กิจกรรมที่  2.3  คำถามพัฒนากระบวนการคิด 

1.  ผู้ที่จะแต่งกายได้งามนั้นมีอะไรที่เป็นพื้นฐานของการแต่งกาย  จงอธิบาย 



เครื่องแต่งกายเป็นสิ่งแรกที่สะดุดตาผู้ที่พบเห็น ถ้าแต่งกายเหมาะสม ก็จะก่อให้เกิดความประทับใจในทางที่ดี หากแต่งตัวไม่เหมาะสมผู้อื่นก็จะมองเราในลักษณะที่ไม่สู้ดีนัก แม้จะเป็นความจริงว่าคนเลวอาจซ่อนร่างอยู่ในเครื่องแต่งกายที่เรียบร้อยสวย งามก็ได้ แต่ถ้าคนดีมีความรู้ความสามารถนั้นหากแต่งกายไม่เหมาะสม คนที่พบเห็นครั้งแรกอาจไม่เกิดความนิยม เลื่อมใส และเป็นการปิดโอกาสของตนเองที่จะได้แสดงความดีและความสามารถ ดั้งนั้น การแต่งกายจึงเป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึงเป็นอันดับแรก หลักสำคัญเกี่ยวกับการแต่งกาย คือ แต่งกายสะอาด แต่งกายสุภาพเรียบร้อย และแต่งกายถูกต้องตามกาลเทศะ

 

การแต่งกายสะอาด ความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญ แต่ความสะอาดในที่นี้ไม่เกี่ยวกับ ความ
เก่าความใหม่ เพราะเครื่องแต่งกายที่ใหม่อาจสกปรกก็ได้ และเครื่องแต่งกายที่เก่ามีรอยปะชุนก็อาจดูสะอาดได้ หรือเครื่องแต่งกายราคาแพงก็อาจดูสกปรกได้ แต่เครื่องแต่งกายราคาถูกก็ดูสะอาดได้ ดังนั้น คนฐานะที่ไม่ดีนักก็สามารถแต่งตัวสะอาดได้เท่ากับคนฐานะดี โดยเสื้อผ้าที่เราสวมใส่อยู่นั้นก็ควรซักรีดให้เรียบร้อย รองเท้าก็ขัดให้ดูพองาม กระเป๋าก็เช็ดถูให้ดูสะอาดเหล่านี้ใคร ๆ ก็ทำได้ แต่จะทำหรือไม่เท่านั้น อนึ่งการอาบน้ำชำระกายให้สะอาด และการดูแลเล็บมือ เล็บเท้ามิให้สกปรก ก็เป็นสิ่งที่ควรดูแลรักษาทำความสะอาดด้วย

 

การแต่งกายควรแต่งให้เรียบร้อยพอควร เพราะ คนแต่ละคนหรือสังคมแต่ละแห่ง อาจมีเกณฑ์วัดความสุภาพเรียบร้อยต่างกันออกไป แต่ถ้าใช้สามัญสำนึกสักหน่อย ก็จะพอรู้ว่าในสังคมไทยแต่งกายอย่างไรจึงจะถือว่าแต่งกายเรียบร้อย และอย่างไรถือว่าไม่เรียบร้อย เช่น การใส่เสื้อกล้ามไปร้านอาหาร การแต่งกายโดยเปิดเผยให้เห็นส่วนของร่างกายที่ควรสงวน หรือใส่เสื้อผ้ารัดแน่นจนน่าเกลียด หรือสวมกระโปรง กางเกงที่สั้นมาก ๆ เพื่อต้องการแสดงและเน้นสรีระของร่างกาย โดยเฉพาะการแต่งกายดังกล่าวข้างต้นไปในสถานที่ควรแก่การสักการะบูชา เช่น ศาสนสถาน วัด โบสถ์ หรือสถานที่ราชการ สถานศึกษา ฯลฯ ซึ่งถือว่าไม่สุภาพเรียบร้อย

