ความหมายขององค์รวม

          องค์กรที่ดำเนินงานด้านสุขภาพองค์รวมในหลายๆ ภูมิภาคทั่วโลกได้ให้ความหมาย และแนวคิดเกี่ยวกับสุขภาพองค์รวมไว้ใกล้เคียงกัน กล่าวคือ Susan Walter ประธานของ American Holistic Health Association (AHHA) ได้เขียนบรรยายในเอกสารชื่อ What is Holistic Health? ซึ่งได้ตีพิมพ์ใน

          Encyclopedia of Body Mind Disciplines ว่าสุขภาพแบบองค์รวม หรือ Holistic Health เป็นการมองสุขภาพว่าที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับทั้งชีวิตมากกว่าการเน้นแค่ความเจ็บป่วยหรือการจัดการกับส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย โดยจะพิจารณาที่ “ตัวคนทั้งคน” ความเกี่ยวเนื่องของ ร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ รวมถึงปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ที่มีปฏิสัมพันธ์กับคนคนนั้น

          สุขภาพแบบองค์รวมมีพื้นฐานอยู่บนกฎเกณฑ์ที่ว่า “ส่วนรวมทั้งหมดถูกสร้างขึ้นมาจากส่วนย่อย ๆที่สัมพันธ์เกี่ยวเนื่องและพึ่งพาต่อกัน” โลกประกอบด้วย อากาศ แผ่นดิน น้ำ พืช และสัตว์ ที่ต้องอาศัยและพึ่งพาซึ่งกันและกัน ไม่สามารถแยกจากกันได้ เพราะถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งสูญเสียหรือถูกทำลายไป จะทำให้ดุลย์ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง ๆ เสียไปซึ่งจะทำให้ส่วนอื่น ๆ ถูกทำลายไปด้วย เช่นเดียวกับชีวิตมนุษย์แต่ละคนจะประกอบขึ้นด้วยร่างกาย (Physical) จิตใจ(Mental) อารมณ์ (Emotional) และจิตวิญญาณ (Spiritual) ถ้าองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งของชีวิตสูญเสียการทำงานไปก็จะส่งผลต่อองค์ประกอบอื่นๆ ที่เหลือ ในขณะเดียวกันชีวิตและองค์ประกอบของชีวิตแต่ละด้านก็จะเกี่ยวเนื่องและสัมพันธ์กับสรรพสิ่งแวดล้อมรอบเช่นกัน แต่แม้ว่าองค์รวมมีส่วนย่อยหลายอย่างมาประกอบกัน แต่ทว่าองค์รวมก็มีคุณสมบัติใหม่ที่ส่วนประกอบย่อย ๆ ไม่มี แนวคิดแบบองค์รวมจึงกล่าวว่า “The whole is more than the sum of itsparts”

          ทัศนะดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดของ Koshiro Otsuka ประธาน Japan Holistic Medical Society ซึ่งถือว่าการแพทย์องค์รวมมีรากฐานความคิดที่เน้นความสัมพันธ์เชื่อมโยงอย่างผสมกลมกลืน ระหว่างชีวิต สังคม ธรรมชาติ และจักรวาล Koshiro Otsuka ยังได้เน้นให้เห็นว่า การแพทย์แบบองค์รวมถือว่า พลังแห่งการบำบัดตนเองตามธรรมชาติ คือ หัวใจของการเยียวยา และฟื้นฟูร่างกาย ดังนั้นหลักการพื้นฐานของการบำบัดรักษา จึงอยู่ที่ว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถดึงพลังชีวิตซึ่งเป็นพลังบำบัดตามธรรมชาติในตัวผู้ป่วยให้เป็นประโยชน์ได้ การแพทย์แบบองค์รวมจึงเชื่อว่า ผู้ป่วยคือผู้ที่จะรักษาตนเองได้อย่างแท้จริง ยาหรือสิ่งอื่นๆเป็นเพียงส่วนประกอบที่จะช่วยเหลือเท่านั้น โดยกระบวนการขั้นแรกสุดของการบำบัดรักษานั้น คนไข้ต้องเชื่อมั่นในพลังบำบัดตนเองตามธรรมชาติ “หมอ” หรือผู้รักษาเป็นเพียงผู้ให้การแนะนำ หรือให้กำลังใจ คนไข้จำเป็นต้องเข้าใจในเรื่องสุขภาพอย่างถูกต้องเสียก่อน การรักษาจึงจะสัมฤทธิ์ผล

