มีลักษณะงองุ้มใช้เป็นตัวยึดหรือเกาะเกี่ยวกับตะขอรับให้อยู่กับที่

-ตะขอรับคือตะขอที่ใช้เป็นตัวรับให้ตะขอเกี่ยวมายึดเกาะมี2ชนิดคือตะขอขนาดเล็กและตะขอขนาดใหญ่

2.กระดุม
เป็นเครื่องเกาะเกี่ยว เพื่อบังคับไม่ให้รอยผ่าหรือรอยเปิดทับซ้อนกันโดยไม่แยกกระดุมที่ติดผ้าหรือสาบชิ้นล่างในขณะที่ผ้าหรือสาบชิ้นบนต้องเจาะช่องเพื่อให้กระดุมลอดผ่านได้ช่องที่เจาะนี้เรียกว่ารังดุมกระดุมมีหลายแบบหลายชนิดแต่ที่นิยมใช้กับเสื้อผ้าโดยทั่วไปได้แก่ กระดุมแป๊บ กระดุมไม่มีก้าน

3.ซิป คือเครื่องเกาะเกี่ยวที่เปิดปิดได้ใช้กับของใช้ในบ้านและงานเสื้อผ้ามีตั้งแต่ขนาด3นิ้วถึง24นิ้วแต่ละขนาดใช้งานต่างกันควรใช้ให้เหมาะสมกับงานมีขนาดต่าง ๆ กันดังนี้

-ซิปยาว3-4นิ้วใช้กับข้อมือเสื้อ

-ซิปยาว5-7นิ้วใช้กับกางเกง

-ซิปยาว7-9นิ้วใช้กับกระโปรง

-ซิปยาว20-24นิ้วใช้กับเสื้อชุดติดกัน

http://writer.dek-d.com/jantana59/story/view.php?id=689654

การเปลี่ยนยางยืด

ยางยืด
มีขายอยู่ทั่วไปตามท้องตลาดเป็นเมตรหรือแผง ใช้เย็บสอยเข้าไปในขอบแขน ขอบขา ขอบเอวกางเกง หรือในส่วนของเสื้อผ้าที่ต้องการยางยืดมีหลายขนาดตั้งแต่เส้นกลมเหมือนลวดจนถึงแผ่นกว่างเป็นนิ้วมีหน้าที่ใช้สอยต่างๆ กันและมีความแข็งแรงต่างกัน ถ้าเส้นเล็กจะมีกำลังยืดน้อย ถ้าเส้นใหญ่มีกำลังยืดมากและให้ได้ทนทานกว่าในการเปลี่ยนยางยืดที่ชำรุดควรเลือกยางที่มีขนาดเท่าเดิมการเปลี่ยนยางยืดมีวิธีปฏิบัติ ดังนี้

1.เลาะรอยเย็บที่ของกางเกงออกประมาณ ๓ นิ้ว

2.ติดยางยืดเส้นใหม่ยาวเท่ากับรอบเอวลบ ๓ นิ้ว

3.ตัดยางยืดเก่าให้ขาด เลาะและดึงออก

4.สอดยางยืดใหม่เข้าไป และเย็บปลายให้ติดกันด้วยจักรหรือด้นถอยหลังถี่ๆ ให้แน่น

5.เนารอยเลาะที่ขอบกางเกงให้เรียบร้อย เย็บด้วยจักรหรือด้นถอยหลังด้วยมือ

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nidhiporn...

6.อธิบายการติดกระดุมและติดตะขอมาพอเข้าใจ

กระดุม

- กระดุมแป็บ


การวางกระดุมฝาบน(ตัวผู้)ตรงตำแหน่งที่กำหนดเย็บแบบพันเรียงเส้นด้ายหรือแบบคัทเวิร์ครูละ3ครั้งจนครบทั้ง4รู

วางกระดุมฝาล่าง(ตัวเมีย)ตรงตำแหน่งที่กำหนดเย็บแบบพันเรียงเส้นด้ายหรือแบบคัทเวิร์ครูละ3ครั้งจนครบทั้ง4รู