การแต่งกายถูกต้องตามกาลเทศะ การแต่งกายนอกจากจะสะอาดและมีความ สุภาพเรียบร้อยแล้ว ควรให้เหมาะสมกับสมัยนิยมและให้เหมาะกับสถานที่ที่จะไปด้วย การแต่งกายที่ผิดสมัยนิยมนั้นหากสะอาดและสุภาพเรียบร้อยก็ไม่น่าจะมีอะไร เสียหายมาก แต่คนอาจมองว่าเชยเท่านั้น ดังนั้นการแต่งกายให้ถูกกาลเทศะนั้นเป็นเรื่องสำคัญ จึงควรระวังแต่งกายให้ถูกกาลเทศะ  

แหล่งที่มา: http://www.baanmaha.com/community/

2.  หลักที่ควรยึดถือในการแต่งกายมีอะไรบ้าง  เขียนมาเป็นข้อ ๆ 

1. ควรรู้ว่ารูปร่างลักษณะของเรานั้นมีส่วนดีที่ไหนบ้าง เพื่อจะได้เสริมส่วนดีเหล่านั้นให้เด่นขึ้น

2. ควรรู้ข้อบกพร่องหรือส่วนที่ไม่สมส่วนในรูปทรงของเรา เพื่อที่จะได้แก้ไขโดยกลบหรือพรางส่วนนั้นเสีย 

3. ควรรู้ว่าตนเองมีบุคลิกลักษณะแบบไหน เพื่อจะได้แต่งให้เหมาะสม 

4. ควรรู้ว่าเสื้อผ้าสีอะไร ใช้อย่างไร จึงจะช่วยเสริมผิวพรรณและรูปร่างของผู้สวมใส่ให้งามขึ้น 

5. ควรสวมใส่เสื้อผ้าด้วยความประณีตและกลมกลืนกับตัว 

6. ควรพิถีพิถันและประณีตให้มาก 

7. ควรรักษา ซ่อมแซมเสื้อผ้าให้ประณีตและสะอาดอยู่เสมอ 

8. ควรเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสมแก่กาลเทศะ 

9. การแต่งกายที่ยึดหลักประหยัด ควรมีเสื้อผ้าน้อยชุด แต่สามารถใช้ได้หลายงาน 

10. ควรหัดใช้เครื่องประดับตกแต่งประกอบ

11. ควรหัดนั่ง เดิน ยืน ในท่าที่สำรวม สุภาพเรียบร้อย

แหล่งที่มา: http://www.baanmaha.com/community/thread25974.html

3.  เปรียบเทียบศิลปะการแต่งกายที่เหมาะสมของบุคคลต่อไปนี้


 

 

นอ้วนและคนผอม

คนผอม อย่าเลือกผ้าที่มีเนื้อเนียนมันจะทำให้ดูผอมมากควรเลือกเสื้อผ้าที่เป็นชนิดเนื้อแข็ง มีรูปทรง เพื่อดึงรูปร่างตัวเองให้ดีมีทรวดทรง และ มีรูปร่างที่ดูดีเช่นกัน

คนอ้วน ควรใช้ผ้ามีลวดลาย แต่ไม่เป็นลวดลายที่ดูใหญ่มากเกินไป หรือมีลายมากเกินไป แต่ควรมีลวดลายหรือลูกเล่นที่ตัวเสื้อ เพื่อดึงสายตาคนและ สีสด จะทำให้ไม่มองดูอ้วนคะ สำหรับกรณีที่คุณเลือกใส่เสื้อสีสด คุณควรเลือกใส่ท่อนล่างเป็นสีเข้มที่เข้าโทนกัน


คนผิวขาวและคนผิวคล้ำ

ผิวสีคล้ำ ควรเลือกสีชมพู สีเหลือง สีฟ้า ถ้าชอบลายก็ควรออกลาย สีเหลือง สีฟ้า สีชมพู สีส้ม สีเปลือกข้าวโพด ห้ามเด็ดขาดอย่าเลือกใล้สีขรึมๆ ประเภทออก น้ำตาลแก่ เทาแก่ น้ำเงินแก่ มาสวมเพราะยิ่งทำให้ดูดำคล้ำมากขึ้น 