          การเน้นถึงบทบาทของบุคคลในการดูแลสุขภาพ และดำเนินวิถีชีวิตให้สอดคล้องและสมดุลเป็นจุดเด่นอีกประการหนึ่งของสุขภาพแบบองค์รวม Canadian Holistic Medical Association ได้นิยามความหมายของสุขภาพองค์รวม โดยเน้นการให้คุณค่าต่อวิถีการดำรงชีวิต และให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้ และการสร้างความรับผิดชอบหรือวินัยให้แต่ละบุคคลได้พยายามดูแลตนเองให้มีสุขภาวะที่สมดุล และสมบูรณ์

          Susan Walter ประธานของ American Holistic Health Association (AHHA) ได้เสนอหลักการพื้นฐานของสุขภาพองค์รวม ว่า

          1. ทัศนะแบบองค์รวมให้คุณค่าของคำว่า “สุขภาพ” ว่ามีความหมายมากกว่าแค่การไม่เจ็บป่วย แต่หมายถึงการปรับ แก้ไข และพัฒนาให้เกิดสุขภาวะที่ดีอย่างต่อเนื่อง สุขภาพองค์รวมจึงเป็นกระบวนการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดวิถีของชีวิต ถือเป็นพันธะสัญญาและความรับผิดชอบส่วนบุคคลที่ต้องพยายามเดินหน้าปรับ แก้ไข พัฒนา และดำรงตนให้มีสุขภาวะที่ดีไม่ว่ากำลังอยู่ในสภาวะสุขภาพระดับใด จากระดับขั้นความเจ็บป่วย การมีสุขภาพถดถอยชั่วคราว ภาวะที่ยังไม่แสดงออกถึงเจ็บป่วย จนถึงการมีสุขภาพที่ดีเยี่ยม ซึ่งช่วงระหว่างสภาวะ 2 ประการหลังควรได้รับการพัฒนาส่งเสริมสุขภาพ และดำรงสถานะสุขภาพที่ดีไว้เสมอเช่นกัน ไม่ใช่ให้ความสนใจเฉพาะการรักษาพยาบาลในยามเจ็บป่วยเท่านั้น

          2. “สุขภาพของเราจะเป็นแบบเดียวกับที่วิถีชีวิตของเราเป็น” หลักการนี้ได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของประเทศสหรัฐอเมริกา (The U.S. Centers for Disease Control and Prevention) ที่พบว่าปัจจัยที่มีผลกระทบต่อสภาวะสุขภาพของบุคคล (ซึ่งพบว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา) เป็นผลกระทบจากคุณภาพของการบริการเพียงร้อยละ 10 จากกรรมพันธุ์ร้อยละ 18 จากสิ่งแวดล้อมร้อยละ 19 และเป็นผลกระทบจากวิถีการดำเนินชีวิตและพฤติกรรมสุขภาพสูงถึงร้อยละ 53การตัดสินใจของบุคคลในการเลือก “บริโภค” สิ่งใดเข้าสู่ทั้งทางร่างกาย และจิตใจ จะมีส่วนกำหนดสภาวะสุขภาพของบุคคลนั้น ๆ เซลล์ของอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายจะถูกแทนที่โดยเซลล์ใหม่ที่เป็นองค์ประกอบของสิ่งที่เรา “บริโภค” เข้าไป ในทำนองเดียวกัน ทัศนคติ อารมณ์ และภาวะจิตใจของเราก็จะถูกสร้างขึ้นมาจากสิ่งที่เราเห็นและได้ยินถ้าสืบสาวประวัติย้อนหลังจะพบว่าสาเหตุส่วนใหญ่ของความเจ็บป่วยและการตายก่อนเวลาอันสมควรเกิดจากวิถีการดำรงชีวิตของตน การใช้ยาผิดประเภทและเกินขนาด, การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์,การสูบบุหรี่ และพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ เป็นสาเหตุอันตรายที่รับรู้กันทั่วไป แต่สาเหตุที่ยังไม่ค่อยรับรู้ หรือยอมรับกันน้อยว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพที่สำคัญ ก็คือ การบริโภคน้ำตาล, คาเฟอีน การมีทัศนคติในทางลบมากเกินไป และปัญหามลพิษในสิ่งแวดล้อม