-กระดุมไม่มีก้าน คือกระดุมมีรูมีลักษณะเป็นรูปกลมอาจมี2รูหรือ4รู

การติดกระดุม2รู

วางกระดุมตรงตำแหน่งที่ต้องการเย็บใช้ด้าย2ทบเพื่อให้กระดุมแน่นหนาไม่หลุดง่าย

แทงเข็มขึ้นรูหนึ่งและแทงลงอีกรูหนึ่งทำซ้ำประมาณ3ครั้ง

ใช้เส้นด้ายพันด้านล่างเม็ดกระดุม3 ครั้ง

แทงเข็มใกล้เส้นด้ายลงใต้ผ้า

การเย็บซ่อนปม3ครั้งตัดด้ายออก

การติดกระดุม4รู

วางกระดุมตรงตำแหน่งที่ต้องการเย็บใช้ด้าย2ทบแทงเข็มขึ้น-ลง3ครั้งทีละคู่

แทงเข็มลงข้างกระดุมใช้เส้นด้ายพันด้านล่างเม็ดกระดุม3ครั้ง

เย็บซ่อนปม3ครั้งตัดด้ายออก

การเย็บกระดุม 4 รู แบบคู่ขนาน

การเย็บกระดุม 4 รู แบบไขว้

-กระดุมมีก้านคือกระดุมที่มีส่วนยื่นออกมาจากใต้เม็ดกระดุมเพื่อใช้เย็บติดกับเสื้อผ้า

1.วางกระดุมตรงตำแหน่งเส้นกลางตัวให้ตรงกึ่งกลางรังดุมตัดผ้ารองใต้กระดุมทางด้านผิด

2.แทงเข็มทางด้านถูกตรงห่วงก้านกระดุมกับแทงเข็มขึ้นลง 3-4 ครั้ง

3.แทงเข็มลงใต้ผ้าเย็บ 3-4 ครั้งและตัดเส้นด้าย

ตะขอ

-ตะขอขนาดเล็ก

วางตะขอเกี่ยวตรงตำแหน่งที่ต้องการติด สอดด้ายลงใต้ผ้าแทงเข็มยึดหัวตะขอเกี่ยวให้แน่นเพื่อป้องกันตะขอเกี่ยวเคลื่อน

ติดตะขอเกี่ยวที่สาบบนให้หัวตะขอเลยสันทบเข้าไปเล็กน้อยเย็บแบบพันเรียงเส้นด้ายหรือแบบคัทเวิร์คโดยรอบของขาตะขอเกี่ยว

-วิธีการทำตัวรับถักเป็นตัวหนอนควรทำตามขั้นตอนดังนี้

เย็บตัวหนอนเพื่อใช้แทนตะขอรับใช้ด้าย2ทบแทงลงไปด้านใน2-3ครั้งระยะห่างประมาณ0.7เซนติเมตร

เย็บแบบเรียงเส้นด้ายหรือแบบคัทเวิร์คจนหมดเส้นด้ายแทงลงใต้ผ้าขมวดปมแล้วตัดด้าย

การทำตัวรับถักเป็นตัวหนอนใช้แทนตะขอรับที่เป็นโลหะ

-ตะขอขนาดใหญ่

วางตะขอเกี่ยวตรงตำแหน่งที่ต้องการติดแทงเข็มลงใต้ผ้าเย็บแบบเรียงเส้นด้ายหรือเแบบคัทเวิร์คจนเต็มช่อง

แทงเข็มลงบนผ้าใกล้รอยเดิมระวังอย่าให้เส้นด้ายทะลุออกด้านนอกเย็บจนครบ3รู

วิธีการติดตะขอรับขนาดใหญ่ควรทำตามขั้นตอนดังนี้

วางตะขอรับในแนวตั้งกะระยะให้พอดีกับแนวซิปแทงเข็มใต้ผ้าเย็บแบบเรียงเส้นด้ายหรือแบบคัทเวิร์คลงในช่องตะขอทั้ง2ช่อง

http://writer.dek-d.com/jantana59/story/view.php?id=689654

7.อธิบายการปะเพื่อการตกแต่ง

การนำผ้าชิ้นใหม่มาปิดซ้อนแล้วเย็บสอย เพื่อตกแต่งให้เกิดความสวยงาม โดยอาจแต่งเป็นรูปสี่เหลื่อมหรือวงกลมก็ได้

การปะผ้าเพื่อการตกแต่งชิ้นงานด้วยวิธีการคัทเวิร์ค

ขั้นตอน

1.นำแบบที่ต้องการ มาวาดลงบนเศษผ้า

2.ตัดเศษผ้าตามแบบที่วาด

3.นำเศษผ้าที่ตัดเรียบร้อยแล้วมาวางลงบนชิ้นงาน ใช้เข็มหมุดกลัดไว้และเย็บเนาโดยรอบ แล้วดึงเข็มหมุดออก

4.เริ่มทำการคัทเวิร์คจากมุมใดมุมหนึ่ง โดยแทงเข็มขึ้นให้ผ่านผ้าทั้ง 2 ชิ้น ห่างจากริมผ้าพอประมาณ ทำคัทเวิร์คจนรอบลายและจบด้ายด้านหลังแล้วดึงด้ายเนาออก

http://www.slideshare.net/chimanaz/ss-13645585#

http://krurung123.blogspot.com/2014/01/blog-post_9...