ผิวสีขาว ควรเลือกผ้าสีน้ำตาลอ่อน สีเขียวหม่นๆ สีชมพูอมสีปูน สีเหลืองอมสีส้ม สีส้มอมสีน้ำตาล สีเลือดหมู ควรหลีกเลี่ยงใช้สีอ่อนๆ ชมพู สีเหลืองอ่อน เพราะจะทำให้สีผิวซีดเป็นไก่ต้ม ควรใช้สีขรึมๆ จะทำให้ชวนมอง


คนรูปร่างเล็กและคนรูปร่างใหญ่

รูปร่างเล็ก ใส่เสื้อคอวี ถ้าเตี้ยมากไม่ควรสวมสร้อยคอ แบบเสื้อเรียบที่สุดโดยเฉพาะบริเวณอกอย่าเสริมไหล่เสื้อที่แขนพองที่หัวไหล่ เอวเรียบ ถ้าจำเป็นต้องใช้เข็มขัดให้ใช้เล้นเล็กมากๆเสื้อกระโปร่งชนิดปล่อยทิ้งแนบตัว ใส่รองเท้าส้นสูงเสมอ ชายกระโปร่งสั้นหน่อย พยายามใช้ผ้าพื้น ถ้ามีลายหรือดอกให้ใช้ลายเล็กๆ

รูปร่างใหญ่ คอเสื้อปกสูง ปกเสื้อกว้าง เน้นส่วนเอวให้เด่นด้วยสีสด หรือเข็มขัดผ้าพันเอวใหญ่ ใช้กระโปร่งแนบสะโพก มีเสื้อตัวยาวคลุมสะโพกจะดูดี ชายกระโปร่งต่ำกว่าเข่า

เเหล่งอ้างอิง http://www.missconsult.com/detail_tip.php?id_tip=24

4.  บรรยายรูปร่างลักษณะของนักเรียน  และอธิบายว่าถ้าจะใช้ผ้าเป็นริ้วเป็นลาย  จะใช้ริ้วลายแบบไหน

 

เป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ ไม่ควรใส่เสื้อผ้าสีสันมากเกินโดยเฉพาะเสื้อผ้าลายดอก  ถ้าต้องการให้มีสีสันควรใส่ผ้าคาดเอวสี  เพื่อให้มีสีสันและดูดี และควรเลือกเสื้อผ้าที่พอดีตัว


5.  เครื่องเกาะเกี่ยวที่ใช้ในการตัดเย็บมีอะไรบ้าง  เสื้อผ้าที่นักเรียนใส่ส่วนใหญ่ต้องซ่อมแซมอะไรบ้าง

เครื่องเกาะเกี่ยว  เป็นวัสดุที่ใช้ยึดเสื้อผ้าให้ติดกันโดยสามารถเปิดและปิด  เพื่อการถอดออกหรือสวมใส่ได้สะดวก  มีหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมีวิธีติดและการใช้งานต่างกัน  เครื่องเกาะเกี่ยวสามารถใช้บังคับรูปร่างของเสื้อผ้า  และใช้เป็นสิ่งตกแต่งเสื้อผ้าได้  เช่น  การติดกระดุมที่มีรูปร่างลวดลายแปลกๆ  การใช้รังดุมเจาะหรือกุ๊นที่สวยงามประณีตสามารถทำให้เสื้อผ้าดูมีราคาขึ้นได้  เครื่องเกาะเกี่ยวที่ใช้กันทั่วไป  ได้แก่  กระดุม ตะขอ และซิป

กระดุม  เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวชนิดหนึ่งเพื่อบังคับไม่ให้รอยผ่าหรือรอยเปิดทับซ้อนกันโดยไม่แยกกระดุมที่ติดผ้าหรือสาบชิ้นล่าง  ในขณะที่ผ้าหรือสาบชิ้นบนต้องเจาะช่องเพื่อให้กระดุมลอดผ่านได้  ช่องที่เจาะนี้เรียกว่ารังดุม  กระดุมมีหลายแบบหลายชนิด  แต่ที่นิยมใช้กับเสื้อผ้าโดยทั่วๆ ไป ได้แก่  กระดุมแป็บ  กระดุมไม่มีก้าน  กระดุมมีก้าน 

