บทร้องเล่น เรื่องเพลงกล่อมเด็กภาคใต้

เพลงกล่อมเด็ก
      1. ความหมายของเพลงกล่อมเด็ก

            เพลงกล่อมเด็กเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นความเชื่อค่านิยมของคนในท้องถิ่นต่าง ๆ คนทุกชาติทุกภาษาในโลกมีบทเพลงกล่อมเด็กด้วยกันทั้งนั้น สันนิษฐานว่าเพลงกล่อมเด็กมีวิวัฒนาการจากการเล่านิทาน ให้เด็กฟังก่อนนอน ดังนั้น เพลงกล่อมเด็กบางเพลงจึงมีลักษณะเนื้อร้องที่เป็นเรื่องเป็นราว เช่น จันทรโครพ ไชยเชษฐ์ พระรถเสน เป็นต้น การที่ต้องมีเพลงกล่อมเด็กก็เพื่อให้เด็กเกิดความเพลิดเพลิน หลับง่าย เกิดความอบอุ่นใจ
     2.  ลักษณะของเพลงกล่อมเด็ก
            ลักษณะกลอนของเพลงกล่อมเด็กจะเป็นกลอนชาวบ้าน ไม่มีแบบแผนแน่นอน เพียงแต่มีสัมผัสคล้องจองกันบ้างถ้อยคำที่ใช้ในบางครั้งอาจไม่มีความหมาย เนื้อเรื่องเกี่ยวกับ ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับชีวิต ความเป็นอยู่ สะท้อนให้เห็นความรัก ความห่วงใยของแม่ที่มีต่อลูก สั่งสอน เสียดสีสังคม เป็นต้น
เพลงกล่อมเด็กภาคใต้
      ภาคใต้เรียกเพลงกล่อมเด็กว่าเพลงร้องเรือและเพลงช้าน้องหรือเพลงชาน้อง ที่เรียกว่าเพลงร้องเรือเพราะใช้เปลผ้า เมื่อผูกเปลแล้วมีลักษณะคล้ายมือ ส่วนเพลงช้าน้องเพราะคำว่าช้ามาจากคำว่าชา แปลว่ากล่อมขวัญ
          ....ร้องเรือเหอ  ร้องโร้กันทั้งบ้าน
     ไม่ใช่เรื่องขอท่าน ท่านเหอ อย่าเก็บไปใส่ใจ
     ร้องเรือชาหลาน   ไม่เกี่ยวไม่พานไปหาใคร
     ท่านอย่าเก็บมาใส่ใจร้องเรือชาหลาน เอง
          โผกเปลเหอ โผกไว้ใต้ต้นชมพู่
     ให้แหวนชายไปทั้งคู่ บอกพ่อบอกแม่ว่าแหวนหาย
     พ่อว่าไม่รับรู้บุญ   แม่ว่าไม่รับรู้ดาย
     บอกพ่อบอกแม่ว่าแหวนหาย ติดมือพี่ชายไป
                                 (จากหนังสือ วัฒนธรรมพื้นบ้าน ผศ. ประเทือง คล้ายสุบรรณ์)                เพลงกล่อมเด็ก เป็นวัฒนธรรมพื้นบ้านที่มีมานาน จนไม่ทราบ เวลาเกิดที่แน่นอน เป็นวรรณคดี มุขเปาฐะ คือใช้วิธีเล่า สืบต่อกันมา นอกจากนี้ เพลงกล่อมเด็กยังถือเป็นสิ่งสากล มีทุกชาติทุกศาสนา ทุกชนชั้น ตั้งแต่เพลงกล่อมเด็กพื้นบ้านซึ่งในประ เทศไทยมีชื่อเรียกต่างกันไปตามแต่ละภาค เช่นภาคใต้เรียกว่า "เพลงชาน้อย" หรือเพลงร้องเรือ ภาคเหนือเรียกว่า "เพลงอื่อลูก" ภาคอีสานเรียกว่า "เพลงนอนสาหล่า" หรือเพลงนอนสาเดอ กระทั่งถึงเพลงกล่อมพระบรรทม ซึ่งใช้ในประเพณีลงพระอู่ของพระ เจ้าลูกยาเธอ                ประคอง ฮะสม และ เอื้อมพร