8.ถ้ากางเกงที่ใส่ขาดที่หัวเข่าจะแก้ไขดัดแปลงอย่างไรให้ใช้งานได้

การชุน การชุนผ้าเป็นการซ่อมแซมเสื้อผ้าที่ขาดเป็นรูขนาดเล็กที่ต้องการความประณีต โดยใช้ด้ายสีเดียวกับเนื้อผ้า เย็บสานกันจนเป็นเนื้อเดียวกับเนื้อผ้าเดิม เพื่อปกปิดรอยขาด เช่น รอยตะปูเกี่ยว รูที่เกิดจากถูกสะเก็ดถ่านไฟ
การชุนโดยทั่วไปมี 2 วิธี คือ

1. การชุนแบบสาน มีขั้นตอนการทำ ดังนี้

1. เนารอบ ๆ รอยขาดเป็นแนวถี่ ๆรูปสี่เหลี่ยม

2. ขึงผ้าด้วยสะดึงหรือใช้ถ้วยน้ำชาใบเล็กสอดใต้รอยขาด ให้รอยขาดอยู่ตรงกลางปาก-ถ้วย รัดตรงก้นถ้วยให้ผ้าตึงพอสมควร อย่าให้ตึงมาก จะทำให้เนื้อผ้ายืด

3. ใช้เข็มร้อยด้ายสีเดียวกับผ้าเย็บข้ามไปมาระหว่างรอยขาดตามแนวที่เนาไว้ให้เป็นเส้นยืน

4. เย็บตามแนวขวางของผ้าโดยสอดด้ายขึ้นลงให้เป็นลายขัดกับเส้นยืน ระยะถี่ๆ เพื่อให้รอยชุนแน่นจนปิดรอยขาดได้สนิท เมื่อจบแนวที่เนาไว้ผูกปมด้านในของผ้า

2. การชุนแบบรังผึ้ง ใช้ซ่อมแซมเสื้อผ้าที่มีรอยขาดเป็นรูปวงกลม มีขั้นตอนการทำ ดังนี้

1. ใช้กรรไกรตัดรอยขาดที่ลุ่ยออกเป็นรูปวงกลม

2. ใช้สะดึงหรือถ้วยขึงผ้าให้ตึง โดยให้รอยขาดอยู่ตรงกลาง แล้วใช้ด้ายสีเดียวกันเนาถี่ ๆ โดยรอบเพื่อกันผ้าลุ่ย

3. ใช้เข็บเย็บตามแนวรอบรอยขาดเหมือนถักรังดุม

4. เย็บจนครบรอบ พอขึ้นรอบต่อไปให้ใช้วิธีคล้องเส้นด้ายสับหว่างกับแนวเย็บเดิม ทำจนรอบรอยขาด การชุนผ้าที่มีรอยขาดเป็นรูปร่างต่าง ๆ ให้สังเกตแนวการสานของเนื้อผ้า แล้วชุนตามขั้นตอนข้างต้น

https://th-th.facebook.com/UDesire2012/posts/35058...

9.ถ้านักเรียนดัดแปลงเสื้อผ้าที่ไม่ใช้เป็นผ้ากันเปื้อนนักเรียนจะใช้ลวดลายและตะเข็บอะไรตกแต่งและมีวิธีทำอย่างไร

ลายตาราง

ตะเข็บทำคิ้ว คือ การนำผ้าเฉลียงสันทบมาแทรกรอยเย็บให้เกิดแนวตะเข็บออกมาทางด้านถูก(ด้านนอก)ทำเป็นคิ้วเส้นเล็กๆ ตลอดตะเข็บโดยทั่วไปใช้ตกแต่งตะเข็บให้สวยงามและเพิ่มความแข็งแรงทนทาน

ตะเข็บทำคิ้วคือการนำผ้าเฉลียงสันทบมาแทรกรอยเย็บ

http://writer.dek-d.com/jantana59/story/viewlongc....

