แนะนำวิทยานิพนธ์ ของสุบิน ชิ้นประเสริฐ เกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาในคดีรับขนทางทะเล            

          วิทยานิพนธ์ที่จะมานำเสนอในวันนี้คือ กระบวนการพิจารณาของศาลไทยในคดีรับขนของทางทะเล ของ สุบิน ชิ้นประเสริฐ มหาบัณฑิตคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา-สายสุนทร และท่านอาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา                  

           เรื่องของการบังคับคดีตามคำพิพากษาในคดีรับขนของทางทะเลซึ่งเมื่อศาลได้พิพากษาให้โจทย์ชนะคดีแล้วการบังคับคดีก็จะขึ้นอยู่กับว่าทรัพย์ที่จะถูกบังคับนั้นอยู่ในหรือนอกราชอาณาจักร           

          โดยแยกพิจารณาดังนี้

          1.      การบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลไทยในราชอาณาจักรในคดีรับขนของทางทะเลระหว่างประเทศที่ศาลไทยมีคำพิพากษาและจำเลยมีทรัพย์สินอยู่ในราชอาณาจักร การบังคับคดีดังกล่าวแม้จะมีลักษณะระหว่างประเทศก็อาจถูกบังคับตามหลักทั่วไปในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คือโจทก์สามารถขอให้ส่งคำบังคับเพื่อให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาภาย 30 วัน ถ้าจำเลยยังไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์ก็สามารถตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเอากับทรัพย์สินของลูกหนี้ออกขายทอดตลาดตามคำพิพากษาได้ภายใน 10 ปี 

          2.      การบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลไทยในต่างประเทศกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษามีภูมิลำเนาและทรัพย์สินทั้งหมดอยู่นอกราชอาณาจักรจึงต้องดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาในต่างประเทศ ซึ่งการให้ความร่วมมือบังคับคดีตามคำพิพากษานั้นมีลักษณะแตกต่างกัน เช่นในประเทศสหรัฐอเมริกากระทรวงการต่างประเทศดำเนินการให้ แต่เอกชนไปฟ้องร้องต่อศาลในประเทศสหรัฐอเมริกาเอง และศาลจะพิจารณาว่าควรบังคับตามคำพิพากษาหรือไม่ และจะให้สถานฑูตไทยช่วยดำเนินการส่งคำบังคับและติดต่อให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาชำระหนี้ตามคำพิพากษา ส่วนประเทศญี่ปุ่นมีบทบัญญัติตามกฎหมายภายในคือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ค.ศ.1890 มาตรา 20ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การรับรองและบังคับตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศไว้ 3 ประการ คือประการแรก หลักกระบวนการพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายในเรื่องเขตอำนาจศาล และวิธีการก่อนเริ่มกระบวนการพิจารณา ประการที่สอง หลักความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประเทศญี่ปุ่นประการที่สาม คือหลักต่างตอบแทน           

          ซึ่งกล่าวได้ว่าประเทศญี่ปุ่นมีกฎหมายภายในในการรับรองและบังคับตามคำพิพากษาต่างประเทศ ซึ่งเอื้อต่อการลงทุนอันส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น           

          ดังนั้น จะเห็นว่าการรับรองและการบังคับตามคำพิพากษาของศาลไทยในต่างประเทศจึงมีความสำคัญ กล่าวคือ หากมีคำพิพากษาแต่บังคับคดีไม่ได้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินคดีต่อศาล โดยการที่จำได้รับการรับรองและบังคับตามคำพิพากษาของศาลไทย ศาลไทยจึงต้องดำเนินการบวนการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของกระบวนพิจารณาที่ยอมรับในทางระหว่างประเทศ และในทางกลับกัน กระบวนการพิจารณาของศาลไทยก็ต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการรับรองและบังคับตามคำพิพากษา ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่าคำพิพากษาในต่างประเทศก็สามารถรับรองและบังคับในไทยได้เช่นเดียวกัน เพราะนอกจากจะสร้างหลักการต่างตอบแทนแล้ว ยังจะสร้างความเชื่อมั่นแกนักธุรกิจต่างชาติที่ทำสัญญากับผู้ที่มีทรัพย์สินในประเทศไทย อันเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีในการลงทุนทางการค้าระหว่างประเทศทางหนึ่ง 