รังดุม  การทำรังดุม  มีความจำเป็นสำหรับกระดุมมีก้านและกระดุมมีรู ทำให้กระดุมใช้งานง่าย  การทำรังดุมมี 3 แบบ คือ รังดุมห่วง รังดุมเจาะ และรังดุมกุ๊น  รังดุมที่นิยมใช้ได้แก่ รังดุมเจาะ ซึ่งเย็บริมโดยวิธีถัก  สามารถทำได้ด้วยมือและด้วยจักร

 ตะขอ  ใช้สำหรับติดเสื้อ คอเสื้อ ขอบกระโปรง ขอบกางเกง ตะขอมี 2 ชนิด ได้แก่  ตะขอขนาดเล็ก  ตะขอขนาดใหญ่

ซิป  เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวที่เปิดปิดได้  ใช้กับของใช้ในบ้านและงานเสื้อผ้า  มีตั้งแต่ขนาด 3 - 24 นึ้ว  แต่ละขนาดใช้งานต่างกัน ควรใช้ให้เหมาะสมกับงานมีขนาดต่างๆกัน


เสื้อผ้าส่วนใหญ่ที่ต้องซ่อมแซม  คือ  กระดุม  เนื่องจากบางครั้งแกะกระดุมแรงเกินไป  ทำให้ด้ายที่เย็บกระดุมให้ติดกับเสื้อนั้นขาดออก  กระดุมจึงขาด  ต้องซ่อมแซมโดยการนำมาเย็บเข้าไปใหม่

แหล่งที่มา: http://writer.dek-d.com/Writer/story/viewlongc.php?id=490341&chapter=4


6.  อธิบายการติดกระดุมและติดตะขอมาให้เข้าใจ


การติดกระดุมแป็บ 

1. วางกระดุมฝาบน(ตัวผู้) บนเส้นกลางตัวที่กำหนดตำแหน่งของกระดุม  แล้วใช้เย็บแบบคัทเวิร์ก รูละ 3 ครั้ง  เพื่อความสวยงาม  จนครบทั้ง 4 รู
2. ปิดสาบบนซ้อนตามรูปของแบบเสื้อ  กดกระดุมฝาบน (ตัวผู้) ให้กดทับสาบเสื้อสาบล่างจนเห็นรอยกดชัด วางฝากระดุมล่าง(ตัวเมีย) ให้ตรงกับรอยกด  แล้วเย็บแบบคัทเวิร์ก  รูละ 3 ครั้ง  เพื่อความสวยงาม  จนครบทั้ง 4 รู

การติดกระดุมไม่มีก้าน  การเย็บกระดุมชนิดนี้จะมองเห็นเส้นด้ายที่เย็บ

1. วางกระดุมตรงตำแหน่งเส้นกลางตัว 
2. แทงเข็มขึ้นรูหนึ่งและแทงลงอีกรูหนึ่ง  ทำซ้ำประมาณ 2 - 3 ครั้ง  เพื่อให้แน่นหนา  ใช้ด้ายพันเส้นด้ายล่างเม็ดกระดุมหลายๆ รอบ  เพื่อให้เกิดเนื้อที่ว่าง
3. แทงเข็มลงใต้ผ้าเย็บหลายๆ ครั้ง  แล้วตัดด้ายออก
หมายเหตุ  การเย็บกระดุม 2 รูและกระดุม 4 รู นั้นเหมือนกัน  โดยกระดุม 4 รูนั้นอาจแทงเข็มเส้นด้ายบนทแยงไขว้กันได้

การติดกระดุมมีก้าน  การติดกระดุมชนิดนี้จะไม่มีเส้นด้ายเย็บปรากฏบนเม็ดกระดุม
1. วางกระดุมตรงตำแหน่งเส้นกลางตัวให้ตรงกึ่งกลางรังดุม  ตัดผ้ารองใต้กระดุมทางด้านผิด
2. แทงเข็มทางด้านถูกตรงห่วงก้านกระดุมกับแทงเข็มขึ้นลง 3-4 ครั้ง
3. แทงเข็มลงใต้ผ้าเย็บ 3-4 ครั้งและตัดเส้นด้าย


