งานวิจัย 1 

  • หัวข้อวิทยานิพนธ์      พฤติกรรมภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา   สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระบุรี เขต 1
  • อาจารย์ที่ปรึกษา       ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุรพงษ์  ปนาทกูล 

        ดร. แสน  สมนึก

  • ชื่อนักศึกษา             ฐิติพงศ์  คล้ายใยทอง

  • สาขา                     การบริหารการศึกษา

  • ปีการศึกษา              2547

 
  • บทคัดย่อ

 การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระบุรี เขต 1 และ 2) เปรียบเทียบ    พฤติกรรมภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระบุรี เขต 1 ตามความคิดเห็นของครู อาจารย์ และผู้บริหารสถานศึกษา โดยจำแนกตามสถานภาพและลักษณะสถานศึกษา          กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นครู  อาจารย์ และผู้บริหารในสถานศึกษาสำนักงาน         เขตพื้นที่การศึกษาสระบุรี เขต 1 จำนวน 289 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล       เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป เพื่อหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One – Way ANOVA)          ผลการวิจัยพบว่า     

  • 1.  ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระบุรี เขต 1 มีพฤติกรรมภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาพฤติกรรมภาวะผู้นำของ     ผู้บริหารใน 5 ด้าน  คือ  การสร้างและการสื่อสารวิสัยทัศน์ การเป็นแบบอย่าง  การกระตุ้นการใช้ปัญญา การมุ่งความสัมพันธ์เป็นรายคน และการจูงใจเชิงดลใจ พบว่าอยู่ในระดับมากทั้ง 5 ด้านเช่นกัน โดยผู้บริหารมีระดับพฤติกรรมภาวะผู้นำในด้านการจูงใจเชิงดลใจสูงสุด รองลงมาได้แก่     การเป็นแบบอย่าง และการกระตุ้นการใช้ปัญญา ส่วนพฤติกรรมภาวะผู้นำของผู้บริหารที่มีต่ำสุด คือการมุ่งความสัมพันธ์เป็นรายคน         
  • 2. ครู อาจารย์ และผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระบุรี เขต 1        มีความคิดเห็นต่อระดับพฤติกรรมภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา   แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่เมื่อจำแนกตามสถานภาพด้านเพศ อายุ   วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน ประเภทของสถานศึกษา ทำเลที่ตั้งของสถานศึกษา    ครู อาจารย์ และผู้บริหารสถานศึกษา มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน Thesis Title             Transformational Leadership Behavior of Educational                             Administrators under Saraburi Educational Service Area Office 1Thesis Advisors       Asst. Prof. Surapong Panatkul                             Dr.Saen SomnuekName                   Tithiphong KlaiyaithongConcentration    Educational AdministrationAcademic Year   2004 

  • ABSTRACT The purposes of this thesis were to 1) study transformational leadership behavior of educational institute administrators under Saraburi Educational Service Area Office 1 2) compare transformational leadership behavior of educational institute administrators under Saraburi Educational Service Area Office 1, regarding the opinions of teachers and educational institute administrators classified by status and characteristics of educational institutions.Two hundred and eighty nine samples were teachers and educational institute administrators under Saraburi Educational Service Area Office 1. Data were collected through questionnaires and analyzed to measure the value or frequency, percent, mean, standard deviation, t-test, and  One-Way ANOVA.The research indicated that:1. The transformational leadership behavior of educational institute administrators in general was at a great level. Regarding leadership behavior of the administrators, there were 5 aspects; namely, recreation and vision communication, modeling, encouraging wisdom usage, individual relationship, and inspiring motivation was at the greatest level, followed by modeling, then encouraging wisdom usage. Individual relationship was at the lowest.2. The teachers and the administrators had different opinions on transformational leadership behavior of the administrators at .05 level of statistical significance. Regarding sex, age, educational level, work experience, types of educational institutes and educational location; teachers and administrators have different opinions at .05 level of statistical in significance.

