1. ชุมชน หมายถึง ถิ่นฐานที่อยู่ ของกลุ่มคน ถิ่นฐานนี้มีพื้นที่อ้างอิงได้ และกลุ่มคน นี้มีการอยู่อาศัยร่วมกัน มีการทำกิจกรรม เรียนรู้ ติดต่อสื่อสาร ร่วมมือและพึ่งพา อาศัยกัน มีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาประจำถิ่น มีจิตวิญญาณและ ความผูกพันอยู่กับ พื้นที่แห่งนั้น อยู่ภายใต้การปกครองเดียวกัน2. ชุมชนชนบท หมายถึง ถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของประชากรจำนวนน้อย ความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่ต่ำ ประชากรมีความคล้ายคลึงกันในด้านลักษณะ อาชีพงาน และประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก มีวิธีการคิดแบบธรรมเนียมนิยม (traditionalism) มีรูปแบบ ความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นแบบกันเอง ( ปฐมภูมิ ) สภาพ ทางธรรมชาติของถิ่นฐานนี้มีการปรับเปลี่ยนแล้วเพียงส่วนน้อย สภาพโดยทั่วไปมี การเปลี่ยนแปลงค่อนข้างช้ากว่าเขตเมือง3.ชุมชนเมืองใหญ่ หมายถึง ถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของประชากรจำนวนมาก ความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่สูง ประชากรมีความหลากหลายในด้านลักษณะ อาชีพงานประกอบอาชีพ อุตสาหกรรม บริการ และบริหารจัดการเป็นหลัก มีวิธีการคิด แบบตรรกนิยม (rationalism) มีรูปแบบความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นแบบทางการ
(
ทุติยภูมิ) สภาพทางธรรมชาติของถิ่นฐานนี้ ี้ถูกปรับเปลี่ยนแล้วเป็นส่วนมาก สภาพโดยทั่วไปมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็วกว่าเขตชนบท 4. ชุมชนเมืองเล็ก หมายถึงถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของประชากรที่มีลักษณะอยู่ระหว่าง ชนบท และเมืองใหญ่ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น มีความหมายถึง ถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของ ประชากรจำนวน ปานกลาง ความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่ปานกลาง ประชากร มีความผสมผสานในด้าน ลักษณะ อาชีพงาน ประกอบทั้งอาชีพเกษตรกรรม อุตสาหกรรมบริการ และบริหารจัดการ มีวิธีการคิดทั้งแบบธรรมเนียมนิยม (traditionalism) และแบบตรรกนิยม (rationalism) ผสมผสานกัน มีรูปแบบ ความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นทั้งแบบกันเอง ( ปฐมภูมิ ) และแบบทางการ ( ทุติยภูมิ ) สภาพทางธรรมชาติของถิ่นฐานนี้ถูกปรับเปลี่ยนแล้วเป็นส่วนมาก สภาพโดยทั่วไป มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็วกว่าเขตชนบทแต่ยังช้ากว่าเขตเมืองใหญ่
หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ชุมชนชนบทที่เพิ่งเริ่มกลายเป็นเมือง 5. สิ่งแวดล้อมชุมชน หมายถึง สรรพสิ่งและสภาพต่างๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ที่มีอิทธิพลต่อการอยู่ดีมีสุขของประชาชนในชุมชนและ สามารถแยกพิจารณาได้เป็น 4 มิติดังนี้•  ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกายภาพ เช่น แหล่งน้ำธรรมชาติ ป่า ดิน อากาศ แหล่งพลังงาน มลพิษ ภาวะน้ำท่วม เป็นต้น •  ด้านเศรษฐกิจ หมายรวมถึง การจัดสรรทรัพยากร การทำมาหากิน การประกอบ อาชีพของประชาชน การมีงานทำ การมีรายได้ การกระจายรายได้ ภาวะหนี้สินและ รายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น•  ด้านสังคมและวัฒนธรรม หมายรวมถึง ที่อยู่อาศัย บริการสาธารณูปโภคและ สาธารณูปการขั้นพื้นฐาน การศึกษา การสาธารณสุขชุมชน สุขภาพอนามัย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การติดต่อสื่อสารคมนาคมทั้งภายในและ ภายนอกชุมชน วัฒนธรรม ศิลปกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นมรดกแก่ลูกหลาน และความรู้สึกเป็นชุมชนร่วมกัน เป็นต้น •  ด้านการบริหารจัดการสาธารณะและการมีส่วนร่วมของประชาช การบริหารจัดการมีความโปร่งใส (transparency) มีประสิทธิภาพ (efficiency) มีความรับผิดรับชอบ (accountability) คำนึงถึงอนาคต และมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นต้น

 ความหมายของ "ชุมชน"  "เมือง"  "ชนบท"  "ชุมชนเมือง"
    "ชุมชนชนบท"  "สิ่งแวดล้อม"  และ "สิ่งแวดล้อมชุมชน"
    ที่ได้มีผู้ศึกษาไว้
  ลักษณะภูมิประเทศ              คำนิยาม   สาเหตุการเกิด  ประเภทของภูมิประเทศ  และความสำคัญของภูมิประเทศจุดประสงค์นำทาง        1.สามารถบอกองค์ประกอบของสิ่งแวดล้อมทางกายภาพได้ถูกต้อง        2.สามารถให้คำนิยามของคำว่าภูมิประเทศได้        3.สามารถอธิบายการเกิดภูมิประเทศได้        4.สามารถแยกประเภทของลักษณะภูมิประเทศได้ถูกต้องพร้อมยกตัวอย่างได้        5.สามารถแจกแจงความสำคัญของภูมิประเทศได้สาระสำคัญ    1. องค์ประกอบของสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่สำคัญมี 3 องค์ประกอบ  ได้แก่  ลักษณะภูมิประเทศ    ภูมิอากาศ  ทรัพยากรธรรมชาติ  ทั้ง  3  องค์ประกอบมีความเกี่ยวพันซึ่งกันและกัน  และมีผลต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม2. ลักษณะภูมิประเทศ  หมายถึง  สภาพทั่วๆไปของผิวโลก  ซึ่งประกอบด้วยสิ่งที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติและที่มนุษย์ดัดแปลงขึ้น  อันได้แก่ความสูงต่ำของผิวโลก3. ปัจจัยที่ก่อให้เกิดลักษณะภูมิประเทศ  คือ1)การผันแปรของเปลือกโลก  2  ลักษณะ        -การผันแปรของเปลือกโลกแบบเสริมสร้าง(Tectonic  process)          -การผันแปรของเปลือกโลกแบบการจัดระดับ(Gradational  process)เป็นการผันแปรของเปลือกโลกที่เกิดจากพลังงานภายนอกและเกิดอย่างช้าๆกินเวลานาน  เช่น  การทับถม  การสึกกร่อน2)การกระทำของมนุษย์  โดยการสร้างหรือดัดแปลงของมนุษย์  เช่น  การสร้างเขื่อน4.  