ลักษณะภูมิประเทศ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (The Socialist Republic of Vietnam) หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ เวียดนาม ” มีพื้นที่ประมาณ 331,689 ตารางกิโลเมตร เรียงเป็นรูปตัว S ตามแนวฝั่งตะวันตกของทะเลจีนใต้จากเส้นละติจูด 23 ํ 22' เหนือ ถึง 8 ํ 30' เหนือ และลองติจูด 109 ํ 29' ตะวันออก ถึง 102 ํ 10' ตะวันออก ทิศเหนือจรดจีน ทิศตะวันตกจรดลาว ทิศตะวันตกเฉียงใต้จรดกัมพูชา ทิศตะวันออกจรดทะเลจีนใต้ และทิศตะวันออกเฉียงใต้จรดอ่าวไทย ความยาวจากเหนือจรดใต้ 1,650 กิโลเมตร ขนานไปตามแนวยาวของคาบสมุทรอินโดจีน นอกจากนี้ยังมีไหล่เขาและหมู่เกาะต่างๆ อีกนับพันเกาะเรียงรายตั้งแต่อ่าวตังเกี๋ยไปจนถึงอ่าวไทย เนื่องจากแผ่นดินของเวียดนามมีความยาวมาก ทำให้ลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศ แตกต่างกันค่อนข้างมาก โดยอาจแบ่งได้เป็น 4 ส่วนคือ ภาคเหนือ ภาคกลาง เขตที่ราบสูง และภาคใต้ ภาคเหนือ จากพื้นที่เหนือสุดถึงจังหวัดกวางบินห์ (Quang Binh) ภูมิประเทศประกอบด้วยภูเขาสูงมากมาย โดยเฉพาะเทือกเขาฟานซีปาน (Fansipan ) ซึ่งสูงถึง 3,143 เมตร สูงที่สุดใน อินโดจีน มีแม่น้ำสำคัญคือ แม่น้ำกุง (Cung) ซึ่งไหลไปบรรจบกับแม่น้ำแดงเป็นดินดอนสามเหลี่ยมที่อุดมสมบูรณ์ (Red River Delta) เหมาะแก่ การเพาะปลูกและยังเป็นที่ตั้งของเมืองฮานอย (Ha Noi) อันเป็นเมืองหลวง นอกจากนี้ ยังมีที่ราบลุ่ม Cao Bang และ Vinh Yen อ่าว Halong Bay และมีชนกลุ่มน้อยหลากหลาย ภูมิอากาศในเขตภาคเหนือแบ่งออกได้เป็น 4 ฤดู คือ • ฤดูใบไม้ผลิ ( มีนาคม - เมษายน ) มีฝนตกปรอยๆ และความชื้นสูง อุณหภูมิประมาณ 17 ํ C - 23 ํ C • ฤดูร้อน ( พฤษภาคม - สิงหาคม ) อากาศร้อนและมีฝน อุณหภูมิประมาณ 30 ํ C - 39 ํ C เดือนที่ร้อนที่สุดคือ มิถุนายน • ฤดูใบไม้ร่วง ( กันยายน - พฤศจิกายน ) อุณหภูมิ 23 ํ C - 28 ํ C • ฤดูหนาว ( ธันวาคม - กุมภาพันธ์ ) อากาศจะหนาวเย็นที่สุดในรอบปี คือ ประมาณ 7 ํ C - 20 ํ C แต่ในบางครั้งอุณหภูมิอาจลดลงถึง 0 ํ C เดือนที่หนาวเย็นที่สุดคือ มกราคม เมืองสำคัญทางภาคเหนือ ได้แก่ ฮานอย (Ha Noi) เป็นเมืองหลวง มีพื้นที่ประมาณ 921 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 3.1 ล้านคน ตั้งอยู่บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดง โดยมีแม่น้ำมากมายไหลผ่าน ได้แก่ The Duong, The Cau, The Ca Lo, The Day, The Nhue, The Tich, The To Lich และ The Kim Nguu นอกจากนี้ ฮานอยยังเป็นศูนย์กลางการบริหารประเทศและเป็นศูนย์กลางธุรกิจการค้าทางภาคเหนือ ไฮฟอง (Hai Phong) มีพื้นที่ 1,5 19 ตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 1.8 ล้านคน เป็นเมืองท่าสำคัญในภาคเหนือและเป็นเขตอุตสาหกรรมหนัก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเคมี ต่อเรือ และวัสดุก่อสร้าง มีท่าเรือสำคัญคือ Hai Phong Port และมีสนามบิน Cat Bi Airport กว๋างนินห์ (Quang Ninh) มีพื้นที่ 5, 899 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 1 ล้านคน กว๋างนินห์เป็นเมืองท่าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเวียดนาม มีท่าเรือสำคัญได้แก่ Hon Gai Port นอกจากนี้ ยังเป็นจังหวัดที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรมากมาย อาทิ ป่าไม้ และเป็นแหล่งถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เซินลา (Son La) มีพื้นที่ 14, 055 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 9 แสนคน โดยพื้นที่กว่าร้อยละ 80 เป็นภูเขา ซึ่งเหมาะแก่การทำฟาร์มโคนม มีสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ชา ดำ ลายเจิว (Lai Chau) มีพื้นที่ 7, 365 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 2 แสนคน มีสนามบินคือ Dien Bien Phu Airport เตวียนกวาง (Tuyen Quang) มีพื้นที่ 5,8 68 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 7 แสนคน เป็นจังหวัดที่อุดมไปด้วยป่าไม้ และไม้มีค่าต่างๆ รวมถึงพืชสมุนไพรกว่า 1,000 ชนิด หลาวกาย (Lao Cai) มีพื้นที่ 8,0 57 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 6 แสนคน มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์และไม้หายากหลายชนิด อาทิ Po Mu (Fukiena), Lat Hoa (Chukrasia Tabulario Cho Chi) รวมถึงพืชสมุนไพรและสัตว์หายากอื่นๆ เช่น กวาง หมูป่า เสือ เป็นต้น ภาคกลาง ตั้งแต่จังหวัดกวางจิ (Quang Tri) ถึงค้านหว่า (Khanh Hoa) พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงซึ่งเต็มไปด้วยหินภูเขาไฟ หาดทราย เนินทราย และทะเลสาบ สภาพภูมิอากาศค่อนข้างร้อนตลอดปี และมีเพียง 2 ฤดูคือ • ฤดูฝน ( พฤษภาคม - ตุลาคม ) เดือนที่อากาศร้อนที่สุดคือ มิถุนายน-กรกฎาคม อุณหภูมิเกือบ 40 ํ C • ฤดูแล้ง ( ตุลาคม - เมษายน ) เดือนที่อากาศเย็นที่สุดคือ มกราคม อุณหภูมิเกือบ 20 ํ C เมืองสำคัญทางภาคกลาง ได้แก่ ถัวเทียน-เว้ (Thua Thien-Hue) มีพื้นที่ 5,009 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 1 ล้านคน เป็นเมืองสำคัญทางประวัติศาสตร์และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของเวียดนาม ดานัง ( Da Nang ) มีพื้นที่ 1,256 ตารางกิโลเมตร ประชากร 7 แสนคน เป็นศูนย์กลางธุรกิจ การท่องเที่ยว และเป็นเมืองท่าสำคัญของภาคกลาง โดยมีสนามบินคือ Da Nang Airport และมีท่าเรือคือ Da Nang Port เขตที่ราบสูง บริเวณชายแดนติดกับลาวตอนใต้และกัมพูชา นับตั้งแต่จังหวัดคอนตุม (Kon Tum) ถึงลำด่ง (Lam Dong) ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงและภูเขา ภาคใต้ นับตั้งแต่จังหวัดด่องไน (Dong Nai) จนถึงดินแดนใต้สุด แม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นที่ราบสูง แต่ก็มีที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง (Mekong River Delta หรือที่รู้จักกันในชื่อ กู๋ลองยาง - Cuu Long Giang) อันอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งเพาะปลูกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของนครโฮจิมินห์ ( Ho Chi Minh City ) หรืออดีตไซ่ง่อน ( Saigon ) ภูมิอากาศของภาคใต้ค่อนข้างร้อน อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 27 ํ C มี 2 ฤดู เช่นเดียวกับภาคกลาง คือ • ฤดูฝน (พฤษภาคม-พฤศจิกายน) เดือนที่อากาศร้อนที่สุดคือ เมษายน อุณหภูมิประมาณ 39 ํ C • ฤดูแล้ง (พฤศจิกายน-เมษายน) เดือนที่อากาศเย็นที่สุดคือ มกราคม อุณหภูมิประมาณ 26 ํ C ภาคใต้มีเมืองสำคัญ ได้แก่ โฮจิมินห์ ( Ho Chi Minh City ) มีพื้นที่ 2, 095 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 6.2 ล้านคน เป็นศูนย์กลางธุรกิจการค้า การนำเข้าส่งออก และเป็นเมืองท่าสำคัญ โดยมีสนามบินนานาชาติ Tan Son Nhat Airport และมีท่าเรือ Saigon Port นครโฮจิมินห์ได้รับฉายาว่า " ไข่มุกแห่งเอเชียตะวันออก " เ กิ่นเธอ (Can Tho) มีพื้นที่ 1,390 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 1.1 ล้านคน เป็นเมืองอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารที่สำคัญ และเป็นแหล่งปลูกข้าวที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม เตี่ยงยาง (Tien Giang) มีพื้นที่ 2,3 67 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 1.6 ล้านคน เนื่องจากเตี่ยงยางตั้งอยู่ในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ซึ่งมีดินอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกพืชเขตร้อน จึงเป็นแหล่งผลิตข้าวและผลไม้ต่างๆ อาทิ ทุเรียน มะม่วง รวมถึงผลไม้เมืองร้อนชนิดอื่นๆ บาเรีย - หวุงเต่า (Ba Ria - Vung Tau) มีพื้นที่ 1,9 7 5 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 8 แสนคน เป็นเมืองที่มีการผลิตน้ำมันดิบและก๊าชธรรมชาติ โดยเวียดนามสามารถผลิตน้ำมันได้มากที่สุดในคาบสมุทรอินโดจีน แหล่งผลิตสำคัญอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง เรียกว่า "Bac Ho" หรือ "White Tiger" เนื่องจากเวียดนามมีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่หลากหลาย จึงทำให้เวียด นามมีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย มีแม่น้ำไหลผ่านหุบเขาและที่ราบมากกว่า 2,800 สาย โดยเป็นแม่น้ำที่มีความยาวมากกว่า 10 กิโลเมตรกว่า 2,300 สาย มีพื้นที่ป่าเขตร้อนมากถึงร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ รวมถึงป่าชายเลนที่มีพื้นที่ประมาณ 200,000 เฮกตาร์ (1.25 ล้านไร่ ) มีรุกขชาติมากกว่า 7,000 ชนิด แบ่งเป็น 239 สายพันธุ์ เป็นแหล่งกำเนิดน้ำมันยางไม้และพืชสมุนไพรมากมาย ที่ราบสูงเหมาะแก่การปลูกพืชเขตหนาว เช่น กาแฟ ใบชา ปอ และในบริเวณที่ ราบลุ่มเหมาะแก่การปลูกพริกไทย ยางพารา ข้าว นอกจากนี้ ยังมีสัตว์ป่ามากมาย เป็นสัตว์เลี้ยง ลูกด้วยนมมากกว่า 270 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 180 ชนิด นก 1,000 ชนิด และปลา 1,000 ชนิด โดยเป็นสายพันธุ์เดียวกับสัตว์ในอ่าวเบงกอล และคาบสมุทรมลายู นอกจากนี้ เวียดนามยังมีสินแร่ที่ค้นพบแล้วมากกว่า 2,000 ชนิด โดยหลายชนิดมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและมีปริมาณมากพอสำหรับการขุดเจาะในเชิงพาณิชย์ เช่น เหล็ก พบมากในจังหวัดท้ายเหวียน (Thai Nguyen) และในบริเวณลุ่มแม่น้ำแดง ถ่านหิน โดยเฉพาะถ่านหินแอนทราไซต์ที่มีคุณภาพดี ให้ความร้อนสูง ใช้ในอุตสาหกรรมถลุงเหล็ก พบมากในจังหวัด กว๋างนินห์ (Quang Ninh) และบริเวณที่ราบสูงเตเหงียนในแถบตอนกลางของประเทศ ทองแดง พบในจังหวัด เซินลา (Son La) ทอง พบที่จังหวัด กว๋างนัม (Quang Nam) และหลั่งเซิน (Lang Son) รวมถึงก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน ที่พบมากบริเวณชายฝั่งหวุงเต่า (Vung Tau) อย่างไรก็ตาม จากการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการทำลายป่าไม้ สัตว์ป่า และมีการขุดเจาะแร่ธาตุต่างๆ เพื่อใช้ในเชิงเศรษฐกิจจำนวนมาก ทำให้ปริมาณทรัพยากร ลดลงอย่างรวดเร็ว แม้ว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญและมีนโยบายฟื้นฟูธรรมชาติ แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ประชากร กำลังแรงงาน และการศึกษา ปี 2548 เวียดนามมีประชากรประมาณ 8 3.1 ล้านคน เป็นชาวเวียด นามมากถึง ร้อยละ 85 อาศัยอยู่ตามปากสามเหลี่ยมแม่น้ำแดงและแม่น้ำโขง ที่เหลือเป็นชนกลุ่มน้อยอื่นๆ อีก 5 4 กลุ่ม กลุ่มใหญ่ที่สุดคือ ขิ่น (Kinh) ประมาณร้อยละ 88 อาศัยอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำแดง ชายฝั่งทะเลตอนกลางของประเทศ บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงตอนใต้ และเมืองใหญ่อื่นๆ ส่วนที่เหลืออีก 53 กลุ่ม กระจายอยู่ตามเขตเทือกเขาและที่ราบสูงที่มีพื้นที่ประมาณ 2 ใน 3 ส่วนของประเทศ ประชากรเวียดนามมีอายุขัยเฉลี่ย 70 