  • งานวิจัย 2
  • หัวข้อวิทยานิพนธ์      ความสัมพันธ์ระหว่างแบบของผู้นำ
  • ปัญหาความขัดแย้งและวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งของผู้บริหาร
  • สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระบุรีอาจารย์ที่ปรึกษา       ดร.เฉลิมชัย  หาญกล้า
  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์  ดร.เพชรสุดา  เพชรใส                      ชื่อนักศึกษา           พิทักษ์  แจ้งประดิษฐ์สาขา                   การบริหารการศึกษาปีการศึกษา2548                 
  • บทคัดย่อ 
  • การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแบบของผู้นำ ปัญหาความขัดแย้ง วิธีแก้ปัญหาความขัดแย้ง และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแบบของผู้นำ ปัญหาความขัดแย้ง และวีธีแก้ปัญหาความขัดแย้ง ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สระบุรี
  • กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระบุรี ปีการศึกษา 2547 จำนวน 169 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น  มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.82  วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน  และทดสอบนัยสำคัญด้วยค่าสถิติ ที (t-test)ผลการวิจัยพบว่า1.   ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สระบุรี มีสภาพเป็นผู้นำแบบผสมผสานในระดับมาก ผู้นำทางบุคคลและผู้นำทางสถาบันในระดับปานกลาง มีปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากปัญหาด้านองค์ประกอบส่วนบุคคลในระดับปานกลาง  ด้านปฏิสัมพันธ์ในการทำงาน  และด้านสภาพของสถานศึกษาในระดับน้อย  ส่วนวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้ง  ใช้วิธี   แก้ปัญหาด้วย วิธีประนีประนอม  วิธีไกล่เกลี่ย  และวิธีเผชิญหน้า  ในระดับมาก และใช้วิธีบังคับในระดับน้อย2.   ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สระบุรี มีแบบของผู้นำสัมพันธ์กับปัญหาความขัดแย้งของสถานศึกษา  อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ  แต่ผู้บริหารสถานศึกษา  ที่ใช้แบบของผู้นำทางบุคคล  มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับปัญหาความขัดแย้งและปัญหาในภาพรวม  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05  ผู้บริหารสถานศึกษาที่ใช้แบบของผู้นำทางสถาบัน  แบบของผู้นำทางบุคคล  มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยวิธีเผชิญหน้า วิธีบังคับ วิธีไกล่เกลี่ยและวิธีประนีประนอม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05  ส่วนผู้บริหารสถานศึกษา  ที่ใช้แบบของผู้นำแบบผสมผสาน มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วย วิธีวิธีเผชิญหน้า วิธีไกล่เกลี่ยและวิธีประนีประนอม และมีความสัมพันธ์เชิงลบกับวิธีหลีกเลี่ยง  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01ส่วนปัญหาความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สระบุรี มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้ง ด้วยวิธีบังคับและวิธีหลีกเลี่ยง  และมีความสัมพันธ์เชิงลบกับ  วิธีประนีประนอม  อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05    

    • Thesis Title                  The Relationship  between Leadership Styles, Conflict Problems and Conflict Resolution Strategies of School Administrators under Saraburi Educational Service Area Office
    • Name                     Pitag  JangpradidThesis Adisors                   Dr. Chalermchai  Hankla, Asst. Prof. Dr. Petsuda PetsaiConcrentration                  Educational AdministrationAcademic Year                 2005                  

    ABSTRACT

     The purposes of this research were to study the leadership styles, conflict problems and conflict resolution strategies and the relationship between leadership styles, conflict problems and conflict resolution strategies of school administrators  under Saraburi Educational Service Area Office.The sample consiste of 169 school administrators under Saraburi    Educational Service Area Office of the 2004 academic year. The instrument used in data collection was the  questionnaire with  0.82  level  of  reliability  created  by  researcher.  The  data were analyzed by using frequency’, percentage, means, standard deviation, Pearson (r) product moment correlation and t-test.The findings were as follows:1.   The school administrators in Saraburi had mixed leadership styles which were rated at a high level ; however, personnel leadership styles and institutional leadership styles were rated at a moderate level. Conflict problems caused by the problems of  personal  factors were also rated at a moderate level. The interaction  while working and the condition of the educational institutes were rated at a low     level. The conflict resolution strategies, namely compromising, reconciling, and confronting were rated at a high level, yet the coersive measure was at a low level.2.   The school administrators in Saraburi had leadership styles that related to conflict problems of educational institutes with  no statistical significance. However,    the school administrators who used personnel leadership style had  positive  relationship to conflict problems and problems in general with statistical significance    at the level of 0.05. The school administrators who used institutional leadership style and personnel leadership style had positive relationship to conflict resolution    strategies by confronting with statistical significance at the level of 0.05 and had  positive relationship to conflict resolution strategies by keeping off the problems, coersive measure, reconciling and compromising with statistical significance at          the level  of 0.01. The school administrators who used mixed leadership style also had positive relationship to conflict resolution strategies by confronting, reconciling and compromising and had negative relationship to coersive measure with statistical significance at the level of 0.01. The conflict problems of the school administrators in Saraburi had positive relationship to conflict resolution strategies by coersive     measure and keeping off the problems and had negative relationship to     compromising with statistical significance at the level of 0.05 