ลักษณะภูมิประเทศแบ่งออกเป็น 2 ประเภท  ได้แก่        ลักษณะภูมิประเทศอย่างใหญ่ (Major  landform)   ซึ่งเป็นลักษณะภูมิประเทศที่เห็นเด่นชัด  เกิดในบริเวณกว้าง  และเกิดการเปลี่ยนแปลงยาก  เช่น  ภูเขา  ที่ราบสูง  ที่ราบและเนินเขา        ลักษณะภูมิประเทศอย่างย่อย (Minor  landform)  ซึ่งเป็นลักษณะภูมิประเทศที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อย  มีลักษณะไม่เด่นชัด  มีการเปลี่ยนแปลงง่าย  ครอบคลุมอาณาบริเวณไม่กว้าง5.    ความสำคัญของลักษณะภูมิประเทศ  ซึ่งมีผลต่อภูมิอากาศ  ทรัพยากรธรรมชาติ  และความเป็นอยู่ของมนุษย์ 1. ลักษณะภูมิประเทศ
   
หมายถึง สภาพเปลือกโลกที่มีระดับความสูงแตกต่างกัน เกิดเป็น ภูเขา ที่ราบสูง ที่ราบ ชายฝั่งทะเล แม่น้ำ ทะเลสาบเป็นต้น 1.1 ที่ราบ หมายถึง พื้นที่ที่เป็นที่ราบภายในท้องถิ่น ความแตกต่างระหว่างส่วนสูงสุดและต่ำสุดของพื้นที่ไม่เกิน 150 เมตร มักสูงจากระดับน้ำทะเลไม่มากนัก 
   
ลักษณะที่ราบลุ่มแม่น้ำ
    -
น้ำท่วมถึง (Flood plain) อยู่ใกล้ลำน้ำและมีพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มมาก มักน้ำท่วมเป็นบางครั้ง เช่นที่ราบเจ้าพระยา
   -
ลานตะพักลำน้ำ (River Terrace) เป็นที่ราบห่างจากลำน้ำออกไป มีระดับสูงกว่าที่ราบน้ำท่วมถึง
   -
ดินดอนสามเหลี่ยม (Delta) ที่ราบอยู่ในบริเวณปากแม่น้ำ มีสาขาออกทะเล เป็นการทับถมของดินตะกอน เป็นที่ราบรูปพัดแผ่กว้าง1.2 ที่ราบสูง หมายถึง พื้นที่ซึ่งมีความต่างระดับกัน ภายในท้องถิ่นไม่เกิน 150 เมตร แต่สูงจากระดับน้ำทะเลมากกว่า และมักไม่ติดทะเล แบ่งเป็น 3 ประเภทคือ
    -
ที่ราบเชิงเขา อยู่ระหว่างภูเขากับทะเล
    -
ที่ราบสูงระหว่างภูเขา มีภูเขาขนาบสองถึงสามด้าน
    -
ที่ราบสูงในทวีป เป็นที่ราบสูงที่มีที่ราบหรือทะเลล้อมรอบ1.3 เนินเขา เป็นพื้นที่ที่มีระดับราบ ความสูงภายในท้องถิ่นมากกว่า 150 เมตร แต่ไม่เกิน 600 เมตร มี 2 ประเภทคือ
   -
เนินเขาเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา
   -
เนินเขาเกิดจากการกัดกร่อนพังทลาย และลดระดับลง1.4 ภูเขา เป็นพื้นที่ที่มีความแตกต่างระดับหนึ่งภายในท้องถิ่นมากกว่า 600 เมตรขึ้นไป มี 5 ประเภทคือ
   -
ภูเขาโก่งตัว เกิดจากการดับตัวของหินหนืดภายในโลก โก่งตัวกลายเป็นภูเขา
   -
ภูเขาเลื่อนตัว เกิดจกากการยุบตัวของเปลือกโลก หรือการหักแล้วต่อเหลื่อม ทำให้เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง
   -
ภูเขารูปโดม เกิดจากดันตัวขึ้นมาของหินหนืด ยังไม่พ้นผิวโลก ก็เย็นตัวลงเสียก่อน
   -
ภูเขาไฟ เกิดจากหินหนืดดันตัวพ้นผิวโลก กลายเป็นลาวา
   -
