การค้าระหว่างประเทศ

                คือ  กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการระหว่างประเทศ

 

ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ

1.    ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศสมัยคลาสสิค  แบ่งเป็น 2  ทฤษฎี คือ

1.1  ทฤษฎีความได้เปรียบโดยสมบูรณ์ (Absolute advantage)

อดัม สมิธ มีแนวคิดว่า ประเทศนั้นสามารถผลิตสินค้านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าอีกประเทศหนึ่ง ประเทศนั้นจะผลิตเฉพาะสินค้าที่ตนมีความได้เปรียบโดยสมบูรณ์ออกมาแลกเปลี่ยนกับสินค้าของอีกประเทศหนึ่ง โดยยึดหลักการแบ่งงานกันทำ ทำให้เกิดความชำนาญในการผลิตสินค้านั้น  ประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าวัดได้จาก  ต้นทุนการผลิตสินค้า  1 หน่วย  และผลผลิตที่เกิดขึ้นจากการใช้จำนวนแรงงานในการผลิตเท่ากัน

ตัวอย่าง

 

ประเทศไทยญี่ปุ่น
ข้าว 1 ถัง10 (คน) 15 (คน)
ผ้า 1 เมตร20 (คน)10 (คน)

               

 ไทยผลิตข้าว ,ญี่ปุ่นผลิตผ้า แล้วนำมาแลกเปลี่ยนกัน

1.2    ทฤษฎีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage)

                   เดวิท  ริคาร์โด  นำทฤษฎีของอดัม  สมิธ มาปรับปรุงใหม่ คือ ประเทศ 2 ประเทศจะทำการค้าขายในสินค้าหนึ่งขึ้นอยู่กับว่าประเทศมีความสามารถในการผลิตสินค้าชนิดนั้นอย่างมีประสิทธิภาพสูงกว่า  เมื่อเปรียบเทียบกับการผลิตสินค้าชนิดนั้นในอีกประเทศหนึ่ง

ตัวอย่าง

 

ประเทศไทยญี่ปุ่น
ข้าว 1 ถัง

10 (คน)

9 (คน)

ผ้า 1 เมตร

12 (คน)

8 (คน)

วิธีทำ  หาต้นทุนเปรียบเทียบ

 

ประเทศไทยญี่ปุ่น
ข้าว 1 ถัง

10/12 = 0.8

9/8 = 1.1

ผ้า 1 เมตร12/10 = 1.28/9 = 0.9

            จากตารางต้นทุนเปรียบเทียบ ไทยมีต้นทุนเปรียบเทียบในการผลิตข้าวต่ำกว่าลาว เพราะการผลิตข้าว 1 ถัง มีต้นทุนเปรียบเทียบ 0.8  ในขณะที่ลาวมี 1.1 แต่ลาวมีต้นทุนเปรียบเทียบในการผลิตผ้าต่ำกว่าไทย

 ไทยควรผลิตข้าว และลาวควรผลิตผ้า แล้วนำมาแลกเปลี่ยนค้าขายแลกเปลี่ยนกัน

2.  ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศสมัยใหม่

            í เน้นต้นทุนการผลิตที่ใช้ในปัจจัยการผลิตทุกชนิด  โดยใช้ทฤษฎีราคามาช่วยอธิบาย

2.1  ทฤษฎีต้นทุนค่าเสียโอกาส

       หมายถึง การเสียโอกาสที่จะหารายได้จากการนำปัจจัยการผลิตไปใช้ผลิตอย่างอื่น

 นโยบายการค้าระหว่างประเทศ

1)       นโยบายการค้าเสรี (Free Trade)

ñ       การค้าระหว่างประเทศที่รัฐบาลไม่เข้าไปแทรกแซง  ปล่อยให้เอกชนดำเนินการค้าได้อย่างอิสระ  โดยมีลักษณะที่สำคัญดังนี้