10.อธิบายขั้นตอนการซักรีดเสื้อผ้า

1.ขั้นการเตรียม

- รวบรวมเสื้อผ้าที่จะต้องซัก

- สำรวจสิ่งของที่อาจตกค้างอยู่ในเสื้อผ้า โดยเฉพาะในกระเป๋าต่างๆแล้วเก็บออกให้หมด เพราะสิ่งของเหล่านั้นอาจเสียหายระหว่างการซักหรือทำให้เกิดอันตรายกับผู้ซัก ถ้าหากสิ่งนั้นเป็นของมีคม เช่น เข็มกลัดเป็นต้น

- สำรวจรอยเปื้อนและการชำรุดของเสื้อผ้าก่อนนำไปซัก

- แยกสีของเสื้อผ้าออกเป็นผ้าขาว ผ้าสีอ่อนและผ้าสีเข้ม เสื้อผ้าที่สีตกควรแยกออกไว้ซักต่างหาก รวมทั้งแยกประเภทของเสื้อผ้า เช่น เสื้อ กางเกง กระโปรง ผ้าเช็ดหน้า ถุงเท้า เสื้อผ้าชั้นใน เป็นต้น

- เตรียมวัสดุอุปกรณ์สำหรับทำความสะอาดรอยเปื้อนหรือซ่อมแซมเสื้อผ้า

- นำภาชนะมาใส่เสื้อผ้าที่แยกแล้วให้เหมาะสมและสามารถขนย้ายไปยังที่ซักได้สะดวก

- เตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการซัก เช่น กะละมังหรือถังน้ำ ผงซักฟอก แปรงสำหรับซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม คราม
ไม้แขวนเสื้อ ไม้หนีบ เป็นต้น โดยเตรียมให้ประหยัดเวลาและใช้แรงงานน้อยที่สุด

2. ขั้นลงมือซักผ้า

- รองน้ำใส่กะละมังใบที่ 1 ให้มีปริมาณเหมาะสมกับปริมาณผ้าทั้งหมดที่จะซัก

- นำเสื้อผ้ามาซักด้วยน้ำสะอาดในกะละมังใบที่ 1 เพื่อให้คราบสกปรกหลุดออกไปก่อน โดยเริ่มซักจากผ้าขาว
ในขณะเดียวกันก็รองน้ำใส่กะละมังใบที่ 2 สำหรับผสมกับผงซักฟอก

- ผสมผงซักฟอกลงในกะละมังใบที่ 2 ให้มีความเข้มข้นพอเหมาะกับปริมาณผ้าที่จะซัก

- เมื่อละลายผงซักฟอกในน้ำหมดแล้วให้นำผ้าขาวลงแช่ทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที

- ซักผ้าขาวที่แช่ไว้ ถ้าเป็นเสื้อให้ขยี้หรือแปรงเบาๆ บริเวณปกเสื้อ แขนเสื้อ คอเสื้อ กระเป๋าเสื้อ
และชายเสื้อ เป็นพิเศษ เนื่องจากจะมีความสกปรกมากกว่าส่วนอื่น ส่วนกระโปรงหรือกางเกงก็จะเป็นบริเวณขอบเอว ขอบขา ชายกระโปรง และปากกระเป๋า

- ในขณะที่กำลังซักผ้า ให้รองน้ำใส่กะละมังใบที่1 เตรียมไว้สำหรับนำผ้าที่ซักแล้วมาซักในน้ำสะอาด

- เมื่อซักผ้าขาวเสร็จแล้วจึงซักผ้าสี โดยเริ่มจากผ้าสีอ่อน และซักเสื้อ กระโปรง กางเกง ถุงเท้า หรือเสื้อผ้าที่สกปรกมาก เรียงตามลำดับ

- เมื่อซักผ้าในน้ำผงซักฟอกเสร็จหมดแล้ว ให้เทน้ำที่เหลือทิ้ง แล้วล้างกะละมังให้สะอาด

- รองน้ำใส่กะละมังใบที่ 2 ที่ล้างสะอาดแล้ว พร้อมกับซักผ้าด้วยน้ำสะอาดครั้งที่ 1 ในกะละมังใบที่ 1 โดยซักผ้าขาวก่อน ในขณะซักให้กลับตะเข็บเสื้อผ้าด้วย

- เมื่อซักในน้ำครั้งที่ 1 เสร็จ เทน้ำมนกะละมังออก ล้างกะละมังให้สะอาด แล้วรองน้ำใส่ไว้สำหรับซักผ้าครั้งที่ 3