          3.      การบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศในไทยเมื่อศาลต่างประเทศมีคำพิพากษาแล้วจำต้องบังคับคดีเอากับทรัพย์สินในประเทศไทย กรณีเช่นนี้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องฟ้องเป็นคดีในศาลไทยโดยนำคำพิพากษาของศาลต่างประเทศดังกล่าวมาเสนอต่อศาลไทยเพื่อพิจารณาว่าจะบังคับคดีได้หรือไม่ ในเรื่องนี้ศาลไทยเคยดำเนินการให้คดีดังกล่าวแต่ไม่ใช่คดีรับขนของทางทะล แต่สามารถเทียบเคียงกันได้ซึ่งเป็นคดีที่พิพากษาโดยศาลของไซง่อน แต่ต้องบังคับคดีในประเทศไทย ซึ่งคดีนี้เป็นปัญหาในกฎหมายนานาอารยประเทศ(แผนกบุคคล) อันมีหลักอยู่ว่าโดยความเคารพต่อกันและกันในระหว่างประเทศทั้งหลาย ประเทศหนึ่งจะยอมรับบังคับบัญชาถือตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมในอีกประเทศหนึ่งเหมือนอย่างว่าจำนวนเงินตามคำพิพากษานั้นเป็นหนี้สินเกี่ยวค้างอยู่อันจะยอมให้นำมาฟ้องร้องกันได้ ทั้งนี้ โดยมีเงื่อนไขสองประการคือ ศาลที่พิพากษาคดีที่คู่ความนำมาอ้างต้องเป็นศาลอันมีอำนาจพิจารณาคดีนั้น และคำพิพากษานั้นต้องเป็นคำพิพากษาที่เสร็จเด็ดขาด           

          ซึ่งนายสุบิน ชิ้นประเสริฐ ได้เสนอความเห็นว่าประเทศไทยควรจะมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในเรื่องการรับรองและบังคับตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ ควรทำความตกลงกับต่างประเทศเพื่อให้เกิดความมั่นใจในการติดต่อธุรกิจในทางระหว่างประเทศ อันจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจมากเพราะหากเกิดข้อพิพาทขึ้นก็สามารถดำเนินคดีรวมถึงการบังคับคดีได้เนื่องจากการมีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนในการรองรับ นักลงทุนก็จะเกิดความมั่นใจในการติดต่อทำการค้ากับประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะผู้เขียนได้แนะนำให้ไทยเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยการรับรองและบังคับตามคำพิพากษาต่างประเทศ ซึ่งผู้เขียนแนะนำอนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยเรื่องการรับรองและบังคับตามคำพิพากษาต่างประเทศในคดีแพ่งและพาณิชย์           

          ในความคิดเห็นของข้าพเจ้าแล้ว เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับคุณสุบิน ชิ้นประเสริฐ เพราะเนื่องจากการที่ไม่ว่าประเทศไหนก็ตามที่มีกฎหมายหรือหลักเกณฑ์ที่ทำให้แน่ใจว่าเมื่อเกิดข้อพิพาททางด้านการค้าการลงทุนแล้วนอกจากการมีสิทธิฟ้องร้องและดำเนินคดีแล้ว ยังมีการรับรองและการบังคับตามคำพิพากษาอย่างได้ผล อันเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนอยากมาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น อย่างที่ท่านรองศาสตราจารย์ ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา- สายสุนทร ได้กล่าวในการบรรยายในห้องเรียนวิชากฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในวันที่ 20 ตุลาคม 2550ว่าการรับรองและบังคับตามคำพิพากษามีความสำคัญมากต่อเศรษฐกิจของประเทศเนื่องจากเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีในการลงทุนเพระนักลงทุนเกิดความมั่นใจว่าตนจะได้รับความคุ้มครองหากเกิดข้อพิพาทขึ้นในไทย หรือในต่างประเทศก็ตาม ซึ่งถ้าตนเป็นฝ่ายชนะแล้วคำพิพากษานั้นย่อมได้รับการรับรองและบังคับได้ทั้งในประเทศและในต่างประเทศ อาจารย์แหววยังยกตัวอย่างง่ายๆ ที่ทำให้พวกเราเห็นภาพว่าบรรยากาศที่ดีในการลงทุนมีความสำคัญมากจริงๆ เช่น เมื่อมีบริษัทผลิตรถยนต์มาตั้งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่ใช่เพียงแค่ชาวอยุธยาเป็นหมื่นๆคนที่ดีใจว่าตนมีงานทำในโรงงานผลิตรถยนต์ดังกล่าว แต่ยังมีพ่อค้าแม่ค้าที่ขายอาหารการกินแถวนั้นย่อมพลอยดีใจไปด้วยเพราะขายอาหารได้ แล้วใครหล่ะที่จะเป็นผู้ที่ได้ดีใจรายต่อไป ? คำตอบก็คือ เกษตรกรที่ปลูกผักปลูกข้าว เลี้ยงหมูไงที่ได้รับประโยชน์ไปด้วย จึงเห็นภาพว่าไม่ใช่แค่สาวโรงงานเท่านั้นนะที่ได้ประโยชน์จากการลงทุน แต่ยังรวมถึงพ่อค้าแม่ขาย ชาวไร่ชาวนาอีกด้วย นี่แหล่ะ คือวงจรเศรษฐกิจ