-          ผลิตสินค้าตามความชำนาญ

-          ไม่มีการเก็บภาษีอากรเพื่อคุ้มกัน

-          ไม่มีสิทธิพิเศษทางการค้า ñ  เท่าเทียมกัน

-          ไม่มีข้อจำกัดทางการค้า

อุปสรรคของการค้าเสรี

-          การขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ

-          เกิดสงคราม ต้องผลิตสินค้าใช้เอง

-          ประเทศเกษตรกรรม  เสียเปรียบประเทศอุตสาหกรรม  จึงพยายามสร้างอุตสาหกรรมภายในขึ้น  ซึ่งต้องให้ความคุ้มครอง

-          สถานการณ์ทางการเมืองของโลก

2.  นโยบายการค้าคุ้มกัน ñ นโยบายการค้าระหว่างประเทศที่รัฐบาลเข้ามามีบทบาทวางแนวนโยบายการค้าเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมที่เกิดใหม่ภายในประเทศ

     2.1 การตั้งกำแพงภาษีศุลกากร (TARIFF)

ñ         การเก็บภาวะจากสินค้านำเข้า  ซึ่งจะต้องพิจารณาถึงความสำคัญของสินค้าที่จะนำเข้า

                - สินค้าฟุ่มเฟือย  ñ อัตราภาษีสูง

                - สินค้าปัจจัยการผลิต ñ อัตราภาษีต่ำ

2.2    การจำกัดสินค้าเข้า  (Import Quation)

ñ         การกำหนดปริมาณมูลค่าหรือชนิดของสินค้าที่นำเข้ามาจากต่างประเทศว่าเป็นสินค้าประเภทใด จำเป็นหรือไม่

2.3    การจำกัดสินค้าออก (Export Restriction)

       ñ คือการกำหนดปริมาณ  มูลค่าของสินค้าที่จะส่งออก ป้องกันการขาดแคลนสินค้าในประเทศ

2.4    การทุ่มตลาด (Dumping)

ñ         การขายสินค้าในตลาดต่างประเทศในราคาต่ำกว่าตลาดในประเทศ ñ เพื่อทำลายคู่แข่งขัน

2.5   การให้เงินอุดหนุนสินค้าส่งออก  

       ñ ให้เงินอุดหนุน เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เพิ่มการผลิตและส่งออก

 นโยบายการค้าต่างประเทศของไทย

ñ เป็นแบบการค้าเสรี โดยที่

-          เปิดโอกาสให้ภาครัฐและภาคเอกชนติดต่อการค้าอย่างเสรี

-          รัฐบาลให้ความสะดวกแก่ผู้ประกอบการค้า เช่น จัดหาทุน หาตลาด

โครงสร้างการค้าระหว่างประเทศของไทย1)    โครงสร้างสินค้าออก

1.1    สินค้าดั้งเดิม ñ  ข้าว, ยางพารา, ดีบุก

1.2    สินค้าใหม่ ñ พัฒนาจากเดิม ñ แป้งมันสำปะหลัง แป้งข้าวโพด ,ถั่วเขียว

1.3    สินค้าอุตสาหกรรม ñ เสื้อ, อาหารกระป๋อง, อัญมณี ,เครื่องประดับ

2)    โครงสร้างสินค้าเข้า

1.1    เครื่องอุปโภคบริโภค ñ เครื่องดื่ม, นมผง ,ยา

1.2    สินค้าสำเร็จรูป ñ อะหลั่ยรถยนต์

1.3    สินค้าทุน ñ เครื่องจักร, รถแทรคเตอร์, ปุ๋ยเคมี

1.4    สินค้าอื่นๆ ñ สินค้าฟุ่มเฟือย

 

k เงินตราต่างประเทศ ñ เงินตราของประเทศอื่นๆ ซึ่งอยู่ในความครอบครองของอีกประเทศหนึ่ง ทั้งภาครัฐและเอกชน

j อัตราแลกเปลี่ยน ñ ราคาของเงินตราต่างประเทศ 1 หน่วย คิดเทียบกับเงินตราอีกสกุลหนึ่ง เช่น เงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐ มีค่าเทียบกับเงินบาทเท่ากับ 40 บาท

e อุปสงค์ของเงินตราต่างประเทศ ñ ความต้องการเงินตราต่างประเทศ เพื่อนำไปใช้ในวัตถุประสงค์ต่างๆ ดังนี้

