งาน ด้านการพิมพ์นั้นมีหลากหลายประเภท

แต่ละประเภทมีรูปแบบ ลักษณะ วิธีการและข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันไป งานด้านการพิมพ์โดยทั่วไปมี 4 ระบบ ได้แก่ ระบบพิมพ์โดยใช้แม่พิมพ์พื้นนูน (Reliefe Printing System) ระบบการพิมพ์โดยใช้แม่พิมพ์ร่องลึก (Intaglio Printing System) ระบบพิมพ์โดยแม่พิมพ์พื้นราบ (Planographic Printing System) และระบบพิมพ์โดยแม่พิมพ์ลายฉลุ (Serigraphic System)

 

 

ระบบพิมพ์โดยใช้แม่พิมพ์ พื้นนูน (Reliefe Printing System)

           การพิมพ์ลักษณะนี้เป็นระบบการพิมพ์ที่เก่าแก่ที่สุดคิดค้นโดย โจฮัน กูเต็นเบิร์ก ชาวเยอรมันนี ซึ่งใช้แม่พิมพ์ที่ต้องการจะพิมพ์นูนสูงกว่าพื้น และเป็นภาพกลับ ซ้ายเป็นขวา ขวาเป็นซ้าย เมื่อนำตัวเรียงมาเข้าหน้าตามดัมมี (Dummy) อัดกรอบให้แน่นนำเข้าสู่แท่นพิมพ์ เมื่อคลึงหมึกลงไปจะติดเฉพาะส่วนที่นูนขึ้นมา เมื่อใช้โมกดกระดาษจะได้ภาพและตัวอักษรตามต้องการ ระบบนี้ตัวพิมพ์จะเป็นตัวเรียงที่หล่อด้วยโลหะ ตะกั่ว แมกนีเซียม ปัจจุบันใช้โพลีเมอร์ชนิดแข็ง ส่วนที่เป็นภาพใช้ระบบบล็อก (Block) ซึ่งค้นคิดโดยกิลลอท (Gillot) ชาวฝรั่งเศส ระบบพิมพ์ผิวนูนเหมาะกับการพิมพ์ตัวหนังสือ และภาพลายเส้นมากกว่าการพิมพ์สกรีนหรือการพิมพ์เพื่อให้ได้นํ้าหนักอ่อน-แก่ ตามธรรมชาติ (การพิมพ์สอดสี) การพิมพ์ระบบนี้มี 3 ชนิด คือ

          

 1.1 การพิมพ์ด้วยแม่พิมพ์บล็อก (Block Printing)

คือการพิมพ์ที่แม่พิมพ์ที่ทำด้วยวัสดุต่าง ๆ ผิวภาพจะนูนสูงขึ้น และภาพจะกลับซ้ายไปขวา การพิมพ์ด้วยแม่พิมพ์บล็อกมักเป็นการพิมพ์รูปภาพ และแม่พิมพ์บล็อคมักไม่สามารถนำมาเปลี่ยนแปลงใช้ในลักษณะอื่นได้

 

1.2 เลตเตอร์เพรส (Letter Press)

หรือระบบตัวเรียง ทำด้วยโลหะหรือโลหะผสม (Alloy) ในส่วนที่เป็นภาพจะทำเป็นบล็อก เครื่องพิมพ์ระบบนี้มี 3 ชนิดคือ เครื่องพิมพ์พลาเทน เรียกกันว่าเครื่องตีธง (Platen Press) เครื่องพิมพ์แท่นนอน (Flat Bed Cylinder) และเครื่องพิมพ์ชนิดโรตารี่ เรียกกันว่าเครื่องเว็บ (Web-Fed Rotary Letterpress)

 

1.3 การพิมพ์ด้วยแม่พิมพ์ตรายาง (Rubber Stamp Printing)