กิจวิวัฒนสกุล ได้ เขียนบทความในหนังสือ "กรองภาษาและวรรณกรรม" ของคณะอักษร ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งข้อสังเกต ถึงกำเนิดของเพลงกล่อมเด็กว่า น่าจะมีวิวัฒนาการมาจากการเล่านิทานให้เด็กฟัง ก่อนนอน แต่การเล่านิทานให้เด็กฟังย่อมเป็นภาระแก่ผู้เล่าที่จะต้องหาเรื่องมาเล่าเปลี่ยนไปหลายเรื่องกว่าเด็กจะหลับ ซ้ำบางที เด็กที่พอรู้เดียงสาและเป็นเด็กฉลาด ก็อาจซักถามท้วงติงทำให้ต้องเสียเวลาอธิบายชี้แจง จึงมีผู้คิดเอาทำนองเพลงแทรกเข้าไป เพื่อความไพเราะและสร้างบรรยากาศความสงบวังเวงเพื่อช่วยให้เด็กหลับได้ง่ายขึ้น ซึ่งท่วงทำนองนี้จะแตกต่างกันไปตามในแต่ ละท้องถิ่นแม้ว่าเจตนารมณ์ ที่แท้จริงของเพลงกล่อมเด็กคือการกล่อมหรือร้องเพื่อให้เด็กหลับ แต่เนื้อหาในเพลงบางครั้งก็เกิดขึ้น ตามอารมณ์หรือกลอนพาไปนอกจากนี้ยังพบว่ามีการใช้เพลงกล่อมเด็ก เพื่อกระทบกระเทียบ เหน็บแนมผู้อื่นด้วย ทั้งนี้เพราะ สังคมชนบทในอดีตมีการพึ่งพาอาศัยกันและกัน การปลูกฝังประเพณีและวัฒนธรรมอยู่ในสังคมแคบๆ แต่ละครอบครัวยึดมั่น ประเพณี ถ้าครอบครัวใดทำผิดประเพณีก็จะถูกค่อนขอดนินทาโดยอาศัยเพลงกล่อมเด็กเป็นสื่อในการกระแนะกนะแหนเพื่อน บ้านใกล้เคียง และเป็นการอบรมลูกหลานไปในตัวไม่ให้เอาเป็นเยี่ยงอย่าง
                อย่างไรก็ตามเพลงกล่อมเด็กที่มีความเป็น สื่อชาวบ้าน สูงสุด ได้แก่ เพลงกล่อมเด็กในภาคใต้ จากงานวิจัยของ สุทธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ พบว่าเพลงกล่อมเด็กภาคใต้ส่วนใหญ่มิได้เกิดจากมูลเหตุ เพื่อขับกล่อมให้เด็กนอนหลับเร็วและหลับสนิท แต่ส่วน มากเกิดขึ้นเพราะชาวภาคใต้นิยมเล่นเพลงกล่อมเด็กเป็นบทปฏิพากย์ ร้องโต้ตอบกันเพื่อแสดงความรอบรู้และความมีปฏิภาณ แก้คารมกันอย่างฉับพลัน โดยบทบาทที่โดดเด่นที่สุดของเพลงกล่อมเด็กภาคใต้ คือการใช้เป็นเครื่องสื่อสารชาวบ้านรวมทั้งใช้ เพื่อการอบรมสั่งสอน ปลูกฝังคุณธรรม และอนุรักษ์วัฒนธรรม ส่วนบทเพลงที่มุ่งเฉพาะใช้ขับกล่อมให้เด็กนอนหลับนั้น มีไม่เกิน ร้อยละห้า ของจำนวนบทเพลงที่รวบรวมได้ ตัวอย่างเช่นหญิงสาวที่เกียจคร้าน นอนตื่นสาย จะถูกเหน็บแนมผ่านเพลงกล่อมเด็กที่ว่า

               
ไก่เถื่อนเหอ
โลกสาวขี้คร้าน
ฉวยได้ด้ามขวาน
นอนให้แม่ปลุก
ขันเทือนทังบ้าน
นอนให้แม่ปลุก
แยงวานดังพลุก
โลกสาวขี้คร้าน
 หรือครอบครัวไหนที่ลูกสาวที่ไม่ทำงานของผู้หญิง เช่น ทอผ้า ก็อาจถูกประชดประชันอย่างเจ็บแสบเช่น
บ้านนี้เหอ