การติดตะขอขนาดเล็ก  ควรทำตามขั้นตอนดังนี้
1. กำหนดตำแหน่งที่จะติดตะขอ
2. สอดด้ายลงใต้สาบ  สอยยึดปลายหัวตะขอเกี่ยวให้แน่นเพื่อป้องกันไม่ให้หัวตะขอเกี่ยวเคลื่อน
3. ตะขอเกี่ยวหรือตะขอสับติดด้านขวามือติดกับสาบบน  ให้หัวตะขอเลยสันทบเข้าไปเล็กน้อย  โดยใช้วิธีสอยพันด้วยมือรอบส่วนขาของตะขอเกี่ยว
4. ติดตะขอรับทางด้านซ้ายมือให้หัวตะขอยื่นออกไปจากสันทบเล็กน้อย เมื่อเกี่ยวกันแล้วจะไม่เห็นตะขอ  สอยพันยึดให้เรียบร้อยเช่นกัน
5. ตะขอเกี่ยวที่มีตัวรับถักเป็นตัวหนอน

การติดตะขอขนาดใหญ่  ควรทำตามชั้นตอนดังนี้
1. กำหนดตำแหน่งที่จะติดตะขอ
2. ติดตะขอเกี่ยวหรือตะขอสับบนเส้นกลางของตะเข็บข้างตัวหรือกลางลำตัว
3. ติดตะขอรับบนเส้นกลางตะเข็บทางด้านซ้ายมือ
4. ติดตะขอรับให้หัวตะขออยู่บนกลางตะเข็บทางด้านขวามือ  สอยพันหรือเย็บแบบรังดุม  สอยเรียงเส้นด้ายลงในช่องตะขอ

แหล่งข้อมูล : http://writer.dek-d.com/Writer/story/viewlongc.php?id=490341&chapter=4


7.  อธิบายการปะเพื่อการตกแต่ง


การปะ เป็นการซ่อมแซมเสื้อผ้าบริเวณที่เนื้อผ้าขาดหายไปเป็นช่องโหว่ขนาดค่อนข้าง ใหญ่ เช่น รอยไหม้จากเตารีด ผ้าถูกเกี่ยวขาดเป็นปากฉลาม นำผ้าชิ้นใหม่มาปิดซ้อนแล้วเย็บสอย เพื่อพยุงเนื้อผ้าเดิมให้คงรูปและทนทานขึ้น หรืออาจจะปะเพื่อตกแต่งให้เกิดความสวยงามก็ได้ การปะมีขั้นตอนดังต่อไปนี้ 

          1. แต่งรอยขาดด้วยกรรไกรให้เรียบร้อยไม่มีรอยลุ่ย โดยพยามยามให้มีขนาดเล็กที่สุด อาจจะแต่งเป็นรูปสี่เหลี่ยม หรือวงกลมก็ได้ 

          2. เลือกผ้าที่จะนำมาปะให้มีสี และเนื้อผ้าเหมือนกันหรือคล้ายกันกับผ้าที่ขาด ตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดกว้างกว่ารอยขาดประมาณ 3 เซนติเมตรโดยรอบ วางปิดรอยขาด ด้านในให้รอยขาดอยู่ตรงกลาง ใช้เข็มหมุดกลัดให้รอบ

               - พับริมเศษผ้าที่นำมาปะกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร เนาถี่ ๆ โดยรอบ แล้วดึงเข็มหมุดออก 
               - พลิกผ้ากลับเอาด้านนอกขึ้นข้างบน พับริมผ้าที่ขาดเข้าด้านใน แล้วสอยถี่ ๆ 
               - กลับผ้าอีกด้าน สอยริมผ้าที่เนาไว้ให้เห็นรอยเย็บด้านนอกน้อยที่สุด 
               - เลาด้ายเนาออก แล้วรีดรอยปะให้เรียบ