ภูเขาแบบผสม คือรวม 4 แบบภูมิอากาศของไทยจัดเป็นภูมิอากาศร้อนชื้นทั้งหมด ซึ่งใช้สัญลักษณ์ A และสามารถแบ่งได้ 3 แบบดังนี้   1. ภูมิอากาศแบบป่าดิบชื้น ใช้สัญลักษณ์ Af ได้แก่ บริเวณฝั่งตะวันออกของภาคใต้ ตั้งแต่ตอนใต้จังหวัดชุมพรลงไปจนถึงจังหวัดนราธิวาส บริเวณนี้จะได้รับอิทธิพลลมมรสุมทั้งสองฤดู คือ ในฤดูร้อนได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และในฤดูหนาวได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ จึงทำให้มีฝนตกชุกตลอดปี พืชพรรณธรรมชาติของเขตนี้เป็นป่าดงดิบซึ่งมีต้นไม้ขึ้นหนาทึบ แต่จากสถิติการตรวจอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ปรากฎวว่าตั้งแต่ พ.ศ. 2529 เป็นต้นมา พื้นที่ดังกล่าวนี้บางเดือนมีปริมาณฝนน้อยกว่า 60 มิลลิเมตร ซึ่งแสดงว่าเมื่อถือตามเกณฑ์นี้แล้ว ภาคใต้จะไม่มีลักษณะภูมิอากาศแบบป่าดิบชื้นอีกต่อไป    2. ภูมิอากาศแบบร้อนชื้นแถบมรสุม ใช้สัญลักษณ์ Am ได้แก่ บริเวณชายฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรภาคใต้ บริเวณที่มีแนวภูเขาหันหน้ารับลมเขตนี้ ในช่วงมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งพัดมาจากมหาสมุทรอินเดีย และอ่าวไทย จะมีปริมาณฝนเฉลี่ยสูงพอ ๆ กับเขตภูมิอากาศแบบป่าดิบชื้นและบางปีสูงกว่าเสียอีก แต่ในช่วงมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพัดมาจากภายในทวีป ทำให้มีปริมาณฝนน้อย และพืชพรรณธรรมชาติมีลักษณะเช่นเดียวกับภูมิอากาศแบบป่าดิบชื้น   3. ภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าสะวันนา หรือภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าเขตร้อน ใช้สัญลักษณ์ Aw ได้แก่ บริเวณตอนเหนือจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึงตอนเหนือสุดของประเทศ ได้แก่ บริเวณภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะมีอากาศชุ่มชื้นและมีฝนตกตลอดฤดู แต่ในช่วงมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะแห้งแล้งและอากาศจะเย็นลงพืชพรรณธรรมชาติเป็นทุ่งหญ้าและป่าโปร่ง
 
ประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติอยู่อย่างอุมสมบูรณ์ และมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ มี 4 ประเภท คือ1. ทรัพยากรดิน ดินเกิดจากการผุพังสลายตัวของหินเปลือกโลก และการเน่าเปื่อยของซากอินทรียสารผสมคลุกเคล้ากัน โดยมีน้ำและอากาศผสมอยู่ด้วย2. ทรัพยากรน้ำ การใช้ประโยชน์ถือว่า น้ำจืด เป็นสิ่งสำคัญที่สุดต่อมนุษย์ ซึ่งนำมาเป็นน้ำดื่ม น้ำใช้ น้ำสำหรับเพราะปลูก เลี้ยงสัตว์ และอุตสาหกรรม แหล่งน้ำจืดที่สำคัญ มี 2 แหล่ง คือ น้ำผิวดิน และน้ำใต้ดิน 3. ทรัพยากรป่าไม้ ป่าไม้เป็นทรัพยากรสำคัญที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม  ป่าไม้ในประเทศไทยอาจจำแนกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ๆ คือ ป่าไม้ผลัดใบ และป่าไม้ไม่ผลัดใบ ซึ่งแยกย่อยได้ 5 ชนิด ดังนี้
   1.
ป่าดงดิบ
   2.
ป่าเบญจพรรณ
   3.
ป่าแดง
   4.
ป่าชายเลน
   5.
ป่าสนเขา4. ทรัพยากรแร่ธาตุ แร่ธาตุเป็นอนินทรียสารที่พบอยู่ทั่วไปตามผิวโลก โดยแร่ธาตุมักประกอบด้วยธาตุมากกว่า 2 ชนิด ซึ่งอาจจำแนกได้
   1.
แร่โลหะ
   2.
แร่อโลหะ
   3.
แร่เชื้อเพลิง
 

บันทึกนี้เขียนโดย  เมื่อ