การอ่าน คือการรับรู้ความหมายจากถ้อยคำที่ตีพิมพ์อยู่ในหนังสือหรือสื่อต่างๆ และเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากสำหรับนักศึกษา เพราะนักศึกษาจะต้องศึกษาบทเรียนด้วยตนเองเป็นหลัก และถ้ามีความสามารถในการอ่านได้ดีก็จะได้ประโยชน์จากการอ่านได้มาก

กระบวนการอ่านมี 4 ขั้นตอน คือขั้นแรกการอ่านออก อ่านได้  ขั้นที่สอง คือการอ่านแล้วเข้าใจความหมายของคำและสามารถสรุปความได้ ขั้นทีสาม คือการอ่านแล้วรู้จักการใช้ความคิด วิเคราะห์ วิจารณ์และออกความเห็นในทางที่ขัดแย้ง และขั้นสุดท้าย คืออ่านเพื่อนำไปใช้ประยุกต์ในเชิงสร้างสรรค์ ดังนั้นผู้อ่านจะต้องอ่านตามกระบวนการทั้งหมดการอ่านจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด

เราควรอ่านหนังสือท่ามกลางบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมควรมีความเงียบสงบ มีแสงสว่างที่เหมาะสม มีอุปกรณ์พร้อมที่จะจดบันทึก จัดเวลาให้เหมาะสม ควรเตรียมตัวเองให้พร้อม มึความตั้งใจ มุ่งมั้น มีสมาธิในการอ่าน นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หากเรามีสภาพแวดล้อมที่ดี ที่เหมาะสม และมีความพร้อมทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ การอ่านก็จะเป็นไปในทางที่ดี

อุปสรรคในการอ่าน สามารถแบ่งได้ สอง ประการ

-อุปสรรคภายนอก คือ การมีแสงรบกวน หรือไม่มีปัจจัยเพียงพอในการอ่าน

-อุปสรรคภายใน คือ ปัญหาของสุขภาพของตัวผู้อ่าน

การอ่านให้มีประสิทธิภาพ เราต้องรู้ก่อนว่าสาเหตุคืออะไร และ ควรพยายามแก้ไขตามสาเหตุนั้น สาเหตุที่ทำให้การอ่านหนังสือขาดประสิทธิภาพ มีดังนี้

  1. การอ่านทีละคำ
  2. การอ่านออกเสียง
  3. การใช้วิธีเดียวกันตลอดในการอ่านทุกประเภท
  4. การใช้นิ้วชี้ข้อความตามไปด้วยในขณะอ่าน
  5. การอ่านซ้ำไปซ้ำมา
  6. การขาดสมาธิในการอ่าน

ข้อเสนอแนะที่ช่วยให้นักศึกษาอ่านอย่างมีประสิทธิภาพ

 1.ไม่อ่านทีละคำการอ่านทีละคำทำให้อ่านหนังสือได้ช้า เพราะมุ่งหาความหมายของคำทีละคำ สามารถแก้ไขได้โดยตั้งใจไว้ว่า เมื่ออ่านหนังสือทุกครั้ง จะจับใจความสำคัญของประโยคด้วยการใช้สายตาเพียงครั้งเดียว และได้ความหมายทันที

2.ไม่อ่านออกเสียงการอ่านหนังสือออกเสียงไปทีละตัว การอ่านออกเสียงไม่ว่าจะมีเสียงออกมาหรือมีเสียงในคอ การอ่านแบบนี้อ่านได้ช้าทั้งสิ้นเพราะมุ่งแต่ออกเสียงตามตัวหนังสือที่ปรากฎ การอ่านได้เร็วสามารถแก้ไขได้โดยพยายามทำให้การมอง เห็นรูปทรง และการประสมคำของตัวหนังสือ สามารถผ่านขั้นตอนการรับรู้ของเราไปสู่สมองได้เลย โดยไม่ต้องเสียเวลาพินิจพิเคราะห์ว่า มันมีเสียงอะไรการแก้ไขให้ใช้นิ้วปิดปากในขณะอ่านตลอดเวลาจะทำให้อ่านได้ดีขึ้น และเมื่อปฏิบัติเช่นนี้จนติดเป็นนิสัยแล้ว จะพบว่าทำให้อ่านได้รวดเร็วยิ่งขึึนไม่ใช้วิธีเดียวกันตลอดในการอ่านทุกประเภท

3.นักศึกษาควรใช้วิธีการอ่านที่แตกต่างกันในแต่ละเรื่องที่อ่าน เช่น อ่านเรื่องเบาสมองก็อ่านเร็วได้ ถ้าอ่านตำราวิชาการต้องใช้ความคิดพิจารณาเนื้อเรื่องก็ใช้เวลาอ่านนานขึ้นนั้นคือผู้อ่านต้องรู้จุดประสงค์ของเรื่องที่จะอ่านด้วย จึงจะได้ประโยชน์ที่แท้จริง

4.ไม่ใช้นิ้วชี้ข้อความตามไปด้วยในขณะอ่านจะทำให้อ่านได้ช้าลง การใช้สายตากวาดไปตามบรรทัดจะเร็วกว่าการใช้นิ้วชี้เพราะสายตาเคลื่อนที่เร็วกว่านิ้ว วิธีแก้นิสัยนี้อาจทำได้โดยใช้มือจับหนังสือหรือประสานมือกันไว้ในขณะอ่านหนังสือ

5.ไม่อ่านซ้ำไปซ้ำมาการอ่านเนื้อเรื่องที่ไม่เข้าใจ เป็นการชี้ให้เห็นว่านักศึกษาไม่มั่นใจที่จะดึงเอาความสำคัญของเนื้อความนั้นออกมาได้ด้วยความสามารถของตนเอง เหตุนี้จึงทำให้อ่านช้าลงเพราะคอยคิดแต่จะกลับไปอ่านใหม่ แทนที่จะอ่านไปทั้งหน้าเพื่อหาแนวคิดใหม่ จงพยายามอ่านครั้งเดียวอย่างตั้งใจความคิดทั้งหลายจะค่อย ๆ มาเอง ไม่ต้องกังวลว่าตนเองอ่านไม่รู้เรื่อง

6.มีสมาธิในการอ่านการปล่อยให้ความตั้งใจและความคงที่ของอารมณ์ล่องลอยไปกับความคิดที่สอดแทรกเข้ามาขณะอ่าน จะทำให้ไม่ได้รับความรู้อะไรจากการอ่านเลย นักศึกษาจะต้องพัฒนาความสามารถ โดยฝึกจิตให้แน่วแน่มุ่งความสนใจอยู่ที่หนังสือเพียงอย่างเดียว

และที่สำคัญที่สุดในการอ่านหนังสือ ก็คือ ความหมั่นเพียรในการอ่าน มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเพิ่มความสามารถในการอ่าน และการอ่านที่มีประสิทธิก็จะมาอยู่คู่กะเราได้โดยง่าย และเมื่อการอ่านของมีประสิทธิภาพแล้วประโยชน์ก็จะอยู่กะตัวเรา

 

 

ที่มา

เทคนิคการอ่าน.[Online]Available:http://info.muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=29&id=5222Accessed[15/07/56]

การอ่านอย่างมีประสิทธิภาพ.[Online]Available:http://www.stou.ac.th/offices/Oes/Oespage/Guide/article/n4.htmlAccessed[15/07/56]