แหล่งที่มา : http://www.str.ac.th/service106/ElearnM4/NG41101/p_5.htm


8.  ถ้ากางเกงที่ใส่ขาดที่หัวเข่าจะแก้ไขดัดแปลงอย่างไรให้ใช้งานได้


แก้ไขด้วยการปะ

เป็นการซ่อมแซมเสื้อผ้าบริเวณที่เนื้อผ้าขาดหายไปเป็นช่องโหว่ขนาดค่อนข้างใหญ่ สามารถทำได้ดังนี้ 
1. เลือกผ้าที่จะนำมาปะให้มีสี และเนื้อผ้าเหมือนกันหรือคล้ายกันกับผ้าที่ขาด ตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดกว้างกว่ารอยขาดประมาณ 3 เซนติเมตรโดยรอบ 
2. วางปิดรอยขาด ด้านในให้รอยขาดอยู่ตรงกลาง ใช้เข็มหมุดกลัดให้รอบ
3. พับริมเศษผ้าที่นำมาปะกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร เนาถี่ ๆ โดยรอบแล้วดึงเข็มหมุดออก
4. พลิกผ้ากลับเอาด้านนอกขึ้นข้างบน พับริมผ้าที่ขาดเข้าด้านใน แล้วสอยถี่ ๆ
5. กลับผ้าอีกด้าน สอยริมผ้าที่เนาไว้ให้เห็นรอยเย็บด้านนอกน้อยที่สุด
6. เลาด้ายเนาออก แล้วรีดรอยปะให้เรียบ

แหล่งที่มา http://www.str.ac.th/service106/ElearnM4/NG41101/p_5.htm


9.  ถ้านักเรียนดัดแปลงเสื้อผ้าที่ไม่ใช้เป็นผ้ากันเปื้อน  นักเรียนจะใช้ลวดลายและตะเข็บอะไรตกแต่งและมีวิธีทำอย่างไร


ดัดแปลงเสื้อเชิ้ตยาวผู้ชายให้เป็นชุดเดรสสำหรับผู้หญิง  โดยใช้ลวดลายของเสื้อเดิมที่มีอยู่เป็นหลัก  แล้วตกแต่งเพิ่มเติมด้วยสิ่งของตกแต่งให้ดูมีสีสันสดใส  โดยใช้การสอยพันริมผ้าเพื่อให้รอยต่อสวยงาม  เรียบร้อยและใช้การปักตะเข็บแบบต่างๆในการตกแต่งรอยต่อ  โดยมีขั้นตอนดังนี้

1. ออกแบบชุดเดรสใหม่ตามที่ต้องการ
2. ตัดแขนเสื้อออกบางส่วนให้เป็นเสื้อแขนสั้น  และตัดชายเสื้อที่ยาวให้เท่ากันเพื่อเป็นส่วนกระโปรงของชุด
3. เย็บเก็บขอบตรงส่วนที่ตัดออกไปโดยใช้การสอยพันริมผ้า
4. เย็บส่วนเอวและปลายของแขนเสื้อเข้าเพื่อให้จั๊มเล็กน้อย
5. ตกแต่งชุดตามต้องการ