  เป็นการพิมพ์โดยใช้ แม่พิมพ์ซึ่งมีพื้นผิวเป็นยาง การพิมพ์แบบนี้ใช้สำหรับงานงานเล็กและไม่นิยมการพิมพ์สอดสีเพราะคุณภาพสู้ ระบบออฟเซทไม่ได้ ปัจจุบันมีการพัฒนาเป็นการพิมพ์แบบเฟรกโซกราฟี่ (Flexography) ซึ่งคล้ายระบบตรายาง มีแม่พิมพ์เป็นแผ่นยางม้วนติดโดยรอบกับโมแม่พิมพ์ สามารถพิมพ์บนวัสดุได้เกือบทุกชนิด

ระบบ การพิมพ์โดยใช้แม่พิมพ์ร่องลึก (Intaglio Printing System)


           แม่พิมพ์พื้นลึกหรือร่องลึก มีลักษณะตรงกันข้ามกับแม่พิมพ์พื้นนูน โดยมีส่วนที่ต้องการจะพิมพ์เป็นร่องหรือเป็นบ่อที่มีขังอยู่น้อย เวลาพิมพ์ต้องใช้นำหนักกดให้กระดาษไปติดหมึก ระบบนี้คิดค้นโดยคาร์ล เคลียทซ์ (Kant Kretzes) ชาวออสเตรเลีย เป็นระบบพิมพ์ที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถพิมพ์ได้ทั้งลายเส้น สกรีน และภาพสอดสีตามธรรมชาติ และสามารถที่จะพิมพ์บนวัสดุ อื่น ๆ ได้ ค.ศ. 1495 อัลเบิร์ด ดูเลอร์ (Albrecht Duler) ได้ทำแม่พิมพ์ขึ้น โดยใช้เครื่องมือแหลมคมพิมพ์โดยใช้นํ้ากรดกัดแผ่นเหล็กเป็นร่อง ต่อมาในปี ค.ศ. 1513 อู กราฟ พิมพ์ผลงานออกมา สวยงาม และเป็นแบบแห่งการพิมพ์ธนบัตรในเวลาต่อมา การพิมพ์พื้นลึกนี้มีอยู่ 2 วิธีคือ

 

1.1 อินทากรีโอ (Intaglio Printing)

แม่พิมพ์จะทำด้วยทองแดง หรือแผ่นโลหะที่สามารถนำมาแกะสลักได้ โดยแกะเป็นรูปรอยที่ต้องการพิมพ์ ซึ่งมักจะเป็นลายเส้น เมื่อผ่านหมึกเข้ามาต้องเช็ดบริเวณผิวหน้าให้สะอาดเรียบร้อยก่อนนำกระดาษมา พิมพ์ การพิมพ์แบบนี้จะได้งานพิมพ์ที่คมชัดมากจึงเหมาะสำหรับงานพิมพ์ที่มีค่า เช่น การพิมพ์ ธนบัตร โฉนดที่ดิน แสตมป์ เป็นต้น

 

 

 1.2 โฟโต้กราวัวร์ (Photogravure Printing)

  เป็นการพิมพ์ร่องลึกอีกแบบหนึ่ง มีแม่พิมพ์เป็นโลหะ ทรงกระบอก ทำแม่พิมพ์โดยภาพถ่ายกัดกรดให้เป็นหลุมเล็ก ๆ มีขนาดหรือความตื้นลึกแตกต่างกัน ซึ่งมีผลให้งานพิมพ์มีความเข้มของสีแตกต่างกัน วิธีนี้สามารถพิมพ์บนวัสดุได้หลายชนิด เช่น การพิมพ์กระดาษปิดฝาผนัง แสตมป์ และบรรจุภัณฑ์เป็นต้น

 

 

 

ระบบพิมพ์โดยแม่พิมพ์พื้นราบ (Planographic Printing System)