          ในขณะที่การป้องกันความเจ็บป่วยเองเป็นเรื่องสำคัญ หลักการของสุขภาพองค์รวมจะเน้นการพัฒนาระดับการมีสุขภาพดีให้สูงขึ้นเรื่อยๆ จนให้ดีเยี่ยมจนถึงที่สุด โดยให้ทบทวนว่าพฤติกรรมของเราในแต่ละวันส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง ค้นหาและปฏิบัติพฤติกรรมที่เหมาะสมเพื่อเรียนรู้ถึงความรู้สึกที่ดีของการมี “พลัง” ในชีวิต และพร้อมที่จะสร้างและสะสมพฤติกรรมและพลังดังกล่าวต่อไปในอนาคตข้างหน้าเรื่อย ๆเมื่อมีภาวะความเจ็บป่วยด้วยการติดเชื้อหรือโรคเรื้อรังเกิดขึ้น หลักการของสุขภาพองค์รวมก็สามารถนำมาประยุกต์ได้ และเปลี่ยนจากการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health) มาเป็นการแพทย์แบบองค์รวม (Holistic medicine) บุคคลากรทางการแพทย์จะใช้หลักการสุขภาพองค์รวมแลกเปลี่ยนเรื่องการรักษาและการดูแลสุขภาพกับคนไข้ โดยจะให้คำแนะนำระบบการเยียวยาแบบธรรมชาติ (Naturalhealing system) และให้พิจารณาสภาวะเงื่อนไขปัจจัยทั่วทั้งตัวคน และสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง

          การเยียวยารักษาแบบองค์รวมจะไปไกลกว่าแค่การ “กำจัดอาการ” ตัวอย่างเช่น การกินยาแอสไพรินเมื่อมีอาการปวดศีรษะเปรียบเหมือนกับการตัดสัญญาณที่เตือนว่าร่างกายของเรากำลังมีปัญหาแม้ อาการต่าง ๆ อาจถูกกำจัดหายไป แต่ปัญหาที่แท้จริงยังดำรงอยู่ ในหลักการการแพทย์แบบองค์รวม“อาการ” จะถูกพิจารณาว่าเป็นสัญญาณเตือนว่ามีความผิดปกติที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่ “อาการ” จึงเป็นตัวนำทางที่จะต้องลงไปค้นหาที่สาเหตุ หรือรากของปัญหา

          ความจริงแล้วหลักการด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม หรือการแพทย์แบบองค์รวม มิได้เป็นสิ่งใหม่ การดูแลรักษาสุขภาพแบบดั้งเดิม หรือการแพทย์แผนประเพณีของประเทศจีนและอินเดียเมื่อ 5,000 ปีก่อน ได้ให้ความสำคัญกับการมีสุขภาพและวิถีชีวิตที่สอดคล้องอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสันติ โสกราตีส (400 ปีก่อนคริสต์ศตวรรษ) ได้กล่าวเตือนไม่ให้ทำการบำบัดรักษาเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายโดยกล่าวว่า “ส่วนย่อยไม่สามารถจะดีได้ถ้าส่วนทั้งหมดไม่ดี” และถึงแม้คำว่า “holism” จะถูกนำมาใช้โดย Jan Cristian Smuts ในปี ค.ศ. 1926 เพื่อใช้เป็นทัศนะในการมองสรรพสิ่งว่า “ส่วนทั้งหมดของสรรพสิ่งย่อมใหญ่กว่าและแตกต่างจากผลรวมของส่วนย่อยๆ ของสรรพสิ่งนั้นๆ” แต่กว่าคำว่า “holistic” จะได้รับการยอมรับและใช้เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายก็กว่าปี ค.ศ. 1970 แล้ว