10.  อธิบายขั้นตอนการซักรีดเสื้อผ้า


การซักผ้า มีขั้นตอนที่ควรปฏิบัติ ดังนี้
1.นำสิ่ง ของออกจากกระเป๋าให้หมด
2.ถ้าพบว่า เสื้อผ้าชำรุด ควรซ่อม ให้เรียบร้อยก่อนซัก
3.แยกผ้าสีและ ผ้าขาวออกเป็นพวกๆ
4.ซักด้วยน้ำ เปล่าก่อน 1 ครั้ง
5.ใส่ผง ซักฟอก ลงในอ่างหรือกะละมังประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วจึง ใส่น้ำประมาณ 1 ขันใหญ่ต่อเสื้อ 1 ตัว คนให้ผง ซักฟอกละลายและกระจายไปทั่ว แล้วนำเสื้อ ลงแช่ทิ้งไว้ ประมาณ 15 นาที ขณะเดียวกัน ควรเตรียมอุปกรณ์ สำหรับตากผ้าไว้ให้เรียบร้อยจะทำงานให้เสร็จเร็วขึ้น
6.ขยี้ หรือใช้ แปรงๆที่คอเสื้อ แขนเสื้อ กระเป๋าและซักทั้ง ตัวให้สะอาด บีบน้ำออก แต่ไม่ควรบิดเพราะจะทำให้ ผ้าขาด
เร็วขึ้น
7.ซัก ในน้ำ สะอาด 2-3 ครั้ง ให้หมดคราบผงซักฟอก
8.นำขึ้นตาก โดยกลับตะเข็บเสียก่อน แล้วใส่ไม้แขวนเสื้อ ถ้า เป็นเสื้อสี ให้แขวน ไว้ในที่ร่มและลมพัดผ่านได้ดี
9. ถ้าซักด้วยเครื่องครั้งหนึ่ง จะใช้น้ำประมาณ 150-250 ลิตร
10.น้ำสุดท้ายของ การซักสามารถนำไปเช็ดถูบ้าน หรือรดน้ำต้นไม้ใหญ่ได้
แหล่งที่มา http://www.handbagbestbuy.com/ 
 

การรีดผ้า คือ การทำให้เสื้อผ้าเรียบ น่าสวมใส่ เป็นขั้นตอนที่ปฏิบัติต่อจากการซักทำความสะอาดเสื้อผ้าแล้ว ผ้าที่จำเป็นต้องรีดคือ เสื้อผ้าชุดชั้นนอกที่เป็นเส้นใยธรรมชาติ แต่ถ้าเป็นเส้นใยสังเคราะห์อาจไม่ต้องรีดก็ได้ เพราะเนื้อผ้ายับยาก การรีดผ้ามีขั้นตอนที่ควรปฏิบัติ ดังนี้
1. นำผ้าที่ต้องการรีดพรมน้ำหมาด ๆ ให้ทั่ว และทิ้งไว้จนน้ำซึมเข้าไปในเนื้อผ้า (ถ้ามีผ้าสีตกต้องแยกต่างหาก)
2. นำผ้าที่พรมน้ำทิ้งไว้แล้วมารีดด้วยเตารีดบนที่รองรีด ผ้าชิ้นแรกที่รีดควรเป็นผ้าบาง ๆหรือรีดแห้งได้ง่าย เพราะเมื่อเริ่มเสียบไฟเตารีดจะค่อย ๆ ร้อนขึ้น ดังนั้น เราต้องปรับปุ่มความร้อนบนเตารีดเพื่อให้เหมาะสมกับเนื้อผ้าที่ต้องการีด
3. ผ้าที่รีดตัวสุดท้ายควรเป็นผ้าที่บาง หรือรีดแห้งง่ายเช่นเดียวกับครั้งแรก และเมื่อรีดตัวสุดท้ายได้ครึ่งตัว ควรถอดปลั๊กออกและรีดต่อไปจนเสร็จ เพราะเมื่อถอดปลั๊กออกแล้วเตารีดจะยังร้อนอยู่ ซึ่งเป็นการช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้
4. การรีดเสื้อ ควรรีดส่วนที่เป็นผ้าชิ้นเล็ก ๆ ก่อน เช่น ปกเสื้อ แขนเสื้อ สาบเสื้อ เป็นต้นแล้วจึงรีดตัวเสื้อเป็นขั้นสุดท้าย กางเกงให้รีดขอบกระเป๋า สาบ ก่อนรีดขากางเกง ส่วนกระโปรงให้รีดขอบกระโปรง และรีดกระโปรงโดยรอบ ถ้ามีจีบ ให้จับจีมแล้วรีดทับจีมให้ตายตัว
5. เมื่อรีดเสร็จแล้วควรใส่ไม้แขวนเตรียมไว้ให้พร้อมเพื่อความสะดวกในการหยิบมาสวมใส่
แหล่ง ที่มา http://cdn.learners.in.th/assets/media/files/000/364/484/original_Unit_2_Cloths_2555.pdf