- ในขณะที่รองน้ำใส่กะละมังใบที่ 1 ให้ซักผ้าในน้ำสะอาดครั้งที่ 2 จากกะละมังใบที่ 2

- นำภาชนะที่ใส่ผ้าที่ยังไม่ได้ซักในตอนแรกมาล้างให้สะอาด โดยใช้น้ำที่เก็บไว้ในกะละมังใบที่ 2 ก็ได้

- ผสมน้ำยาปรับผ้านุ่มลงในน้ำกะละมังใบที่ 1 แล้วนำผ้าลงไปแช่เสร็จแล้วก็ใส่ลงในภาชนะที่ล้างไว้ โดยแยกผ้าขาว ผ้าสีออกจากกันนำผ้าทั้งหมดไปยังราวตากผ้า

- บีบผ้าให้หมาด แต่ไม่ควรใช้การบิดเพราะจะทำให้ผ้ายับมากและเสียรูปทรง เมื่อบีบน้ำออกแล้วให้คลี่ผ้าออกดึงให้เข้ารูป แล้วใส่ไม้แขวนเสื้อหรือตากกับราวสำหรับผ้าขาวถ้าเป็นใยสังเคราะห์ไม่ควรตากกลางแดดเพราะจะทำให้ผ้าเหลือง แต่ถ้าเป็นผ้าฝ้ายสมารถตากกลางแดดได้ ส่วนผ้าสีควรตากในร่ม เพราะการตากแดดจะทำให้สีซีดและเก่าเร็ว

http://patchanee.wikispaces.com

การรีด

ขั้นตอนแรกคือการเตรียมความพร้อมก่อนรีด

1.แยกผ้าที่มีเนื้อบางเบา และ หนาออกจากกัน ผ้าใยสังเคราะห์รีดด้วยความร้อนต่ำผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าลินินควรใช้ความร้อนปานกลาง

2.ในการรีดผ้า ควรรีดผ้าที่มีความชื้นเพราะจะทำให้เส้นใยผ้าอ่อนตัว เมื่อถูกความร้อนจึงทำให้ผ้าเรียบ ก่อนการรีดควรพรมน้ำและม้วนผ้าที่จะรีดเอาไว้ก่อน เพื่อความสะดวกและไม่เสียเวลาในขณะรีด

3.เตรียมอุปกรณ์ต่างๆที่จำเป็นต้องใช้ เช่น ไม้แขวนเสื้อ กระบอกฉีดน้ำ ที่รองแขนเสื้อ สเปรย์อัดกลีบ

ขั้นตอนการรีด
หลังจากเราเตรียมอุปกรณ์พร้อมแล้วก็มาเริ่มเปิดเตารีดกันเลยค่ะ

1.ปรับอุณหภูมิให้เหมาะกับผ้าที่จะรีด โดยเริ่มรีดจากผ้าบางที่ต้องการความร้อนน้อยก่อน

2. หลังจากเปิดสวิชต์เตารีดใหม่ๆ อุณหภูมิยังไม่ร้อนมาก สามารถนำมารีดผ้าบางๆ เช่น ผ้าเช็ดหน้าก่อนได้

3. การรีดผ้าควรรีดจากด้านใน ทำให้เนื้อผ้าคงทน สีไม่ซีดเร็ว

4. ถ้าเป็นผ้าขนสัตว์ ผ้าสักหลาด ควรใช้ผ้าขาว เช่ผ้ามัสลินหรือผ้าสาลูปิดทับ

5. เรียงลำดับการรีด

การรีดเสื้อ
ให้เริ่มจาก ปก-ตะเข็บ-ตัวเสื้อด้านหน้า-ด้านหลัง และ แขนเสื้อ

การรีดกางเกง
ควรรีดขอบเอว-กระเป๋า-ขากางเกงและตัวกางเกงด้านหน้า-ด้านหลัง

การรีดกระโปรง
เริ่มจากซับใน-ขอบ-ตะเข็บ-ตัวกระโปรงด้านหน้า-ด้านหลัง

เพื่อความประหยัดค่าไฟฟ้า
ควรรีดผ้าครั้งละหลายๆชิ้น จะช่วยประหยัดไฟได้มากกว่ารีดครั้งละตัวหรือน้อยชิ้น รวมทั้ง เมื่อใช้เตารีดเสร็จแล้วควรถอดปลั๊กทันที หากเตารีดยังมีความร้อนอยู่สามารถนำมารีดผ้าที่ไม่จำเป็นต้องใช้ความปราณีตมาก



http://www.dirtisgoodclub.com/laundrypedia/laundry...