           แม่พิมพ์พื้นราบ เป็นแผ่นโลหะ (อลูมิเนียม) แบนเรียบมีส่วนที่ต้องการพิมพ์และส่วนพื้นอยู่บนระนาบเดียวกัน เมื่อผ่านหมึกส่วนที่ต้องการพิมพ์จะรับหมึก ส่วนที่เป็นพื้นหล่อด้วยนํ้า เวลาพิมพ์แม่พิมพ์มิได้สัมผัสกับกระดาษโดยตรง แต่แม่พิมพ์จะกดลงบนโมยาง (ได้ภาพกลับซ้ายเป็นขวา) ต่อจากนั้นโมยางจะพิมพ์ลงบนกระดาษอีกครั้งหนึ่ง การพิมพ์ระบบนี้เรียกว่าการพิมพ์ระบบ ออฟเซท (Offset ) ซึ่งคิดค้นโดยไอรา วอชิงตัน รูเบล (Ira Washington Rubel) ซึ่งเป็นระบบที่นิยมกันในปัจจุบันทั้งนี้เพราะเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพดี และการทำแม่พิมพ์ไม่ยุ่งยากมากนักเนื่องจากสามารถพิมพ์ได้ครั้งละจำนวนมาก จึงสามารถใช้กระดาษได้ 2 แบบ คือ แบบป้อนม้วน (Webfeed Offset press) ซึ่งมีความเร็วในการทำงานมาก สามารถพิมพ์ได้ชั่วโมงละ 20,000-30,000 แผ่น และแบบป้อนแผ่น ( Sheetfeed Offset press) ปัจจุบันมีเครื่องพิมพ์ออฟเซทขนาดเล็ก แม่พิมพ์ทำด้วยกระดาษโดยขนาดของกระดาษที่ใช้พิมพ์ไม่เกิน 14 x 20 นิ้ว นิยมใช้พิมพ์ในสำนักงาน เช่นเครื่องก็อปปี้ ปริ้นท์ หรือเครื่องโรเนียวออฟเซท

 

 

 

ระบบพิมพ์โดยใช้แม่พิมพ์ลายฉลุ (Serigraphic System)

 


           เป็นการพิมพ์โดยใช้แม่พิมพ์จากการเจาะ จึงเรียกว่าแม่พิมพ์ฉลุ มีวิวัฒนาการมาแต่อดีต เช่น อารยธรรมจีน อียิปต์ ญี่ปุ่น ปัจจุบันได้มีการพัฒนาโดยการเปลี่ยนจากผ้าไหมหรือเส้นลวด เป็นผ้าใยเคมีพวกโพลีเมอร์ ไนลอน และโพลีเอสเตอร์ พื้นแผ่นสกรีนจะถูกฉาบไว้ด้วยสารไวแสง เมื่ออกแบบต้นฉบับเรียบร้อยแล้ว นำไปถ่ายฟิล์ม และอัดลงบนแผ่นสกรีน โดยฉายแสง อัลตร้าไวโอเลต ส่วนที่ไม่ต้องการพิมพ์จะถูกอุดด้วยสารไวแสง ส่วนที่ต้องการพิมพ์จะโปร่ง เวลาพิมพ์ต้องเทสีลงในกรอบไม้ ให้ใกล้กับลายฉลุ ใช้แท่งยางปาด1ครั้ง ทำมุมประมาณ 60 องศา จะได้ภาพที่คมชัด สวยงาม แต่ถ้าปาดกลับไปกลับมาจะทำให้ภาพซ้อนไม่สวยงามเท่าที่ควร การพิมพ์ระบบนี้สามารถที่พิมพ์ลงบนวัสดุต่าง ๆ ได้หลายประเภท เช่น กระดาษหนา ๆ พลาสติก ไม้ และแผ่นโลหะเป็นต้น ระบบนี้ แซมมวล ไซมอล (Samuel simon) ได้จดลิขสิทธิ์ เป็นคนแรก การพิมพ์ระบบนี้ แม่พิมพ์จะเป็นฟิล์ม อัดลงบนเฟรมผ้าไนลอนขึงตึง ใช้แสงส่องส่วนที่ต้องการพิมพ์ให้ทะลุ เวลาพิมพ์ใช้ยางปาดสีลงตามช่องลาย การพิมพ์ด้วยแม่พิมพ์ลายฉลุนี้สามารถพิมพ์ได้หลายสี (แม่พิมพ์ละ 1 สี) แต่ต้องตั้งแม่พิมพ์ให้ตรงกัน

ระบบการพิมพ์ออฟเซ็ต คืออะไร?