สาวครกสาวสาก
สาวโหกสาวฝ้าย
สาวเชือกสาวปอ
เขามีสาวมาก
สาวเชือกสาวปอ
สาวไม่รู้ทอ
สาวไม่รู้ทอโหก
เพลงกล่อมเด็กบางเพลงก็ใช้สัญลักษณ์เปรียบเทียบได้ดีเด่นไม่แพ้วรรณคดีอื่น เช่น บทที่ว่า
หมากออนเหอ
ทิ้งเสียพ่อแม่
บุกน้ำมาเทียมนม
แล่นตามชายมา
หยอนลายกะแหย้
แล่นตามชายมา
บุกตมมาเทียมกลางขา
หมากออนหยอนลายแย้
โดยเพลงกล่อมเด็กบทนี้ใช้หมากอ่อนเป็นสัญลักษณ์หมายถึงหญิงสาวที่มีจิตใจอ่อนไหว ยอมปล่อยตัวปล่อยใจ หนีตามชายไป โดยไม่อาทรต่อประเพณีนิยมและเกียรติของตระกูล ซึ่งชาวใต้ถือว่าการหนีจามชายเป็นความเสื่อมเสียร้ายแรง ถึงขนาดญาติของ ฝ่ายหญิงอาจฆ่าหญิงนั้นได้ถ้าพบเจอ ถ้อยคำที่ว่า "บุกน้ำมาเทียมนม" จึงหมายถึงเสี่ยงกับความตาย และที่ว่า "บุกตมมาเทียม ขา" ก็หมายถึง แปดเปื้อนมลทินเต็มที่ ผิดจารีตนิยมอย่างยิ่ง
      แต่ใช่ว่าเนื้อหาของเพลงกล่อมเด็กจะมุ่งต่อว่าผู้หญิง เพลงกล่อมเด็กที่ต่อว่าผู้ชายที่ไม่เอาไหนก็มี เช่น เพลง"ชายชั่ว" ที่มี เนื้อหาว่า
คืนน้องเหอ
หลังคาพี่รั่ว
ฝนตกฟ้าร้อง
ชายชั่วไม่ชุน
คือต้นส้มงั่ว
ชายชั่วไม่ชุน
ลงนอนใต้ถุน
นอนใต้ถุน อุ่นหรือชายชั่ว
 ตัวอย่างเพลงกล่อมเด็กภาคใต้                1.เพลงปลูกมัน ไปไหนเหอ................พาน้องไปกัน
ถามไร่โปลกมัน................มันไม่ลงหัว
แผ่นดินหมันดี.................แต่มันหมันชั่ว
มันไม่ลงหัว.....................สาวย่านให้วัว...เอ้อ...เหอ...กิน
 2.เพลงนกเขียว
.....นกเขียวเหอ..............เกาะเรียวไม้พุก
พ่อแม่อยูหนุก.................โลกไปใช้นาย
ฝนตกฟ้าร้อง.................พ่อแม่เขาอยูหนุกบาย
โลกไปใช้นาย..................นั่งกินแต่น้ำตา
ศัพท์
ôไม้พุก = ไม้ผุ                  ô.หนุก = สนุกôโลก = ลูก                        ôใช้นาย = เป็นทาสเขาôบาย = สบาย
ไขความ
                เพลงกล่อมเด็กบทนี้ สะท้อนให้เห็นภาพสังคมในสมัยมีทาส พ่อแม่ที่ยากจนไม่อาจจะเลี้ยงลูกให้ได้รับความสุขได้ คำกล่าวที่ว่าพ่อแม่คือร่มโพธิ์ร่มไทรของลูกก็กลายเป็นเหมือนเรียวไม้ผุไป ต้องขายลูกไปเป็นทาสเขา ลูกต้องไปทนรับกรรม ส่วนพ่อแม่กลับอยู่อย่างสนุกสนาน
                3. เพลงลูกสาว
.....โลกสาวเหอ..............โลกชาวเรินออก
หวนมผึ้งงอก................บอกพ่อว่าเป็นฝี
พ่อแม่ไปหาหมอรักษา......หมอว่าอ้ายยะเต็มที
บอกพ่อว่าเป็นฝี.............โลกสาวชาวเรินออก
ศัพท์
ôโลกสาว = ลูกสาว                         ôเรินออก = บ้านถัดไปทางทิศตะวันออก