           งานวิจัย3

    • หัวข้อวิทยานิพนธ์   การประเมินโครงการพัฒนาระบบการบริหารงบประมาณและการ   ตรวจสอบภายในของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระบุรี เขต 1อาจารย์ที่ปรึกษา        ดร.เฉลิมชัย  หาญกล้าผู้ช่วยศาสตราจารย์ชูเกียรติ  โพธิ์มั่น 
    • ชื่อนักศึกษานายชาญณรงค์  หินอ่อนสาขา                      การบริหารการศึกษาปีการศึกษา2548                                                  

                       บทคัดย่อ            

    การวิจัยในครั้งนี้มีความมุ่งหมาย คือ  1) เพื่อประเมินโครงการพัฒนาระบบ         การบริหารงบประมาณและการตรวจสอบภายในของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระบุรี เขต 1 และ    2) เพื่อเปรียบเทียบการประเมินโครงการพัฒนาระบบการบริหารงบประมาณ และการตรวจสอบภายในของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระบุรี เขต 1  ตามความคิดเห็นระหว่างผู้บริหารสถานศึกษากับครูผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านการเงิน บัญชีและพัสดุ โดยใช้แบบจำลองการประเมิน ซีโป (CPO’s evaluation model) ประกอบด้วย ปัจจัยพื้นฐานด้านสภาวะแวดล้อมของโครงการ    ด้านกระบวนการปฏิบัติระหว่างการดำเนินโครงการ ด้านผลผลิตของโครงการ                 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้บริหารสถานศึกษา 101 คน ครูผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านการเงิน บัญชีและพัสดุในสถานศึกษา 204 คน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระบุรี เขต 1 รวม 305 คน แบบสอบถามที่ใช้ในการวิจัย มี 2 ตอน ตอนที่ 1 เป็นแบบสำรวจรายการ   ตอนที่ 2  เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ   ความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ   0.97  ได้รับแบบสอบถามคืน 305 ฉบับ (ร้อยละ 100.00) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติทดสอบที (t - test) โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป                ผลการวิจัยพบว่า            1. ปัจจัยพื้นฐานด้านสภาวะแวดล้อมของโครงการโดยรวมอยู่ในระดับมาก ยกเว้นด้านความพร้อมและทรัพยากรของโครงการ อยู่ระดับปานกลาง             2. ด้านกระบวนการปฏิบัติระหว่างการดำเนินโครงการ โดยรวมอยู่ในระดับมาก           3. ด้านผลผลิตของโครงการ โดยรวมอยู่ในระดับมาก           4. การเปรียบเทียบระหว่างผู้บริหารสถานศึกษากับครูผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านการเงิน บัญชีและพัสดุ โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05     Thesis Title             Evaluation of the Development Project on the Budget Management System and Internal Audit under Saraburi Educational Service Area Office 1Thesis Advisors       Dr. Chalermchai  Hankla                             Asst. Prof. Chukiat  PhomunName                     Chanarong  Hin-onAcademic Year                 2005 

                         ABSTRACT          

     The purpose of this research aimed to  1)  evaluate the development project on the budget management system and internal audit under Saraburi Educational Service Area Office 1, and 2) compare the evaluation of the development project on the budget management system and internal audit of Saraburi Educational Service Area Office 1 according to the views of school admistrators and teachers who are in charge of finance, accounting and material supplies by using CPO’ s evaluation model, including basic factors, the context of the project, the implementation process of the project, and the project outcome.          The 305 samples consisted of 101 school administrators and 204 teachers in charge of finance, accounting and material supplies under Saraburi Educational Service Area Office 1. The questionnaire used with reliability of 0.97 comprised 2 sections, the check-list and five rating scales. A 100 percent i.e. 305 copies of completed questionnaire were returned and then analyzed by a ready made program to calculate percentage, mean ( ), standard deviation (S.D.), and t-test.          The findings were as follows:          1.  The context of the project was rated at a high level but the readiness aspect and the resource aspect of the project were rated at a moderate level.          2.   The implementation process of the project was rated at a high level.          3.   The outcome of the project was rated at a high level.          4.  The comparison between the school administrators’ evaluation and the teachers’ evaluation was significantly different at the level of .05

     

     

    งานวิจัย 4

     