          แนวความคิดเรื่องสุขภาพองค์รวมได้จางหายไปชั่วคราวจากสังคมตะวันตกในช่วงศตวรรษที่ 20 เนื่องจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่หักเหค่านิยมความเชื่อของคนเกี่ยวกับสุขภาพว่า “ตัวเชื้อโรค” คือสาเหตุของความเจ็บป่วย และต้องใช้ “ยาสังเคราะห์” เพื่อฆ่าเชื้อโรคและแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับสุขภาพ โดยไม่ต้องสนใจต่อวิถีชีวิตและสุขภาพที่ไม่เหมาะสม

          อย่างไรก็ตามในบางสภาวะของสุขภาพการใช้วิธีรักษาแบบแผนปัจจุบันเป็น “อันตราย” ต่อสุขภาพมากกว่าตัวเชื้อโรคเสียอีก นอกจากนี้โรคเรื้อรังอีกหลายๆโรคไม่ตอบสนองต่อการบำบัดทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ประชาชนจึงเริ่มแสวงหาทางเลือกอื่นและหันกลับไปสู่วิถีการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic lifestyle) และการบำบัดแบบองค์รวม (Holistic healing) ซึ่งมีเทคนิคทางเลือกต่าง ๆ ให้เลือกมากขึ้น

          สุขภาพในทัศนะแบบองค์รวมจึงหมายถึงดุลยภาพของชีวิตที่สัมพันธ์อย่างกลมกลืนกับสังคมธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ในทัศนะดังกล่าว ความเจ็บป่วยถือว่าเป็นสัญญาณเตือนภัยที่มีค่า และชักนำให้มนุษย์ได้รู้จักตนเองอย่างลึกซึ้งขึ้น ความเจ็บป่วยจึงเป็นส่วนหนึ่งในพัฒนาการของชีวิต เป็นสิ่งที่จะช่วยเตือนให้เรารู้จักระมัดระวังตนเอง และค้นพบตนเอง เป็นโอกาสให้เราได้ปรับวิถีชีวิตไปสู่วิถีที่ถูกต้องยิ่งขึ้น

          กล่าวโดยสรุป สุขภาพแบบองค์รวมพิจารณาเรื่องสุขภาพ โดยเน้นความสัมพันธ์ที่มีดุลยภาพของระบบสุขภาพที่ไม่มีการแยกขาดระหว่างกาย จิต สังคม และนิเวศน์วิทยา กระบวนการทางสุขภาพจึงไม่แยกขาดตัดตอนออกจากกระบวนการทางสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม สุขภาพแบบองค์รวมจึงไม่ได้หมายถึงเฉพาะเทคนิคการดูแลสุขภาพ แต่รวมถึงการปรับวิถีชีวิต พฤติกรรมสุขภาพ การกินอาหารตลอดจนการเข้าไปเกี่ยวข้องกับสังคมของบุคคลด้วย

          สภาพการณ์ปัญหาที่นำไปสู่กระแสความนิยมในการบำบัดทางเลือกในสังคมไทยในปัจจุบันกระแสความสนใจด้านศาสตร์สุขภาพองค์รวมมีการขยายตัวอย่างกว้างขวางในสังคมไทย ความตื่นตัวในการแสวงหาการบำบัดทางเลือกเหล่านี้ มีรากฐานมาจากปัจจัยหลายประการ คือสถานะสุขภาพและแบบแผนความเจ็บป่วยของประชาชนเปลี่ยนแปลงไป