ปี อัตราเพิ่มเฉลี่ยของประชากรประมาณร้อยละ 1.3 แต่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นประชากรในวัยแรงงานประมาณ 42.6 ล้านคน หรือร้อยละ 51 ของประชากรทั้งหมด และมีอัตราการว่างงานในปี 2548 ประมาณร้อยละ 5.1 ชาวเวียดนามมีความขยัน อดทน เรียนรู้เร็ว อัตราค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับบริษัทต่างชาติในเมืองใหญ่ประมาณ 40 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน และในเขตรอบนอก 36 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน ส่วนในพื้นที่ห่างไกลประมาณ 32 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน แต่นายจ้างต้องจ่ายค่าประกันสังคมให้ลูกจ้างอีกร้อยละ 15 และประกันสุขภาพร้อยละ 2 ของค่าจ้าง รวมทั้งโบนัสอย่างน้อยปีละ 1 เดือน อย่างไรก็ตาม แรงงานที่ทำงานกับบริษัทต่างชาติส่วนใหญ่ได้รับค่าจ้างสูงกว่าอัตราดังกล่าว เวียดนามมีประชากรในเขตเมืองประมาณ 20 ล้านคนหรือร้อยละ 25 ของประชากรรวม ขณะที่ภาคชนบทมีประชากรถึง 60 ล้านคน หรือร้อยละ 75 อย่างไรก็ตาม ประชากรในเมืองมีจำนวนเพิ่มขึ้นในอัตราสูงกว่าประชากรในชนบทประมาณ 4 เท่าตัว อันเนื่องมาจากการอพยพย้ายถิ่นของประชาชนในชนบทเพื่อมาทำงานในเมือง ประชากรเวียดนามส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายานประมาณร้อยละ 70 ที่เหลือนับถือศาสนาคริสต์ อิสลาม และอื่นๆ รวมทั้งศาสนากาวได๋ และฮัวเห่า ซึ่งเป็นศาสนาดั้งเดิมของเวียดนาม ภาษาราชการคือ ภาษาเวียดนาม นอกจากนี้ มีการใช้ภาษาอื่นๆ อีก เช่น ฝรั่งเศส อังกฤษ จีน รัสเซีย และภาษาถิ่นของชาวเขาและชนกลุ่มน้อยเผ่าต่างๆ ทางด้านระบบการศึกษา พบว่า เวียดนามมีระบบการศึกษาระดับประถมที่มีคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล อีกทั้งในปัจจุบัน ภาครัฐให้ความสนใจกับระบบการศึกษามากขึ้น และพยายามวางโครงการปรับปรุงการศึกษาระดับชั้นมัธยมให้เทียบเท่ามาตรฐานสากลด้วย นโยบายต่างประเทศของเวียดนาม หลังจากการใช้นโยบาย Doi Moi เพื่อการพัฒนาประเทศ รัฐบาลเวียดนามได้เจริญ สัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ เรื่อยมา โดยในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547 ไทยและเวียดนามได้เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีร่วม ที่นครดานัง ประเทศเวียดนาม และนครพนมของไทย ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทั้ง 2 ประเทศจัดการประชุมในลักษณะนี้ อันช่วยเพิ่มความร่วมมืออย่างใกล้ชิด และนำไปสู่ข้อตกลงความร่วมมือระยะยาวระหว่างไทยกับเวียดนาม โดยได้แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความร่วมมือไทย - เวียดนามในทศวรรษที่ 21 มี 6 ข้อดังนี้ 1) ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน โดยเคารพในเอกราชอธิปไตยและบูรณ ภาพ รวมถึงไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศต้องป้องกันไม่ให้มีการใช้ดินแดนเพื่อการอันเป็นปฏิปักษ์และส่งผลกระทบต่อความสงบมั่นคงของอีกประเทศ 2) จัดตั้งกลไกหารือเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทวิภาคี เพื่อสนับสนุนการเป็นหุ้นส่วนของทั้งสองประเทศ 3) จัดการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างไทย - เวียดนาม รวมทั้งจัดตั้งคณะอนุกรรมการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม 4) เสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเพื่อ ป้องกันการกระทำคุกคามต่อเอกราชของแต่ละประเทศ รวมถึงการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ 5) ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน โดยเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันร้อยละ 15 ต่อปี ในปี 2553 มีเป้าหมายมูลค่าการค้าระหว่างกันสูงถึง 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 1.2 แสนล้านบาท โดยไทยจะส่งเสริมให้ภาคเอกชนเพิ่มการลงทุนในเวียดนาม และร่วมมือผลิตและส่งออกข้าวมากขึ้น เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าว และยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรทั้งสองประเทศ 6) ส่งเสริมความร่วมมือด้านต่างๆ อาทิ ด้านพลังงานและการศึกษา การเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การคลังและธนาคาร วัฒนธรรม การศึกษา และร่วมมือกันแก้ปัญหาความยากจน สำหรับการประชุมกลุ่มย่อยคณะรัฐมนตรีไทย - เวียดนาม ได้จัดหารือกันในประเด็นต่างๆ ดังนี้ 1) ด้านการเมือง หารือเรื่องการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อบูรณาการความมั่นคงระหว่างสองประเทศ เพื่อดำเนินการต่อต้านการก่อการร้าย แลกเปลี่ยนข่าวกรอง แก้ไขปัญหายาเสพติด ร่วมมือด้านการทหาร อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และป้องกันการฟอกเงิน 2) ด้านเศรษฐกิจ เสนอให้ความร่วมมือด้านการเงิน การค้า การธนาคาร การผลิต การค้าสินค้าเกษตร สุขอนามัยและสุขอนามัยพืช การลงทุน การท่องเที่ยว พลังงาน สิ่งแวดล้อม คมนาคม ซึ่งประเด็นที่หยิบยกขึ้นมาหารือ คือการแลกเปลี่ยนข่าวสารด้านโรคระบาดในสัตว์ปีก นอกจากนี้ ยังหารือความร่วมมือเกี่ยวกับสินค้าข้าวที่ไทยและเวียดนามต่าง ก็เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลกโดยจะกระชับความร่วมมือให้ใกล้ชิดมากขึ้น และไทยจะผลักดันให้นักลงทุนเข้าไปลงทุนใน เวียดนามมากขึ้น รวมทั้งหารือการเปิดเสรีการบินระหว่างกันด้วย สำหรับความร่วมมือด้าน การเงิน การค้า การธนาคาร ทั้งสองประเทศได้หารือถึงการร่วมแก้ไขปัญหาทางการเงิน การธนาคาร ในภาพรวมและลู่ทางในการขยายความร่วมมือตามความ ตกลงจัดตั้งคณะอนุกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือการคลัง ส่วนความร่วมมือด้าน การเกษตรและสุขอนามัย เสนอให้จัดทำข้อตกลงยอมรับร่วมในสินค้าประมง เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ขยายความร่วมมือเรื่องข้าว โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีการผลิตข้าวลูกผสม (Hybrid Rice) ของ เวียดนาม ขณะที่ความร่วมมือด้าน พลังงานและการลงทุน ทั้งสองฝ่ายหารือเกี่ยวกับการกำหนด แนวทางการยอมรับมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรมระหว่างกัน การผลักดันให้นักลงทุนไทยขยายการ ลงทุนในเวียดนาม โดยเฉพาะการลงทุนทำเหมืองแร่บอกไซต์และการถลุงอะลูมิเนียม และการเชิญเวียดนามร่วมลงทุนและมีส่วนร่วมในศูนย์กลางการค้าพลังงานของไทยที่ศรีราชา ตลอดจนการร่วม ลงทุนกับบริษัท ปตท . สผ . ในการสำรวจแหล่งก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งทะเลเวียดนาม ด้าน การ ท่องเที่ยว ทั้งสองฝ่ายหารือกันถึงโครงการสนับสนุนการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ ทั้งทางรถยนต์และเครื่องบินในโครงการวันเดียวกินข้าวสามแผ่นดิน โครงการอีสาน - อินโดจีน Travel Mart และการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ตลอดจนการขยายความร่วมมือด้านการบินโดยใช้สนามบินเชียงใหม่และตราดเป็น Gateway หรือประตูเชื่อมโยงด้านการบินระหว่าง 2 ประเทศ อนึ่ง การประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย - เวียดนามครั้งนี้ เวียดนามได้ขอให้ไทย สนับสนุนเวียดนามในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (World Trade Organization : WTO) รวมทั้งขอให้ไทยช่วยเหลือเรื่องการค้าที่ไทยเกินดุลเวียดนามอยู่มาก เพราะปัจจุบัน เวียดนามซื้อ สินค้าไทยปีละกว่า 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ขายไทยได้ไม่ถึง 5 00 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและสหรัฐอเมริกาพบว่า ทั้งสองประเทศได้ร่วมลงนามในความตกลงการค้าระหว่างกันเมื่อกรกฎาคม ปี 2543 มีผลบังคับใช้ในปี 2545 โดยความตกลงดังกล่าวมีสาระสำคัญคือ สหรัฐอเมริกา จะสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าระดับปกติ (Normal Trading Relation) กับเวียดนาม โดยลดภาษีนำเข้าสินค้าเวียดนามจากสูงสุดร้อยละ 60 เหลือเพียงร้อยละ 3 ยกเว้นสินค้าบางชนิดที่มีผลบังคับใช้ตามข้อตกลงอื่น เช่น สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป ส่วน เวียดนาม ต้องให้การปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ (National Treatment) กับสหรัฐฯ คือ ไม่มีการเลือกปฏิบัติระหว่างชาวเวียดนามกับชาวอเมริกัน ลดอากรนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ลง 1 ใน 3 ภายใน 3 ปี รวมถึงลดมาตรการจำกัดการนำเข้า (Quantitative Restriction) ภายใน 3-7 ปี ลดกฎระเบียบการ ลงทุนที่เกี่ยวเนื่องกับการค้า เช่น การจำกัดการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ รวมถึงอนุญาตให้นักลงทุนสหรัฐฯ เข้าไปลงทุนในภาคบริการของเวียดนามได้ ได้แก่ การประกันภัย ธนาคาร บัญชี กฎหมาย วิชาการ คอมพิวเตอร์ การศึกษา สาธารณสุข ก่อสร้าง การค้นคว้าทางการตลาดและวิศวการ ยกเว้น กิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศ จะต้องให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างกันตามข้อกำหนด TRIPs (Trade-related Aspects of Intellectual Property Rights) นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 ราชนาวีสหรัฐฯ เยือนเวียดนามเป็น ครั้งแรกนับจากปี 2516 เป็นต้นมา ภายหลังจากที่ พลเอกฝั่ม วัน จ่า (Pham Van Tra) รัฐมนตรีกลาโหมคนปัจจุบันของเวียดนามได้เข้าพบนาย Donald Rumsfeld ที่วอชิงตัน แสดงถึงการสถาปนาความสัมพันธ์ระดับปกติระหว่างทั้ง 2 ประเทศ ทั้งด้านการเมือง ( โดยมีการแลกเปลี่ยนทางการทูตในระดับปกติ ) ด้านเศรษฐกิจ ( โดยการลงนามในข้อตกลงทางการค้าร่วมกัน ) และทางด้านการทหาร ภาพรวมเศรษฐกิจ ขนาดเศรษฐกิจของเวียดนามวัดจากมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Products : GDP) ประมาณ 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1 ใน 4 ของประเทศไทย แต่เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในเอเชีย แต่เวียดนามก็มิได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากตลาดการเงินยังมีขนาดเล็ก และไม่สัมพันธ์กับระบบการเงินโลกมากนัก อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดต่างๆ เช่น ความไม่มีเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก การระบาดของไข้หวัดนก การปรับขึ้นของราคาน้ำมันทั่วโลก รวมถึงความล่าช้าในการปฏิรูปกิจการต่างๆ ของรัฐบาล เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันและเตรียมพร้อมต่อการเข้าร่วมเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area : AFTA) รวมถึงการเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization : WTO) ในโอกาสต่อไป จะมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว แม้ว่ารายได้เฉลี่ยของประชากรวัดจาก GDP ต่อหัวของเวียดนามจะอยู่ในระดับต่ำเพียง