ไขความ
เด็กสาวที่ไม่เข้าใจการพัฒนาของร่างกาย จึงหวาดกลัวเมื่อเห็นความผิดปกติของร่างกาย
4.เพลงดอยเมละ(มะลิ)
.....ดอกเมละเหอ................น้องคือนางดอกเมละ
บานเหมือนอี้เปละ................ลอบอยู่ในเลขี้ผึ้ง
ขนตกกะไม่ต้อง..................ฟ้าร้องกะไม่ถึง
ลอบอยู่ในแลขี้ผึ้ง................สาวน้อยคำนึงใจ
ศัพท์
ôดอกเมละ = ดอกมะลิ                    ôอี้เปละ = ยานเต็มที่จวนจะร่วงหล่นแล้ว
ôเล = ทะเล คำนี้ตัวมาจากชเล       ôขนตก = ฝนตก
ไขความ
                กล่าวถึงจิตวิทยาของวัยรุ่นดีกบทหนึ่ง พูดถึงอารมณ์ว้าเหว่ของเด็กสาวคราวมีประจำเดือน ไข่ในมดลูกกำลังสุกจวนหล่นเต็มอยู่ในมดลูก (ในเลขี้ผึ้ง) เมื่อเด็กมีความรู้สึกทางเพศเต็มที่เพราะต่อมทางเพศกระตุ้นเตือน แต่ยังไม่ถึงคราว เพราะเรามีประเพณีวัฒนธรรมเป็นเครื่องครองใจไม่ให้ทำอะไรตามความต้องการณ์ของอารมณ์เบื้องต่ำ สาวน้อยผู้นี้จึงได้แต่ถวิลเพลงเดือนขึ้น
5.เพลงขุดบ่อ
......“ขุดบอเหอ........................ขุดไว้ชายท่า
น้ำใสเห็นตัวปลา.....................พี่อยากน้ำมาอยาเพ่อกิน
ยิ่งตักยิ่งใส..............................หัวใจของพี่อย่ามลทิน
พี่อยากน้ำมาอยาเพ่อกิน.........ให้พิดหนาตาน้ำก่อน
ศัพท์
ôอยาเพ่อ = อย่าด่วน                       ôพิดหนา = พิจารณา
ไขความ
บ่อที่ขุดไว้ชายเท่านั้น แม้น้ำจะใส่สักปานใด พี่จะกระหายมาสักเพียงไหนก็อย่างด่วนดื่มกิน น้ำที่ยิ่งตักยิ่งใสนั้นเห็นแปลก (น่าจะเป็นน้ำจากบ่อมายามากกว่า) ขอหัวใจของพี่อย่าต้องหมองมัวด้วยน้ำบ่อขุดเลย ให้พิจารณาตาน้ำให้ถ้วนถี่เสียก่อน
                6.เพลงโปลกรัก
......“โปลกรักเหอ............โปลกไว้ที่ลุ่ม
ฝนพลักมือดกลุ้ม............โอนรักไปไว้ที่ชายควน
พ่อแม่เขาไม่สมัคร............เด็กเหอหมันรักกันแตความ
โปลกรักเรรวน.................ไปหน้าอย่าควรโปลก
ศัพท์
ôโบลกรัก = ปลูกรัก                        ôควน = เนินสูง..หรือ..บนเขา
ôแตสวน = แต่เฉพาะ                     ôไปหน้า = ต่อไปภายหน้า
ไขความ
                ความรักที่เถิดจากอารมณ์เบื้องต่ำหรือความรักที่เบาด้วยเหตุผลมักไม่มั่นคงเพียงเห็นเค้าเงาของความไม่ราบรื่น ก็มักจะเปลี่ยนใจเสียแล้ว (โอนรักไปไว้ที่ชายควน) คิดหนีหาที่ดีกว่า ความรักที่พ่อแม่ไม่สมัครใจด้วย โดยเด็กรักกันเองนั้นมักลงเอยอย่างนี้ เพราะใจยังไม่หนักแน่นพอ ให้รำลึกไว้ว่าอย่าควรปลูกรักทำนองนี้