          สถานะสุขภาพ แบบแผนความเจ็บป่วย และระบบบริการสาธารณสุขมีการเปลี่ยนแปลงไปในช่วง2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา ในปัจจุบันปัญหาสุขภาพอนามัยของคนในประเทศได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบไปตามสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่ที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนในด้านสภาวะสุขภาพอนามัยคือ ประชาชนตายเนื่องจากโรคไม่ติดต่อที่มีแนวโน้มที่สูงขึ้น เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด อุบัติเหตุ โรคเบาหวาน และโรคโลหิตจาง รวมถึงโรคติดต่อร้ายแรง คือโรคเอดส์ ตลอดจนภาวะความเครียด ปัญหาสุขภาพจิต และโรคจากปัญหาอาชีวอนามัย และอนามัยสิ่งแวดล้อม โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง อยู่ในสาเหตุการป่วยและการตายในอันดับต้น และจากการเฝ้าระวังในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา พบว่ายังมีโรคไม่ติดต่ออื่นๆ ที่มีแนวโน้มจะสูงขึ้น คือ โรคเบาหวาน โรคหลอดลมอักเสบและถุงลมโป่งพอง โรคหอบหืด กรวยไตอักเสบ โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคโลหิตจางนอกจากโรคไม่ติดต่อเหล่านี้แล้ว ปัญหาโรคเอดส์ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ และทั่วถึง ยังได้กลายเป็นปัญหาสำคัญ

          โรคต่าง ๆ เหล่านี้มีส่วนทำให้ประชาชนแสวงหาทางเลือกอื่น ๆ นอกเหนือจากการแพทย์แผนปัจจุบัน ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการแพทย์แผนปัจจุบันเองก็ไม่สามารถรักษาโรคต่าง ๆ เหล่านี้ให้หายขาดได้ และยังมีข้อจำกัดในการสนองความพึงพอใจของผู้ป่วยที่มีปัญหาจากโรคเหล่านี้ ในขณะเดียวกันประชาชนมีทัศนะว่าการแพทย์แผนปัจจุบันจะมีประสิทธิภาพสูงเฉพาะในกลุ่มโรคปัจจุบันและโรคติดเชื้อต่างๆ ทำให้การแพทย์และศาสตร์สุขภาพทางเลือกที่เสนอแนวคิดและทางออกที่แตกต่างต่อปัญหาสุขภาพเหล่านี้ ได้กลายเป็นทางเลือกใหม่ของประชาชนมากขึ้น

ข้อจำกัดของการแพทย์แผนปัจจุบัน 

          การแพทย์แผนปัจจุบันหรือการแพทย์แบบชีวภาพ (Biomedicine) ถือว่าร่างกายมนุษย์ประกอบขึ้นจากเซลล์ต่าง ๆ ที่รวมกันเป็นเนื้อเยื่อและอวัยวะ อวัยวะย่อย ๆ แต่ละชนิดนั้นมีหน้าที่ต่างๆ กัน สุขภาพดีนั้นเกิดขึ้นจากการที่อวัยวะต่าง ๆ สามารถทำหน้าที่ตามปกติของตนเองและประสานกับอวัยวะอื่นๆ อันเป็นผลให้กระบวนการทางชีววิทยาดำเนินไปได้ตามปกติ วิทยาการการแพทย์ตะวันตก จึงอธิบายปรากฎการณ์ความเจ็บป่วยโดยอาศัยข้อเท็จจริงทางชีววิทยาเป็นสำคัญ โดยความเจ็บป่วยต่างๆ จะต้องถูกสืบค้นให้พบว่ามีสาเหตุมาจากการผิดปกติของอวัยวะใด และการเยียวยารักษาก็จะมุ่งไปแก้ปัญหาเฉพาะส่วนที่อวัยวะที่ผิดปกตินั้น ๆ