 
การพิมพ์ offset เป็นการพิมพ์พื้นราบที่ใช้หลักการน้ำกับน้ำมันไม่รวมตัวกัน
ซึ่งบนแผ่นแม่พิมพ์จะมีทั้งสองส่วน คือบริเวณที่ไม่มีภาพก็จะเป็นที่รับน้ำและ
ในส่วนที่มีภาพก็จะเป็นสารเคมีที่เป็นพวกเดียวกับหมึก

หมึกของระบบออฟเซ็ตจะไม่เกาะน้ำแต่จะไปเกาะบริเวณที่เป็นภาพแล้วถูก
ถ่ายลงบนผ้ายางและกระดาษพิมพ์ต่อไปการพิมพ์ระบบออฟเซ็ทนั้น 
สามารถพิมพ์ได้ตั้งแต่ 1 สี จนถึง 5 สี หรือมากกว่านั้นก็ได้
ถ้าหากมีความต้องการ

หลักในการถ่ายทอดภาพของระบบออฟเซ็ต

ออฟเซ็ตเป็นระบบการพิมพ์พื้นฐานทั่วไปใน ระบบ 3 โม คือ

1. โมแม่พิมพ์ 

2. โมผ้ายาง 

3. โมแรงกด

พร้อมด้วยระบบทำความชื้นและระบบการจ่ายหมึกให้แก่แม่พิมพ์
เมื่อมีการเคลื่อนไหว แม่พิมพ์จะหมุนไปรับน้ำ หรือ ความชื้นแล้วจึง
ไปรับหมึก

เมื่อแม่พิมพ์รับหมึกในบริเวณภาพแล้ว จะหมุนลงไปถ่ายโอนไป
ให้โมผ้ายางแล้วจึงถ่ายลงวัสดุพิมพ์โดยมีโมกดพิมพ์เป็นตัวควบ
คุมน้ำหนักแรงกดทับ

ในส่วนของเครื่องพิมพ์ออฟเซ็ต โดยทั่วไปไม่ว่าจะเป็นเครื่องพิมพ์เล็ก
หรือเครื่องพิมพ์ขนาดใหญ่ ก็มีหลักการทำงาน คล้าย ๆ กันดังที่ได้
กล่าวไปแล้ว ซึ่งในปัจจุบันจัดได้ว่าระบบการพิมพ์ออฟเซต 
เป็นระบบงานพิมพ์ที่มีผู้นิยมใช้มากที่สุดเพราะให้คุณภาพของ
งานพิมพ์ที่สูง และราคาไม่สูงมากเหมาะสําหรับใช้พิมพ์สื่อสิ่งพิมพ์
ทุกชนิด

 

 

 

ระบบพรินท์ออนดิมานด์ คืออะไร?

ในแวดวงธุรกิจสิ่งพิมพ์ หากย้อนกลับไปสัก 9-10ปีก่อน หากมีใครเอ่ยออนดิมานด์
ขึ้นมาก็คงไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไหร่

สาเหตุที่มันไม่คุ้นหูไม่ใช่ว่ามันยังไม่เริ่มมี แต่คุณภาพงานพิมพ์ที่ได้ยังไม่ตอบสนอง
ความต้องการของลูกค้า เหมือนกับงานพิมพ์ออฟเซ็ททั่วไปจึงทำให้ออนดิมานด์ยัง
คงรอการพัฒนาขีดความสามารถต่อไปถ้าเป็นหนังจีนกำลังภายในก็ต้องบอกว่าไป
ออกไปฝึกวิทยายุทธกับอาจารย์ก่อน   แต่ภายในระยะเวลาเพียงไม่นาน 
พรินท์ออนดิมานด์เหมือนได้อาจารย์ดีเ พราะผ่านการฝีกวิทยายุทธมาอย่างแก่กล้า

