“ยุคสมัยนี้เราพูดได้ในแง่หนึ่งว่าเป็นยุคของเทคโนโลยี” ความจริงนั้นยุคนี้มีชื่อเรียกกันหลายอย่าง จะเรียกอย่างไรก็แล้วแต่จะเน้นให้อะไรเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเจริญที่สำคัญของยุค แต่ไม่ว่าจะเรียกเป็นยุคอุตสาหกรรมก็ดีเป็นยุคอวกาศก็ดีหรือจะเป็นยุคที่กำลังมีศัพท์ขึ้นมาใหม่ว่ายุคอินฟอร์เมชั่น คือ ยุคข่าวสารข้อมูลก็ดี สิ่งที่เป็นเครื่องแสดงถึงความเจริญใน ด้านต่างๆ เหล่านั้นทั้งหมดก็คือเทคโนโลยีนั่นเองเพราะฉะนั้น คำว่า ยุคเทคโนโลยี จึงเป็นคำหนึ่งที่ใช้ได้และครอบคลุมความหมายที่ต้องการ เป็นอันว่าสิ่งที่แสดงถึงความเจริญ หรือเครื่องหมายแห่งความเจริญของโลกหรือของมนุษย์ ก็คือเทคโนโลยีเมื่อเทคโนโลยีมีความสำคัญ เป็นเจ้าของบทบาทที่ทำให้โลกมีความเจริญอย่างนี้ เราก็ควรจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ  ในฐานะเป็นสิ่งที่มีอิทธิพล ซึ่งอาจจะเรียกว่าครอบงำสังคมมนุษย์อยู่ หรือพูดในทางสุภาพหน่อยก็ว่าเป็นเครื่องส่งเสริมชีวิตและสังคมของมนุษย์ ทีนี้ การที่จะพูดถึงเทคโนโลยีก็ทำได้หลายแง่หลายประการ แต่จะพูดทั่วไปให้ครอบคลุมทุกแง่ ก็คงไม่ได้ ตอนแรกนี้ จึงคิดว่าจะยกเอาสิ่งที่ต้องตระหนักในทางเทคโนโลยีขึ้นมาพูดเสียก่อนสัญญาณเตือนภัยจากเทคโนโลยีจะดังขึ้น  ความเจริญทางวัตถุคืบหน้าไปไกลกว่าความเจริญทางจิตใจมาก  คนตกเป็นทาสของวัตถุนิยมและบริโภคนิยม  เห็นแก่ตัวมากขึ้น ขาดความเอื้ออาทรและช่วยเหลือกัน ไม่เชื่อกฏแห่งกรรม ไม่เชื่อเรื่องการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว จึงเกิดปัญหาทุกหย่อมหญ้า แม้แต่ในรัฐบาล ในวัด ในมหาวิทยาลัยที่เป็นสถาบันชั้นสูงของประเทศ  กระแสโลกาภิวัตน์  การสื่อสารไร้พรมแดน  คนไทยจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของข้อมูลข่าวสาร  การโฆษณา  และโฆษณาชวนเชื่อ ทางวัตถุนิยม  ขณะที่ข้อมูลข่าวสารทางจิตนิยมแทบจะไม่มีสภาพทั่วไปในโลกปัจจุบันนี้  ข่าวสารข้อมูลมีอิทธิพลอย่างกว้างขวาง และมีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี  ส่งผลให้ข้อมูลและข่าวสารแพร่กระจายไปในเวลาอันรวดเร็ว  ครอบคลุมไปทั่วโลก  ทำให้โลกแคบลงเหมือนเป็นชุมชนเดียวกันเป็นหมู่บ้าน (global village) การเชื่อมโยงด้านสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างโอกาสทางการศึกษา  และการพัฒนาตนเอง ทำให้เข้าถึงแหล่งความรู้ที่ต้องการได้มากขึ้น  เป็นระบบการเรียนรู้ที่เปิดกว้าง ไม่จำกัดเวลา  สถานที่ และเข้าถึงผู้คนได้มากที่สุด ดังนั้น ควรตระหนักถึงความสำคัญของการใช้สื่อ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อการเผยแผ่ข้อมูลข่าวสาร

              อินเทอร์เน็ตถูกใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก  มีเว็บไซต์ต่างๆมากมาย และทางการเผยแพร่ธรรมะผ่านทางอินเทอร์เน็ตจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง  อีกทั้งชาวต่างชาติที่สนใจศึกษาศาสนาพุทธก็มีมากยิ่งขึ้นตามมาด้วย  และมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตซึ่งเปรียบเสมือนเป็นชุมชนเมืองแห่งใหม่ของโลก เป็นชุมชนของคนทั่วทุกมุมโลก เป็นช่องทางการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ไม่จำกัดพรหมแดน ไม่จำกัดสถานที่และไม่จำกัดเวลา การกระจายข้อมูลข่าวสารในระบบอินเทอร์เน็ต  มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับช่องทางอื่นๆ เช่น สื่อโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ เป็นต้น นอกจากนั้นสื่ออินเตอร์เน็ตยังสามารถนำเสนอได้ทั้งข้อความ ภาพ เสียง วีดีโอ และสามารถสนทนาโต้ตอบกับผู้ชมได้ด้วย เหตุนี้เององค์กรต่างๆ ทั่วโลกจึงหันมาใช้บริการอินเทอร์จำนวนมาก จากข้อมูลของ Internet World Stats Usage and Population Statistics รายงานว่า จากประชากรทั่วโลกจำนวน  ๖,๗๑๐,๐๒๙,๐๗๐ (หกพันเจ็ดร้อยสิบล้านสองหมื่นเก้าพันเจ็ดสิบคน) มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมากถึง ๒๐,๗๘๓,๔๑๙ (ยี่สิบล้านเจ็ดแสนแปดหมื่นสามพันสี่ร้อยสิบเก้าคน มีจำนวนผู้ใช้เพิ่มมากขึ้นจากปี พ.ศ. ๒๕๔๓-๒๕๕๑ (ค.ศ.๒๐๐๐-๒๐๐๘) จำนวน  ๓๔๒.๒% และนับวันยิ่งมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

                เมื่อเป็นเช่นนี้ การนำเทคโนโลยีมาใช้เครื่องมือนี้ให้เกิดประโยชน์ในการเผยแพร่พุทธศาสนา  เพราะหากจะใช้วิธีการเผยแผ่พุทธศาสนาแบบเดิมอาจเข้าไม่ถึงสังคมยุคใหม่หรือคนรุ่นใหม่ก็เป็นได้ เพราะสังคมสมัยปัจจุบัน ประชาชนไม่ค่อยมีเวลาไปปฏิบัติธรรม ฟังเทศน์หรือศึกษาพระธรรมคำสอนที่วัดเหมือนสมัยอดีตที่ผ่านมา การเผยแผ่พระธรรมคำสอนผ่านสื่ออินเทอร์เน็ตจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำให้เข้าถึงประชาชนได้ง่ายและกว้างขวางมากที่สุด ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ ผู้ใช้อยู่ที่ไหนเวลาใดก็สามารถที่จะเข้าไปศึกษาพระธรรมคำสอนได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน ที่บ้าน หรืออยู่ในต่างประเทศก็ตาม