          การที่แนวคิดชีวเวชศาสตร์ยึดถือข้อเท็จจริงทางชีววิทยาเป็นสำคัญในการอธิบายภาวะความเจ็บป่วยและเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา มาตรการต่างๆ ในการแก้ปัญหาจึงมุ่งไปที่การจัดการให้อวัยวะที่ผิดปกตินั้นสามารถทำหน้าที่ได้ตามเดิม การบำบัดรักษาจึงเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะที่ เช่น การใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่ออวัยวะหรือระบบอวัยวะที่ผิดปกติ การผ่าตัด การฉายแสง เป็นต้น แนวทางการแก้ไขปัญหาความเจ็บป่วยตามแนวคิดชีวเวชศาสตร์จึงจำกัดตัวอยู่ในขอบเขตของการปัญหาทางกายเป็นสำคัญ และไม่สามารถเชื่อมโยงไปสู่มิติทางสังคมจิตวิทยาของการเจ็บป่วยได้ ซึ่งเป็นผลให้ขาดการใช้มาตรการทางสังคมและมาตรการทางจิตวิทยาในการเยี่ยวยารักษาผู้ป่วย

          ด้วยปรัชญาทางการแพทย์ดังกล่าว การแพทย์แผนปัจจุบันจึงมีแบบแผนการปฏิบัติที่มีลักษณะเฉพาะตัวคือกระบวนการดูแลรักษาสุขภาพและความเจ็บป่วยโดยที่การแพทย์แผนปัจจุบันมองหาสาเหตุที่เฉพาะ และเน้นด้านกายภาพ ทำให้การวินิจฉัย และประเมินผลการรักษามุ่งเน้นที่การเปลี่ยนแปลงที่สามารถวัดได้เป็นหลัก จึงทำให้จำกัดอยู่เฉพาะในด้านกายภาพ และการแก้ปัญหาเฉพาะส่วนเฉพาะโรคแยกขาดจากกัน โดยขาดการพิจารณาทั้งระบบ ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากกรณีที่ผู้ป่วยมีปัญหาโรคที่เกี่ยวข้องกับหลายระบบอวัยวะ ต้องใช้แพทย์เฉพาะทางหลาย ๆ ด้านมักจะมีปัญหาการประสานงานของแพทย์ต่างสาขา เพราะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนรักษาแต่ละโรคโดยที่ไม่มีใครดูแลรับผิดชอบผู้ป่วยทั้งคน

ระบบการจัดบริการ 

          ในระบบการแพทย์แบบตะวันตก แพทย์และโรงพยาบาลใหญ่เป็นที่รวมศูนย์ความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ซึ่งเน้นการ “ซ่อมสุขภาพ” มากกว่าการ “ส่งเสริมสุขภาพ” กิจกรรมในสถาบันทางการแพทย์มีศูนย์กลางอยู่ที่ความเจ็บป่วยมากกว่าที่จะเน้นการมีสุขภาพดี จึงมีลักษณะบริการที่ตั้งรับ คือปล่อยให้เจ็บป่วยแล้วรักษา นอกจากนั้น บริการทางการแพทย์แบบตะวันตกยังจะมีลักษณะเหมือนผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป กล่าวคือ มีการจัดระบบบริการที่เหมือนกัน เป็นรูปแบบเดียวกัน โดยมิได้สนใจความแตกต่าง หลากหลายด้านสังคมวัฒนธรรมของชุมชน ทั้งนี้เป็นเพราะวัฒนธรรมการแพทย์ตะวันตกถือเอาองค์ประกอบทางกายภาพเป็นสำคัญ และถือว่ามนุษย์มีกายภาพที่ดำเนินไปตามกฏเกณฑ์ทางสรีรวิทยาที่เหมือนกัน