   เพลงร้องเรือ( เพลงกล่อมเด็กภาคใต้ )ความหมายและความเป็นมา เพลงร้องเรือจัดอยู่ในประเภทเพลงชาวบ้าน ( Folk song ) รวมในคติชนชาวบ้าน เป็นของชาวปักษ์ใต้ใช้กล่อมเด็ก ปลอบเด็ก หรือภายหลังเด็กนำมาร้อง เมื่อไกวชิงช้าซึ่งสมัยก่อนมีกันทุกครัวเรือน เพลงจำพวกนี้ รับช่วงต่อๆ กันมาด้วยความจำ จัดเป็น มุขปาฐะ ( Verbal ) คือการถ่ายทอดด้วยปาก ( Oral Transmission ) จึงไม่สารถบอกได้ว่าใครเป็นผู้แต่ง อาศัยการร้องต่อๆกันไป เป็นทอดๆ และแพร่หลายกันทั่วไป เป็นหมู่บ้านหรือเป็นท้องถิ่น เป็นที่น่าสังเกตว่าในเพลงเดียวกันอาจจะมีผิดเพี้ยนแตกต่างกันออกไปทั้งนี้เนื่องจาก การจดจำกันมาเป็นทอดๆ ดังกล่าวมาแล้วนั่นเอง นอกจากนี้ ความผิดเพี้ยนแตกต่างกันเกิดจากเพราะต่างถิ่น สำนวนภาษา จึงพลอยแตกต่างกันไปตามภาษาถิ่นของแต่ละท้องถิ่น สาเหตุที่เรียกว่า เพลงร้องเรือ ก็เพราะว่า ลักษณะเปลผ้าที่ผูก กันตามบ้าน หรือใต้ถุนบ้าน เพื่อให้เด็กนอนนั้น มีลักษณะ คล้ายเรือ คือหัวแหลมท้ายแหลมใช้เพลงประเภทนี้กล่อมเด็ก ซึ่งนอนในเปลที่มีลักษณะนี้ จึงเรียกว่าเพลงร้องเรือ บางแห่งก็เรียกเพลง ชาน้องหรือ เพลงชาน้อง นั้นก็เพราะเป็นเพลงกล่อมน้อง หรือเรียกว่ากล่อมเด็ก คำว่าชา หรือ หมายถึง การขับกล่อมให้น้องนอนนั่นเอง ทำนองเดียวกับ เห่ หรือ เห่ช้า คำว่า ช้า ( วันเนาว์ ยูเด็น , 2525 : 1 ) ลักษณะ ของเพลงร้องเรือ เพลงร้องเรือ บทหนึ่ง มีอยู่ด้วยกัน 8 วรรค ( บทที่ให้เด็กร้องเล่นจะมีบ้างที่น้อยกว่า 8 วรรค หรือมากกว่า 8 วรรค ซึ่งถือว่าเป็นเพลงอีกลักษณะหนึ่งไม่จำกัดอยู่ในพวกเพลงร้องเรือ หรือเพลงชาน้อง ในวรรค 8 หรือ 4 บาทนี้ วรรคหนึ่งๆ มีจำนวนคำอยู่ 2 แบบคือแบบแรกวรรคละ 4 หรือ 5 คำ แบบที่ 2 วรรคละ 7 คำหรือ 8 คำเช่นต้นพร้าวเหอ ต้นพร้าวทางเอนผัวบวชเป็นเณร นางสาวเข้าห้องถือเชี่ยนถือฉัตร ถือพัดด้ามทองนางสาวเข้าห้อง เจ้าบ่าวยักคิ้วเชิดเดือนหกเหอ คางคกไถนาตุกแตนถอนกล้า แมงดาช่วยดำหอยขาวหอยโข่ง โก้งโค้งกันยังค่ำแมงดาช่วยดำ มันช่วยเลี้ยงลูกแบบที่มีวรรคละ 7 คำ หรือ 8 คำสาวน้อยเหอ แม่สาวน้อยแกล้มเกลื้อนอยู่สวยหวาเพื่อน บ่าวบ่าวชวนกันมาหน้าปรอถ้าเป็นดอกไม้ดอกไหล้ สาวจะหักให้คนละช่อบ่าวบ่าวชวนกันมาหน้าปรอ ใจสาวมีช่อเดียว                ลักษณะสำคัญประการหนึ่งของเพลงร้องเรือ ก็คือ ส่วนมากเกือบทั้งหมด ของวรรคหลังในบทที่ 2 จะซ้ำความกับวรรคหน้าของบาทที่ 4 ซึ่งเป็นบาทสุดท้ายของบท ทั้งนี้เพราะเพลงร้องเรือใช้สำหรับร้อง จึงซ้ำความให้เน้นหรือกระชับความรู้สึกของทั้งผู้ร้องและผู้ฟัง