1)    ชำระค่าสินค้าและบริการที่สั่งซื้อจากต่างประเทศ

2)    ให้ต่างประเทศกู้ยืม

3)    เก็งกำไร

4)    เพื่อเป็นเงินทุนสำรอง

b       อุปทานของเงินตราต่างประเทศ ñ ปริมาณเงินตราต่างประเทศที่เรามีอยู่  โดยได้จาก

1)    ปริมาณสินค้าบริการที่ส่งออกไปต่างประเทศ

2)    การลงทุน หรือซื้อหลักทรัพย์ โดยชาวต่างประเทศ

3)    เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ

ระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมี่ 2 ระบบ

1) ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว (FLOATING EXCHANGE RATE) ñ ปล่อยให้อัตราการแลกเปลี่ยนเป็นอิสระขึ้นลงตามอุปสงค์และอุปทานในตลาดการเงินต่างประเทศเรียกว่า อัตราการแลกเปลี่ยนลอยตัวเสรีทำให้บางครั้งอัตราแลก ñ ทำให้ค่าเงินขาดเสถียรภาพ เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้รัฐบาลมักจะดำเนินนโยบายช่วยผ่อนคลายอุปสงค์และอุปทานของตลาด

-          ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนต่ำ เพราะอุปทานมาก  ธนาคารแห่งประเทศไทย ñ ซื้อเงินตราต่างประเทศ ñ ลดอุปทาน

-          ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนสูง เพราะอุปสงค์มาก  ธนาคารแห่งประเทศไทย ñ ขายเงินตราต่างประเทศ ñ เพิ่มอุปทาน

เราเรียกวิธีการนี้ว่า อัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวภายใต้การควบคุม (MANAGEED FLOATS)

2) ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบกำหนดค่าเสมอภาคไว้กับค่ามาตรฐาน

      ñ เช่น ทองคำหรือเงินสกุลหลักของประเทศใดประเทศหนึ่ง

                                       1 DOLLARS  = 20 บาท

      ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องรักษาระดับค่าเงินอยู่ใน 2.25% คืออยู่ในช่วง 1 DOLLARS = 20.45, 19.55 แต่ถ้าไม่สามารถรักษาระดับอัตราค่าเสมอภาคได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องดำเนินการปรับค่าเสมอภาคใหม่

วัตถุประสงค์การควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน

1)       เพื่อจำกัดการนำเงินทุนเข้า ออกประเทศ

2)       เพื่อรักษาค่าเงินตราของประเทศให้มีเสถียรภาพ3)       เพื่อรักษาทุนสำรอง4)       ให้ประชาชนมีความเชื่อถือในความมั่นคงของเงินตรา5)       สงวนเงินตราต่างประเทศ Y ดุลการค้า (BALANCE OF TRADE)

            หมายถึง  ความแตกต่างระหว่างมูลค่าของสินค้าส่งออกกับมูลค่าของสินค้านำเข้าในแต่ละประเทศ  ในระยะเวลา 1 ปี

-          มูลค่าของสินค้าส่งออกคำนวณจากราคา F.O.B. (Free on Board)  หมายถึง  มูลค่าของสินค้า ณ แหล่งผลิต

-       มูลค่าสินค้านำเข้าคำนวณจากราคา C.I.F. (Cost Insurance and Frieght) หมายถึง  ราคาสินค้าที่ถึงมือผู้ซื้อปลายทาง ซึ่งจะรวมค่า F.O.B., ค่าระวาง และค่าประกันภัยแล้ว

[ ดุลการค้ามี 3 ลักษณะ คือ

1)       การค้าสมดุล (BALANCE) คือ มูลค่าสินค้าส่งออกเท่ากับมูลค่าสินค้านำเข้า

2)       การค้าขาดดุล (DEFICIT) คือ มูลค่าสินค้าส่งออกน้อยกว่าสินค้านำเข้า

3)       การค้าเกินดุล (SURPLUS) คือ มูลค่าสินค้าส่งออกมากกว่ามูลค่าสินค้านำเข้า

 \ ดุลการชำระเงิน (BALANCE OF PAYMENTS)

บันทึกนี้เขียนโดย  เมื่อ