ระบบความสัมพันธ์ของผู้ป่วยและแพทย์ 

          การแพทย์แผนตะวันตกเป็นศาสตร์ที่เน้นบทบาทของผู้เชี่ยวชาญ กล่าวคือ เรื่องสุขภาพในระบบการแพทย์ตะวันตกเป็นเรื่องของแพทย์ผู้ซึ่งมีความรู้ความชำนาญ และเป็นผู้จัดการกับความเจ็บป่วยโดยเทคนิคและวิทยาการทางการแพทย์ บทบาทของผู้ป่วย คือ การให้ความร่วมมือ ขึ้นต่อ และพึ่งพาแพทย์ ผู้ป่วยจึงมีอำนาจต่อรองต่ำ เมื่อมีความไม่พึงพอใจต่อการรักษาพยาบาลของแพทย์ก็จะไม่สามารถต่อรองได้ แต่จะเก็บความรู้สึกไม่พอใจไว้ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการแพทย์ทางเลือกอื่นๆ เช่น การแพทย์พื้นบ้านแล้วจะเห็นว่าผู้ป่วยและญาติมีส่วนที่จะสามารถพูดจาปรึกษาหารือ และแลกเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดกับหมอได้มากกว่า

          แม้ว่าการแพทย์แผนปัจจุบันจะมีจุดแข็งหลายประการ แต่ก็มีข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถตอบสนองต่อความพึงพอใจ และสนองต่อปัญหาที่มีอยู่อย่างหลากหลายได้อยู่ทั่วถึงบริบูรณ์ ระบบการแพทย์และการบำบัดทางเลือกอื่น ๆ ซึ่งก็มีจุดแข็งจุดอ่อนเฉพาะตัว จึงมีส่วนในการตอบสนองปัญหาบางด้านที่การแพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถสนองตอบได้

การบำบัดทางเลือก : วิธีคิดแบบองค์รวม 

          ข้อจำกัดของการบำบัดทางเลือกเป็นการตอบสนองต่อระบบการแพทย์แบบชีวภาพ (Biomedicine) ที่มองสุขภาพแบบแยกส่วนและลดส่วน (Atomistic and Reductionistic) โดยพยายามแสวงหาแนวทางแบบองค์รวมที่มองสุขภาพแบบบูรณาการ อย่างไรก็ตามการบำบัดทางเลือกก็ดำรงอยู่ภายใต้กระแสทุนนิยมและบริโภคนิยม จึงถูกทำให้กลายเป็นสินค้าที่เน้นรูปแบบ และการเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ถูกขับเคลื่อนโดยกระแสโฆษณาและความนิยมในตลาด การส่งเสริมการบำบัดทางเลือกจึงจำเป็นต้องมีฐานวิธีคิดที่ถูกต้อง มิเช่นนั้นก็อาจกลายเป็นการบำบัดแบบแยกส่วน หลักการและวิธีคิดที่สำคัญของการบำบัดทางเลือกที่ควรจะเป็น ได้แก่

          1. ทัศนะต่อสุขภาพและความเจ็บป่วย 

               1.1 สุขภาพ คือ ความเป็นเอกภาพ ความสมดุล และความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันระหว่างร่างกายจิตใจ จิตวิญญาณ สังคม และสิ่งแวดล้อม

               1.2 ให้ความสำคัญกับดำรงชีวิตที่เกื้อกูลต่อสุขภาพเน้นการส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค

               1.3 เชื่อว่า ความเจ็บป่วยเกิดจากหลายเหตุปัจจัย

               1.4 พิจารณา “ทั้งคน(Whole person)” ทั้งปัจจัยที่อาจเชื่อมโยงระหว่างส่วนต่างๆภายในร่างกายเอง ด้านจิตใจ จิตวิญญาณ สังคม และสรรพสิ่งแวดล้อม

          2. กระบวนการดูแลรักษาสุขภาพ/ความเจ็บป่วย 

               2.1 โรคและสุขภาพเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องกัน ไม่ได้มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนตายตัว

               2.2 เน้นการวินิจฉัย/ประเมินเชื่อมโยงทุกมิติสุขภาพ

               2.3 เน้นที่ตัวผู้ป่วยตลอดช่วงชีวิต และปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ทั้งด้านการงาน ครอบครัว ชีวิตสังคม ภาวะจิตใจอารมณ์ อาหาร และพฤติกรรมสุขภาพ

               2.4 ให้ความสำคัญ และแก้ปัญหาได้ดีกับโรคเรื้อรัง โรคที่เกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพ ความเจ็บป่วยที่เชื่อมโยงกับความเครียด และกลไกทางจิตใจ