    หัวข้อวิทยานิพนธ์      สภาพและปัญหาการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารโรงเรียน      ประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครสวรรค์ เขต 3อาจารย์ที่ปรึกษา       ผู้ช่วยศาสตราจารย์กมลา  ศรีเหนี่ยง   อาจารย์บุณยานุช  เฉวียงหงส์ชื่อนักศึกษา             บุญเชิด  แย้มสัจจาสาขาการบริหารการศึกษาปีการศึกษา2547                            

                                           บทคัดย่อ         

     การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดระบบสารสนเทศ เพื่อการบริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครสวรรค์ เขต 3  2) ศึกษาปัญหาการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครสวรรค์ เขต 3  3) เปรียบเทียบสภาพการจัดระบบสารสนเทศ เพื่อการบริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครสวรรค์ เขต 3 ของผู้บริหารโรงเรียนและผู้ปฏิบัติงานข้อมูลสารสนเทศ  จำแนกตาม สถานภาพการปฏิบัติงาน  ระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดระบบสารสนเทศ ประสบการณ์ทำงานด้านการจัดระบบสารสนเทศ  วุฒิการศึกษา  การฝึกอบรมด้านการจัดระบบสารสนเทศ และขนาดของโรงเรียน  4) เปรียบเทียบปัญหาการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครสวรรค์ เขต 3  ของผู้บริหารโรงเรียนและผู้ปฏิบัติงานข้อมูลสารสนเทศ  จำแนกตามสถานภาพการปฏิบัติงาน  ระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดระบบสารสนเทศ ประสบการณ์ทำงานด้านการจัดระบบสารสนเทศ  วุฒิการศึกษา  การฝึกอบรมด้านการจัดระบบสารสนเทศ  และ ขนาดของโรงเรียน            กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาคือ ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงานข้อมูลสารสนเทศ  จำนวน 208 คน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified  Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม    ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91 ได้แบบสอบถามกลับคืนมาทุกฉบับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) การทดสอบที  (t-test)  และการทดสอบเอฟ  (F-test) โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป

                ผลการวิจัยพบว่า 

                1. สภาพการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครสวรรค์ เขต 3  ใน 5 ขั้นตอน ภาพรวมอยู่ในระดับปฏิบัติปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายขั้นตอน พบว่า  ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปฏิบัติปานกลาง โดย การตรวจสอบข้อมูล ปฏิบัติมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ การเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งทั้ง 2 อันดับ อยู่ในระดับปฏิบัติมาก และการใช้ข้อมูลสารสนเทศ อยู่ในระดับปฏิบัติปานกลาง ตามลำดับ           

    2. ปัญหาการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครสวรรค์ เขต 3  ใน 5 ขั้นตอน ภาพรวมมีปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายขั้นตอน พบว่า  ทุกรายขั้นตอนมีปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง โดยการประมวลผลข้อมูล มีปัญหามากที่สุด  รองลงมา ได้แก่ การจัดเก็บข้อมูลสารสนเทศ  และการใช้ข้อมูลสารสนเทศ  ตามลำดับ          

      3. การเปรียบเทียบ สภาพการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครสวรรค์ เขต 3  พบว่า สถานภาพการปฏิบัติงาน  วุฒิการศึกษา และ ขนาดของโรงเรียน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05  ในขณะที่ ระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดระบบสารสนเทศ ประสบการณ์ทำงานด้านการจัดระบบสารสนเทศ และ การฝึกอบรมด้านการจัดระบบสารสนเทศ แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01              

     4. การเปรียบเทียบ ปัญหาการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารโรงเรียนประถมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครสวรรค์ เขต 3 พบว่า สถานภาพการปฏิบัติงาน  วุฒิการศึกษา และ ขนาดของโรงเรียน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05  ในขณะที่ ระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดระบบสารสนเทศ ประสบการณ์ทำงานด้านการจัดระบบสารสนเทศ และ การฝึกอบรมด้านการจัดระบบสารสนเทศ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01   

    Thesis Title         Status and Problems of Information System Management for Primary School Administration under Nakhon Sawan Educational Service Area Office 3Thesis Advisor    Asst. Prof. Kamala   Srinieng               Ms. Bunyanuch   ChawianghongName         Boonchird   YamsajjaConcentration     Educational AdministrationAcademic Year   

    บันทึกนี้เขียนโดย  เมื่อ 

    เข้าระบบ ให้ดาว ไม่ให้แล้ว   บันทึกนี้ยังไม่ได้ดาวได้ดาว {{ l3nr.actionable.vote_counter }}
    {{ comment.user.fullname }}
    {{ comment.name }}
    เพิ่มความเห็น
    {{ l3nr.current_user.fullname }} - เพิ่มความเห็น