ประมาณ 520 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2548 หรือประมาณ 1 ใน 5 ของประเทศไทย แต่ประชาชนมีอำนาจการใช้จ่ายสูง เนื่องจากชาวเวียดนามมีรายได้ที่เป็นเงิน ได้เปล่าจากชาวเวียดนามในต่างประเทศที่ส่งกลับมาให้ญาติมิตรในเวียดนามปีละกว่าแสนล้านบาท เช่นในปี 2548 คาดว่าเงินโอนดังกล่าวจะสูงถึง 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับ 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2547 และ 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2546 นอกจากนี้ ชาวเวียดนามยังมีช่องทางในการหารายได้พิเศษ เช่น ค่าคอมมิชชั่นจากการดำเนินกิจการต่างๆ อีกด้วย เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจที่สำคัญและแนวโน้มปี 2548-49 รายงานสถิติของ General Statistics Office ของเวียดนามสรุปว่า ภาวะเศรษฐกิจเวียดนามช่วง 9 เดือนแรกปี 2548 ขยายตัวร้อยละ 8.1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้างขยายตัวร้อยละ 10 ภาคบริการร้อยละ 8.2 และภาคเกษตร ประมง ป่าไม้ ร้อยละ 4.1 ซึ่งหากเป็นเช่นนี้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจทั้งปีน่าจะเกือบร้อยละ 8 ขณะที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียคาดไว้ที่ประมาณร้อยละ 7.6 (ตารางที่ 2.1) เป็นที่น่าสังเกตว่าในปี 2548 พื้นที่เพาะปลูกข้าวลดลงจากปีก่อน เนื่องจาก รัฐบาลพยายามปรับโครงสร้างภาคการเกษตร โดยลดการปลูกพืชผลในพื้นที่ที่ให้ผลผลิตต่ำไปสู่ กิจกรรมอื่นที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ทำให้ผลผลิตข้าวของเวียดนามตลอด ทั้งปี ประมาณ 36.3 ล้านตัน ใกล้เคียงกับปีก่อน แต่ผลผลิตต่อเฮกตาร์เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 100 กิโลกรัม เป็น 4,950 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ ขณะที่พืชผลอื่นๆ ขยายตัวดี เนื่องจากมีการเพิ่มพื้นที่ เพาะปลูก แม้จะเกิดปัญหาฝนแล้งแต่ผลผลิตชา ยังคงเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ยางพารา เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.2 พริกไทย ร้อยละ 6.9 เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ร้อยละ 10.6 มีเพียงกาแฟ ที่ผลผลิตลดลง ส่วนผลผลิตสัตว์น้ำ เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.8 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยจับได้ประมาณ 2.5 ล้านตัน เป็นการเพาะเลี้ยงประมาณ 1 ล้านตัน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 15.5 และจากการจับจากธรรมชาติอีก 1.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 ด้านอุตสาหกรรม ภาคการผลิตที่มีการขยายตัวอย่างน่าสังเกต ได้แก่ การ แปรรูปสัตว์น้ำ เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.6 ปุ๋ยเคมี เพิ่มขึ้นร้อยละ 38 เหล็ก เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.6 และ ชิ้นส่วนรถยนต์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 46.9 สำหรับแนวโน้มปี 2548 ทั้งปี ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเวียดนามจะขยายตัวร้อยละ 7.6 ทั้งในปี 2548 และ 2549 โดยมีภาคอุตสาหกรรมและบริการเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ ส่วนอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะประมาณร้อยละ 6 ในปี 2548 และ ร้อยละ 5.2 ในปี 2549 อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในตลาดโลก และการระบาดของไข้หวัดนกรอบใหม่ อาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้