               2.5 การรักษา คือ การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขที่ทำให้กระบวนการของโรคเกิดขึ้น

               2.6 การรักษาเน้นลักษณะเฉพาะของตัวผู้ป่วย ตระหนักว่าผู้ป่วยแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะตัวที่ต้องอาศัยวิธีการเฉพาะอย่างที่สอดคล้องกัน

          3. บทบาทของแพทย์และผู้ป่วย 

               3.1 แพทย์มีความรู้รอบด้านแบบองค์รวม และแลกเปลี่ยนกับผู้ป่วย โดยมีบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) และแนะแหล่งที่มาของความรู่และวิธีการที่เป็นประโยชน์

               3.2 ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และผู้ป่วยเป็นแบบหุ้นส่วน เท่าเทียมและช่วยเหลือกันและกัน

               3.3 ผู้ป่วยเป็นผู้รับผิดชอบต่อสุขภาพ และความเจ็บป่วยของตนเอง ผู้ป่วยมีศักยภาพในการดูแลรักษาสุขภาพของตนเอง ผู้ป่วยต้องมีบทบาทเป็นฝ่ายกระทำ (Active Role) ในการดูแลรักษาตนเอง

               3.4 ภาวะจิตใจของ และความรู้ของผู้ป่วย มีความจำเป็นต่อความสำเร็จในการรักษาความเจ็บป่วย

           4. ระบบการจัดบริการ 

               4.1 กระจายอำนาจ พยายามที่จะให้อำนาจ หรือสมรรถนะในการดูแลรักษาสุขภาพแพร่หลายสู่ทุกคนเท่าที่จะทำได้

               4.2 เน้นลักษณะเฉพาะของแต่ละภูมิภาค ท้องถิ่น และบุคคล

               4.3 มนุษย์เป็นปัจจัยหลัก ตระหนักว่า การสัมผัสความอบอุ่น และน้ำใจของผู้บำบัดเป็นสิ่งสำคัญต่อการรักษา มิใช่ยา เครื่องมือ หรือโรงพยาบาลใดๆ

               4.4 เน้นเทคโนโลยีที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงเครื่องมือซับซ้อนที่ทะลุทะลวงร่างกาย เช่น เครื่องเอ็กซ์เรย์ เครื่องฉายรังสี สนับสนุนให้ร่างกายเสริมสร้างบำบัดตัวเอง มากกว่าที่จะใช้ยาหรือสารเคมีแปลกปลอมมารุกรานร่างกาย

การปรับกระบวนทัศน์สุขภาพ 

          การแสวงหาทางบำบัดทางเลือกโดยรากฐานแล้วคือ การรื้อฐานความคิดที่มองสุขภาพแบบลดส่วนแยกส่วน และมองแบบกลไก ซึ่งจะเป็นการขยายฐานออกไปจาก bio-medical model of health เป็นไปสู่holistic model คือการมองสุขภาพเป็นสุขภาวะที่เชื่อมโยงมิติต่าง ๆ

ชีวกลไกทางการแพทย์ 

          สิ่งที่การแพทย์แบบชีวภาพคุ้ยเคยและถนัดที่สุดในการคิดคือ ตัวโรค หากขยายออกมาก็จะรู้น้อยตามลำดับ แนวคิดเรื่องสุขภาพองค์รวมนั้นไม่ใช่เพียงแต่รักษาโรคแบบแยกส่วนอย่างเดียว แต่จะต้องเข้าใจมิติของความเจ็บป่วยที่ไม่ใช่โรคและต้องเข้าใจความทุกข์ของมนุษย์ด้วย สุขภาพองค์รวมจึงเกี่ยวเนื่องไปถึงเรื่องของเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งทำให้แต่ละชุมชนแตกต่างหลากหลายตามบริบทของชุมชนนั้น การเคลื่อนออกจากทัศนะแบบแยกส่วนไปสู่ความเป็นองค์รวมจึงเป็นการขยายกรอบหรือขยายนิยามของคำว่าสุขภาพออกไป