ลักษณะที่แตกต่างไป จากนี้ ถึงแม้จะมีอยู่บ้างก็เป็นเพียงส่วนน้อย น่าจะเชื่อว่าเป็นเพราะร้องต่อๆ กันมาอาจมีการลืมเลือนไป เพราะไม่เข้าใจลักษณะหรือเพื่อความต้องการขยายความออกไปอีกก็เป็นได้ ดังตัวอย่างหมาหมาเหอ เรียกมาโดยโดยกินข้าวแหละมาโหย หมาไปยิกแลนแลนขึ้นต้นโหนด หมาหมันโหยนเอาคอแอนหมาไปยิกแลน คอแอนใต้ต้นโหนดฝนตกเหอ ตกมาฉาฉาน่าแค้นใจแมงดา บินมาพ้นไปที่ห้วยที่หนอง แมงดาดอกทองพรื่อไม่ใช่บินมาพ้นไป ขัดใจแม่แมงดาจำปาเหอ ลอยมาเมื่อสดจำปาเจ้ามีรส ยิ่งแห้งยิ่งหอมดอกเมละเจ้าลอยมา ดอกจำปาลอยซ้อนยิ่งแห้งยิ่งหอม สองดอกลอยซ้อนมาศัพท์ ôโหย - โว้ย โดยโดย เสียงที่เรียกหมา                      ôยิก - ไล่ โหยน - แกว่ง , โยนôแลน - ตะกวด แอน แอ่น                                          ôฉาฉา - ซ่าซ่า พรื่อ - ทำไมôดอกเมละ - ดอกมะลิการใช้คำซ้ำ                สำหรับการสัมผัสระหว่างวรรคแรกกับวรรคหลังของบาท ที่ 1 นั้น บางครั้ง ก็ใช้ซ้ำคำลงไปหรือไม่จำเป็นต้องมีสัมผัสซึ่งกันและกันก็ได้ ตัวอย่างเช่น หวันเย็นเหอ เย็นมาละห้อยเก็บดอกเมละร้อย ห้อยไว้สองแถวข้างตีนเมละซ้อน ข้างหัวนอนนุมแมวห้อยไว้สองแถว โพตานบานนานห้อยกุนหยีเหอ กุนหยีไอ้บ่าวบ้านนี้ อย่าเงยเหลยพี่น้องไม่เอาดึกดึกเพียนเพียร เดินให้ตีนเหี้ยนเปล่าเปล่าอย่าเงยเหลยพี่น้องไม่เอา บากหน้าหาคนเอินตัวอย่างที่ไม่มีสัมผัส เช่นตื่นเช้าเหอ พระท่านมายืนบาตรคดข้าวขันใส่ถาด พร้อมทั้งข้าวบาตรและข้าวบิณฑ์กรวดน้ำอธิฐาน ให้รูปหงส์นงคราญเขาได้ยินพร้อมทั้งข้าวบาตรและข้าวบิณฑ์ เชิญกินเถิดทูนหัวปลูกรักเหอ ปลูกไว้ชายดุมดอกเมละบานชุม สาวสาวหนุ่มหนุ่มนั่งเรินไม่ติดเดือนสี่เดือนห้า โนราหัดสอนลูกศิษย์สาวสาวหนุ่มหนุ่มนั่งเรินไม่ติด ลูกศิษย์มีครูสอน คำศัพท์ôดอกเมละ - ดอกมะลิ                                     ôนุมแมว - ดอกนมแมวôข้างหัวนอน - ทางทิศใต้                              ôข้างตีน - ทิศเหนือôโพตาน - ดอกพุดตาน                  ôกุนหยี - ดอกบานไม่รู้โรยôเงย - ชะเง้อ เหลย เลย                               ôเหี้ยน - สึก คนเอิน - คนอื่นôข้าวบาตร - ข้าวที่ใส่ขันตักบาตร                ôข้าวบิณฑ์ - ก้อนข้าวที่เหลือจากใส่บาตรแล้วไปกองให้สัตว์ôกิน เริน เรือน                                             ôโนรา - มโนราห์ ชุม -                ประเพณีการสู่ขอไก่ขาวเหอ มาเกาะราวแชง

บันทึกนี้เขียนโดย  เมื่อ