คงไม่มีใครปฎิเสธได้ว่าไม่รู้จักเครื่องพรินท์ออนดิมานด์ เพราะเป็นระบบพรินท์ที่มี
ความสามารถใกล้เคียงกับงานพิมพ์ออฟเซ็ท และที่สำคัญระบบพรินท์ออนดิมานด์
ยังผลิตงานได้เร็วตามความต้องการลูกค้าอีกด้วย

หลาย ๆ ค่ายของผู้ผลิตเครื่องพรินท์ พยายามที่จะงัดกลยุทธิ์ และนำเสนอขีดความ
สามารถของเครื่องอย่างเข้มข้น ซึ่งก็ต้องบอกว่ามันเป็นผลดีต่อวงการพิมพ์บ้านเรา
ทำให้เรามีความหลากหลายในการเลือกใช้สินค้าและบริการมากขึ้นด้วย

หากคนที่ไม่ได้อยู่ใน แวดวงการพิมพ์แล้ว บางครั้งเราแทบแยกไม่ออกได้ว่างานพิมพ์ที่
อยู่เบื้องหน้านี้พิมพ์ด้วยระบบอะไร? เพราะเทคโนโลยีของเครื่องปรินท์ออนดิมานด์นั้น
ต้องเรียกได้ว่าก๊อปปี้มาจากระบบงานพิมพ์ออฟเซ็ทเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสี เครื่องพิมพ์บางตัวหากใช้กล้องขยายส่องดูจะเห็นเป็นเม็ดสกรีนเช่นเดียวกับระบบ
พิมพ์ออฟเซ็ตก็มี

ในส่วนของการทำงานหลังการพิมพ์เสร็จสิ้น (post press) ไม่ว่าจะเป็นการเคลือบ 
การเข้าเล่ม,การทำ Spot uv ,ทำบล็อกใบมีดตัดพับ ต่าง ๆ เหล่านี้ ก็สามารถทำได้
เช่นเดียวกับงานออฟเซ็ท เรียกได้ว่าหากคุณกำลังมองหางานพิมพ์อะไรสักอย่างที่
ยอดพิมพ์ไม่มากนัก ออนดิมานด์ น่าจะตอบโจทย์ได้บ้าง เพราะประหยัดทั้งเวลา
และค่าใช้จ่ายไปได้มาก

กลับมาที่คำถามว่า ออนดิมานด์คืออะไร ทำไมเราต้องพรินท์ออนดิมานด์ 
สาเหตุหลัก ๆที่ทำให้ปัจจุบันคนนิยมหันมาพิมพ์ออนดิมานด์กันมากขึ้นก็เพราะ

1. ระบบพรินท์ออนดิมานด์มีความสวยงามเทียบเท่ากับออฟเซ็ท

2. มีความรวดเร็วไม่ต้องรอนานหลายวันเหมือนเมื่อก่อน

3. ลดค่าใช้จ่ายในการผลิตไปได้มาก เมื่อเทียบกับระบบออฟเซ็ท 
(ในกรณีพิมพ์ยอดจำนวนน้อย ๆ )

4. ไม่ต้องเก็บสต็อกสินค้าไว้นาน สามารถพิมพ์เท่ายอดที่จำเป็นก็ได้ 
ซึ่งสาเหตุหลักก็คือ พิมพ์ยอดน้อย ๆ ได้ราคาถูก และเร็วน่าจะเป็นสาเหตุ
หลักที่ทำให้ออนดิมานด์ กินขาดออฟเซ็ทไปหลายช่วงตัว